วัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

วัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จนถึงเดือนกรกฎาคม 2020 มีวัคซีนแคนดิเดต 218 อย่างที่กำลังพัฒนา[1][2] แม้จะยังไม่มีอย่างใดที่ได้ผ่านขั้นตอนการทดลองทางคลินิกทั้งหมดแล้วเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผล จนถึงเดือนกรกฎาคม 2020 มีวัคซีนแคนดิเดต 24 อย่างที่ได้ประกาศหรือกำลังทดลองทางคลินิก โดยมี 2 อย่างที่กำลังเริ่มการทดลองระยะที่ 3 และ 7 อย่างในระยะที่ 1-2[1][2][3]

โปรเจ็กต์ก่อน ๆ ที่พัฒนาวัคซีนสำหรับโรคไวรัสโคโรนารวมทั้งกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส หรือ SARS) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส หรือ MERS) ได้สะสมความรู้พอสมควรเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของไวรัสโคโรนา ซึ่งได้ช่วยเร่งการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 เมื่อต้นปี 2020[4]

องค์การพันธมิตรเพื่อนวัตกรรมเตรียมรับโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations ตัวย่อ CEPI อ่านว่า เซพี) ซึ่งกำลังรวบรวมเงินทุนจำนวน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64,600 ล้านบาท) ทั่วโลกเพื่อลงทุนและพัฒนาหาวัคซีนให้ไวที่สุด[5] ได้ระบุในเดือนเมษาว่า วัคซีนอาจมีใช้เป็นมาตรการฉุกเฉินภายใน 12 เดือนคือมีตั้งแต่ต้นปี 2021[6] ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2020 องค์การอนามัยโลกได้ออกอากาศสื่อส่งผ่านสัญญาณต่อเนื่องเชิญชวนให้บริจาค แล้วได้สัญญาว่าจะได้รับบริจาคทรัพย์ 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองแสนห้าหมื่นล้านบาท) จากประเทศต่าง ๆ 40 ประเทศเพื่อสนับสนุนการเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19[7] ในเวลาเดียวกัน ก็ได้ประกาศการทดลองในระดับนานาชาติ (Solidarity Trial) เพื่อประเมินวัคซีนแคนดิเดตหลายชนิดที่ได้ถึงการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2-3 โดยทำพร้อม ๆ กัน[8]

ประวัติแก้ไข

ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2020 องค์การอนามัยโลกคาดว่า จะมีวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ที่เป็นเหตุของโรคอย่างเร็วก็ 18 เดือน[9]

มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโคโรนาในสัตว์หลายอย่าง รวมทั้งโรคหลอดลมอักเสบเหตุติดเชื้อไวรัส (infectious bronchitis virus) ในนก โรคไวรัสโคโรนาในสุนัข (canine coronavirus) และโรคไวรัสโคโรนาในแมว (feline coronavirus)[10]

โปรเจ็กต์ก่อน ๆ ที่พัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสในสกุล Coronaviridae ที่มนุษย์ติดมุ่งใช้สำหรับกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส หรือ SARS) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส หรือ MERS) โดยวัคซีนป้องกันโรคซาร์ส[11] และป้องกันโรคเมอร์ส[12] ได้ทดสอบในสัตว์ทดลองที่ไม่ใช่มนุษย์แล้ว

แต่จนถึงปี 2020 ก็ยังไม่มีวัคซีนรักษาหรือป้องกันโรคซาร์สที่แสดงว่าปลอดภัยและมีประสิทธิผลในมนุษย์[13][14] แม้ตามวรรณกรรมงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในระหว่างปี 2005-2006 การหาและพัฒนาวัคซีนและยาใหม่ ๆ เพื่อรักษาโรคซาร์สจริง ๆ เป็นเรื่องที่รัฐบาลและองค์กรสาธารณสุขต่าง ๆ ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญ[15][16][17]

โรคเมอร์สก็ยังไม่มีวัคซีนด้วย[18] เมื่อโรคเมอร์สกำลังระบาด เชื่อกันว่า งานวิจัยเกี่ยวกับโรคซาร์สที่ได้ทำแล้วอาจเป็นโครงแบบที่มีประโยชน์เพื่อพัฒนาวัคซีนและวิธีการรักษาโรค[13][19] จนถึงเดือนมีนาคม 2020 มีวัคซีนโรคเมอร์สชนิดหนึ่ง (อาศัยดีเอ็นเอ) ที่ได้ผ่านการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 กับมนุษย์แล้ว[20] และมีวัคซีนอีก 3 อย่างที่กำลังอยู่ในกระบวนการโดยทั้งหมดเป็นวัคซีนมีเว็กเตอร์เป็นไวรัส, 2 อย่างมีอะดีโนไวรัส (ChAdOx1-MERS, BVRS-GamVac) เป็นเว็กเตอร์ และอีกอย่างมี MVA เป็นเว็กเตอร์[21]

การเร่งพัฒนาทั่วโลกแก้ไข

หลังจากได้พบโรคปอดบวมเหตุไวรัสโคโรนาแบบใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2019[22] ก็ได้ตีพิมพ์ลำดับยีนของโควิด-19 เมื่อ 11 มกราคม 2020 ซึ่งจุดชนวนการตอบสนองในระดับนานาชาติอย่างฉุกเฉินเพื่อเตรียมรับโรคระบาดและเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค[6][23][24] อัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโควิดทั่วโลกเมื่อต้นปี 2020 ได้กระตุ้นให้ก่อพันธมิตรระดับนานาชาติและความมุมานะของรัฐเพื่อระดมทรัพยากรในการพัฒนาวัคซีนหลายชนิดในระยะเวลาสั้น ๆ[8] โดยมีวัคซีนแคนดิเดต 4 อย่างที่เริ่มการทดลองในมนุษย์ในเดือนมีนาคม (ดูตารางการทดลองทางคลินิกที่เริ่มในปี 2020 ต่อไป)[6][25]

วัคซีนป้องกันโรคติดต่อไม่เคยพัฒนาได้แบบที่ใช้เวลาไม่กี่ปี และก็ไม่มีวัคซีนอะไร ๆ เลยที่ป้องกันการติดไวรัสโคโรนาในมนุษย์[26]

จนถึงเดือนเมษายน เซพี (CEPI) ได้ประเมินว่าอาจมีวัคซีนแคนดิเดตต้านโรคโควิดถึง 6 อย่างจาก 115 อย่าง ที่พันธมิตรนานาชาติควรเลือกพัฒนาให้ผ่าน การทดลองทางคลินิกระยะที่ 2-3 และ 3 อย่างควรช่วยบรรเทาระเบียบราชการที่จุกจิกเกินไปให้ผ่านการตรวจสอบของรัฐและการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อการได้วัคซีนที่อนุมัติโดยที่สุด และจะมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อยถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 62,851 ล้านบาท)[6][25][26] ส่วนงานวิเคราะห์อีกงานหนึ่งประเมินว่า จะต้องพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตในเบื้องต้นพร้อม ๆ กัน 10 อย่างก่อนจะเลือกเพียงไม่กี่อย่างเพื่อพัฒนาจนถึงให้อนุมัติได้[26]

การทำงานร่วมกันนี้ได้จัดลำดับความสำคัญเพื่อความรวดเร็วในการประเมินทางคลินิกเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิผล ในการจัดหาแหล่งทุน และในการวางแผนเพื่อผลิตวัคซีนเป็นพัน ๆ ล้านชุด ในที่สุดเพื่อแจกจำหน่ายวัคซีนไปทั่วโลกโดยให้ประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาได้อย่างเท่าเทียมกัน[25][26] องค์การอนามัยโลก, เซพีและมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ (BMGF) กำลังจัดงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อเตรียมตัวว่า อาจจะต้องใช้วัคซีนหลายอย่างเพื่อระงับการระบาดของโควิด[26] วัคซีนอาจต้องตั้งสูตร บรรจุ ขนส่ง และเก็บในคลังแบบโดยเฉพาะ ๆ ในประเทศกว่า 200 ประเทศที่มีคนติดโรค[26][27] องค์การอนามัยโลกประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาวัคซีนสามอย่างหรือยิ่งกว่าที่มีเทคโนโลยีและการจัดจำหน่ายต่าง ๆ กันเพื่อระงับการระบาดของโควิดทั่วโลก[8][28][29]

องค์กรนานาชาติแก้ไข

องค์การต่าง ๆ ได้จัดตั้งพันธมิตรนานาชาติเพื่อเร่งการพัฒนาวัคซีนและเตรียมตัวแจกจ่าย รวมทั้งองค์การอนามัยโลกที่ช่วยอำนวยการร่วมมือกัน การวิจัยอย่างเร่ง และการสื่อสารนานาชาติ โดยต้องทำในระดับที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ เริ่มที่ต้นเดือนพฤษภาคม คือได้ระดมสัญญาการให้เงินทุนถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[7] ในเดือนกรกฎาคม องค์การอนามัยโลกประกาศว่าประเทศ 165 ประเทศซึ่งมีประชากรทั้งหมดร้อยละ 60 ของทั้งโลกได้ตกลงกับแผน WHO COVAX ขององค์กรเพื่อให้แจกจำหน่ายวัคซีนที่ได้อย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ซึ่งรับประกันว่าประเทศที่เข้าร่วมแต่ละประเทศจะได้ส่วนแบ่งวัคซีนเพื่อให้กับประชากรที่อ่อนแอที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศไม่เกินปลายปี 2021[30]

ส่วนองค์การพันธมิตรเพื่อนวัตกรรมเตรียมรับโรคระบาดคือเซพี (CEPI) กำลังทำงานกับเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขนานาชาติและผู้พัฒนาวัคซีนเพื่อสร้างกองทุนอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64,600 ล้านบาท) เพื่อหุ้นส่วนระหว่างองค์กรของรัฐ เอกชน การกุศล กับประชาสังคมเพื่อเร่งวิจัยและทดลองวัคซีนแคนดิเดต 8 อย่าง โดยมีเป้าหมายให้มี 3 อย่างที่พัฒนาจนได้อนุมัติภายในปี 2020-21[6][25][28]สหราชอาณาจักร แคนาดา เบลเยียม นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ได้บริจาคเงิน 915 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองหมื่นเก้าพันล้านบาท) แก่เซพีแล้วในต้นเดือนพฤษภาคม[7][31] ส่วนมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ ซึ่งมีเป้าหมายในเรื่องการวิจัยและการแจกจำหน่ายวัคซีน ได้บริจาคเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเจ็ดพันเก้าร้อยล้านบาท) ให้แก่องค์การเพื่องานวิจัยและการให้การศึกษาแก่สาธารณชนในเรื่องวัคซีนโควิด[27][32]

ส่วนองค์กรการร่วมมืองานวิจัยโลกเพื่อความเตรียมพร้อมต่อโรคติดต่อ (Global Research Collaboration for Infectious Disease Preparedness) กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกเพื่อจัดลำดับความจำเป็นการได้ทุนของงานวิจัยต่าง ๆ ประสานงานระหว่างองค์กรนานาชาติที่ให้ทุนกับที่ทำงานวิจัยเพื่ออัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าของวัคซีนและหลีกเลี่ยงการให้ทุนซ้ำซ้อน[33][34] ส่วนสหพันธ์โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงและการติดเชื้ออุบัติใหม่ (International Severe Acute Respiratory and Emerging Infection Consortium ตัวย่อ ISARIC) กำลังจัดระเบียบและเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับโควิดเพื่อให้เกิดผลต่อนโยบายสาธารณสุขของรัฐในเรื่องการแจกจำหน่ายวัคซีนที่จะได้[35]

ในวันที่ 4 มิถุนายน มีงานประชุมสุดยอดเสมือนที่ประสานงานจากกรุงลอนดอน มีผู้แทนจากองค์กรของรัฐและเอกชนจากประเทศ 52 ประเทศ รวมทั้งประมุขแห่งรัฐ 35 ท่านจากประเทศกลุ่ม 7 และกลุ่ม 20เพื่อระดมเงิน 8,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองแสนแปดหมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนให้กาวี (พันธมิตรโลกเพื่อวัคซีนและการให้ภูมิคุ้มกัน) เตรียมให้วัคซีนโควิดแก่เด็ก 300 ล้านคนในประเทศด้อยพัฒนาตลอดจนถึงปี 2025[36] ผู้บริจาครายใหญ่รวมทั้งมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ (1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณห้าหมื่นล้านบาท)[37] และสหราชอาณาจักร (330 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงต่อปีเป็นเวลา 5 ปีรวมเป็นเงินประมาณหกหมื่นหกพันล้านบาท)[36]

รัฐบาลของประเทศแก้ไข

รัฐบาลของประเทศที่จัดงบประมาณเพื่อลงทุนในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับงานวิจัยวัคซีน งานพัฒนา และการผลิตเริ่มต้นในปี 2020 รวมทั้งรัฐบาลกลางของแคนาดา ซึ่งประกาศ ทุน 275 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณหกพันสี่ร้อยล้านบาท) สำหรับโปรเจ็กต์งานวิจัยวัคซีน 96 โครงการ โดยมีแผนจะสร้าง "ธนาคารวัคซีน" เพื่อฝากวัคซีนไว้หลายอย่างที่สามารถใช้ถ้าโรคไวรัสโคโรนาระบาดอีก[38][39] ยังมีการลงทุนเพิ่มอีก 1,100 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณสองหมื่นหกพันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการทดลองทางคลินิกในแคนาดาแล้วพัฒนาโซ่การผลิตและการแจกจำหน่ายสำหรับวัคซีน[34] วันที่ 4 พฤษภาคม รัฐบาลแคนาดาจัดงบประมาณ 850 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณสองหมื่นล้านบาท) ให้แก่องค์การอนามัยโลกเนื่องกับการออกสื่อสัญญาต่อเนื่องเพื่อระดมทุน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อวัคซีนโควิด[40] ในประเทศจีน รัฐบาลได้ให้เงินกู้มีดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้พัฒนาวัคซีนผ่านธนาคารกลาง และหาที่ดินให้เพื่อให้บริษัทสร้างโรงงานผลิตวัคซีน[31] จนถึงเดือนมิถุนายน 2020 วัคซีนแคนดิเดต 6 อย่างจาก 11 อย่างที่กำลังทดสอบเบื้องต้นในมนุษย์มาจากองค์กรของจีน[27] บริษัทวัคซีนและสถาบันวิจัย 3 แห่งได้เงินสนับสนุนจารัฐบาลจีนเพื่อการวิจัย ทำการทดลองทางคลินิก และผลิตวัคซีนซึ่งดีที่สุด โดยให้ความสำคัญกับหลักฐานของประสิทธิศักย์ที่ได้เร็วยิ่งกว่าความปลอดภัย[41] วันที่ 18 พฤษภาคม จีนได้สัญญาว่าจะให้เงิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหกหมื่นสามพันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนงานขององค์การอนามัยโลกเพื่อกำจัดโควิด[42]

ในบรรดาประเทศสหภาพยุโรป ฝรั่งเศสประกาศการลงทุน 4.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 154 ล้านบาท) ในสหพันธ์การวิจัยวัคซีนโควิดผ่าน CEPI ที่องค์กรต่าง ๆ รวมทั้ง Institut Pasteur (ฝรั่งเศส), Themis Bioscience (ออสเตรีย) และมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (สหรัฐ) จะมีบทบาท ซึ่งเพิ่มทุนการพัฒนาวัคซีนโควิดของ CEPI เป็น 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหมื่นห้าพันล้านบาท) ในเดือนพฤษภาคม[43][44] ในเดือนมีนาคม คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ลงทุน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,769 ล้านบาท) กับ CureVac ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของเยอรมนี เพื่อพัฒนาวัคซีนแบบเอ็มอาร์เอ็นเอ[45] ส่วนรัฐบาลเยอรมันเองก็ได้ลงทุนต่างหากกับบริษัทอีก 300 ล้านยูโร (ประมาณหมื่นสี่พันล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน[46] เบลเยียม นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์เป็นผู้บริจาครายสำคัญให้แก่ CEPI เพื่อวิจัยวัคซีนโควิดในยุโรป[31] ในเดือนเมษายน รัฐบาลสหราชอาณาจักรก่อตั้งคณะกรรมการวัคซีนโควิดเฉพาะกิจเพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนผ่านการร่วมงานระหว่างอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย กับองค์กรต่าง ๆ ของรัฐตลอดขั้นตอนการพัฒนาวัคซีน รวมทั้งกำหนดโรงพยาบาลในประเทศเพื่อทำการทดลองทางคลินิก กฎการอนุมัติ และการผลิตในที่สุด[47] โครงการริเริ่มพัฒนาวัคซีนที่ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้รับงบประมาณ 44 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณพันแปดร้อยล้านบาท) ในเดือนเมษายน[48][49]

 
ผังของสำนักงาน Government Accountability Office ของสหรัฐ เปรียบเทียบการพัฒนาวัคซีนธรรมดากับไทม์ไลน์ที่เร่งเร็วขึ้น รวม ๆ คือ (บน) ทั่วไปใช้เวลา 10-15 ปีกว่าจะได้อนุมัติในสหรัฐ (ล่าง) เร่งเร็วใช้เวลาไม่กี่ปี คำแปลคร่าว ๆ (จากซ้ายไปขวาบนลงล่าง) - Exploratory = การวิจัยสืบเสาะ, Preclinic = การทดลองระยะพรีคลินิก, Clinical Trials = การทดลองทางคลินิกแบ่งเป็นระยะ ๆ, FDA Review and Approval = การทบทวนและอนุมัติโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐ, Manufacturing = การผลิต, FDA Rolling Review and Approval = การทบทวนและอนุมัติที่ทำเป็นรอบ ๆ, Rapid Manufacturing = การผลิตอย่างรวดเร็ว

สำนักงานวิจัยและพัฒนาทางชีวเวชขั้นสูงสหรัฐ (Biomedical Advanced Research and Development Authority ตัวย่อ BARDA อ่านว่า บาร์ดา) เป็นองค์กรของรัฐบาลกลางสหรัฐที่ให้ทุนกับเทคโนโลยีรักษาโรค ได้ประกาศลงทุนเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนโควิด และเตรียมตัวผลิตวัคซีนแคนดิเดตที่มีหวังที่สุดในสหรัฐ วันที่ 16 เมษายน บาร์ดาลงทุน 483 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหมื่นห้าพันล้านบาท) กับบริษัทมอเดิร์นา (Moderna) และหุ้นส่วนคือจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน[31][50] บาร์ดายังมีงบประมาณอีก 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณแสนสามหมื่นล้านบาท) สำหรับพัฒนาวัคซีน ดังนั้น ก็จะมีบทบาทในการลงทุนพัฒนาวัคซีนแคนดิเดต 6-8 อย่างที่จะทดลองทางคลินิกในปี 2020-2021 โดยบริษัทต่าง ๆ เช่น Sanofi Pasteur (ฝรั่งเศส) และ Regeneron (สหรัฐ)[50][51] วันที่ 15 พฤษภาคม รัฐบาลกลางสหรัฐได้ประกาศให้ทุนกับโปรแกรมเร่งเร็วคือ Operation Warp Speed (แปลได้ว่า ปฏิบัติการความเร็วเหนือแสง) โดยมีจุดประสงค์ให้เริ่มทำการทดลองวัคซีนแคนดิเดตทางคลินิกในช่วงฤดูใบไม้ตกปี 2020 แล้วผลิตวัคซีนที่ได้อนุมัติ 300 ล้านชุดให้ได้ในเดือนมกราคม 2021 ในเดือนมิถุนายน ผู้นำโปรแกรมแจ้งว่า จะทำงานร่วมกับบริษัท 7 บริษัทที่กำลังพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตสำหรับโควิด คือ มอเดิร์นา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เมอร์ค ไฟเซอร์ บวกกับบริษัทอีกสองบริษัท และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่ทำงานร่วมกับบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca)[52]

หุ้นส่วนและการแข่งขันแก้ไข

Solidarity trial ขององค์การอนามัยโลกแก้ไข

องค์การอนามัยโลกร่วมกับสัมพันธ์มิตรนานาชาติของนักวิทยาศาสตรวัคซีนได้พัฒนา "โพรไฟล์ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย" (Global Target Product Profile ตัวย่อ TPP) ซึ่งระบุลักษณะที่ดีของวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลไว้ในหมวดหมู่ 2 หมู่ คือ "วัคซีนเพื่อการป้องกันระยะยาวสำหรับบุคคลที่เสียงโควิดสูงกว่า เช่น เจ้าหน้าที่ทางแพทย์" และวัคซีนอื่น ๆ ที่ให้ภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการระบาดใหม่[8] จึงได้จัดตั้งทีมทีพีพี (TPP) ขึ้นเพื่อ 1) ประเมินการพัฒนาของวัคซีนแคนดิเดตที่มีหวังมากสุด 2) สร้างข้อมูล/แผนที่เกี่ยวกับวัคซีนแคนดิเดตและการทดลองทางคลินิกของวัคซีนทั่วโลก แล้วตีพิมพ์อัปเดตแผนผังของวัคซีนที่กำลังพัฒนาบ่อย ๆ[3] 3) ประเมินและตรวจคัดวัคซีนแคนดิเดตที่มีหวังมากที่สุดพร้อม ๆ กันอย่างเร็วก่อนที่จะทดสอบในมนุษย์ และ 4) ออกแบบและประสานการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมแบบมีหลายศูนย์ในระดับนานาชาติ ซึ่งตั้งชื่อว่า "Solidarity trial" (การทดลองร่วม)[8][53] เพื่อให้สามารถประเมินประโยชน์และความเสี่ยงของวัคซีนแคนดิเดตต่าง ๆ ที่กำลังทดลองทางคลินิกในประเทศที่มีอัตราการติดโรคโควิดสูง เพื่อให้สามารถตีความและแชร์ผลที่พบทั่วโลก[8] สัมพันธ์มิตรวัคซีนขององค์การอนามัยโลกนี้ จะจัดลำดับความสำคัญว่า วัคซีนใดควรเข้าสู่ระยะการทดลองทางคลินิก 2 และ 3 และระบุโพรโทคอล/เกณฑ์วิธีของการทดลองระยะ 3 แบบเข้ากันได้สำหรับวัคซีนทั้งหมดที่เข้าสู่ระยะก่อนได้รับอนุมัตินี้[8]

แบบทดลองที่ปรับได้สำหรับ Solidarity trialแก้ไข

แบบทดลองทางคลินิกที่กำลังทำอยู่อาจปรับได้โดยเรียกว่าเป็น "adaptive design" (แบบปรับได้) ถ้าข้อมูลที่ได้ในการทดลองให้ความชัดเจนได้เร็วเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีน[54][55] ดังนั้น การทดลองร่วม (Solidarity trial) ขององค์การอนามัยโลกสำหรับวัคซีนหลายอย่างที่ทดลองทางคลินิกในปี 2020 จะใช้วิธีเช่นนี้เพื่อให้สามารถเปลี่ยนพารามิเตอร์การทดลองอย่างรวดเร็วในศูนย์ทดลองทุกที่เมื่อผลได้ปรากฏ[53] วัคซีนแคนดิเดตใหม่ยังอาจเติมเข้าในโปรแกรมการทดลองร่วมเมื่อเข้าเกณฑ์ และวัคซีนแคนดิเดตที่มีหลักฐานทางความปลอดภัยหรือประสิทธิศักย์ที่ไม่ดีเทียบกับยาหลอกและวัคซีนอื่น ๆ ก็จะยกเลิกทดลองในโปรแกรมนี้[53] แบบปรับได้ที่ใช้ในการทดลองวัคซีนแคนดิเดตทางคลินิกระยะ 2-3 อาจทำให้ระยะการทดลองสั้นลงและใช้อาสาสมัครผู้รับวัคซีนน้อยกว่า อาจช่วยเร่งการตัดสินใจไม่ว่าจะหยุดการทดลองตั้งแต่ต้น ๆ หรือตัดสินใจว่ามีผล หลีกเลี่ยงทำการวิจัยซ้ำ ๆ และเพิ่มการประสานงานเพื่อเปลี่ยนแบบการทดลองร่วมที่ทำในศูนย์ประเทศต่าง ๆ[53][54]

การกล่าวหาว่ามีจารกรรมจากรัสเซียแก้ไข

ศูนย์ความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติสหราชอาณาจักร บวกกับหน่วยงานความมั่นคงการสื่อสารต่าง ๆ ของแคนาดา สำนักงานความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐานแห่งความมั่นคงไซเบอร์สหรัฐ (Cybersecurity Infrastructure Security Agency) และสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ได้ร่วมกันกล่าวหาว่านักเลงคอมพิวเตอร์ที่ประเทศรัสเซียสนับสนุนได้พยายามขโมยงานวิจัยการรักษาและวัคซีนโควิดจากสถาบันวิชาการและสถาบันยาในประเทศต่าง ๆ แต่รัสเซียก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้[56]

หุ้นส่วน การแข่งขัน และการแจกจำหน่ายแก้ไข

บริษัทยายักษ์ที่มีประสบการณ์ผลิตวัคซีนเป็นจำนวนมาก ๆ รวมทั้งจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แอสตราเซเนกา และแกล็กโซสมิธไคลน์ กำลังสร้างพันธมิตรกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ และมหาวิทยาลัยเพื่อเร่งการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ[27][31] เพื่อรวมสมรรถภาพทางการเงินและการผลิตเพื่อสร้างเทคโนโลยีวัคซีนโรคระบาดทั่วแบบใช้ตัวเสริม (adjuvant) แกล็กโซสมิธไคลน์จึงจับมือกับซาโนฟี่ เป็นหุ้นส่วนแบบที่ไม่ค่อยทำระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่นานาชาติเพื่อเร่งพัฒนาวัคซีน[57]

ในระหว่างการระบาดทั่วของโควิด-19 ปี 2020 ที่ระบาดไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง องค์การนานาชาติเช่นองค์การอนามัยโลกและเซพี ผู้พัฒนาวัคซีน รัฐบาล และอุตสาหกรรมก็ได้ประเมินการแจกจำหน่ายวัคซีนที่จะได้[8] ประเทศผลิตวัคซีนแต่ละประเทศอาจถูกโน้มน้าวให้ขายวัคซีนในราคาสูงสุด หรือใช้วัคซีนในประเทศของตนก่อน[23][26][31] ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า วัคซีนที่จะอนุมัติควรมีราคาที่พอซื้อได้และมีให้สำหรับบุคคลหน่วยหน้าในการรักษาพยาบาลและคนที่จำเป็นมากที่สุด[23][26][31] เช่นการตกลงกับบริษัทแอสตราเซเนกาที่ทีมพัฒนาวัคซีนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ทำว่า ประชาชนประเทศอังกฤษจะไม่ได้สิทธิพิเศษในการได้วัคซีนโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรัฐนี้เป็นผู้พัฒนา แต่ได้ตกลงให้วัคซีนแจกจำหน่ายทั่วไปในระดับนานาชาติโดยร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก[48] บริษัทหลายแห่งมีแผนผลิตวัคซีนเพื่อขายเริ่มต้นในราคาถูก แล้วเพิ่มราคาเพื่อให้ได้กำไรภายหลังถ้าต้องฉีดวัคซีนทุกปีและเมื่อประเทศต่าง ๆ ตุนวัคซีนเผื่ออนาคต[31]

องค์การอนามัยโลกและเซพีกำลังสร้างทรัพยากรทางการเงินและแนวปฏิบัติเพื่อส่งวัคซีนที่มีประสิทธิผล 3 อย่างหรือยิ่งกว่าไปทั่วโลก โดยสำนึกว่าประเทศต่าง ๆ และประชากรกลุ่มต่าง ๆ ย่อมจำเป็นต่างกัน[6][8][25][53] ยกตัวอย่างเช่น วัคซีนที่มีประสิทธิผลน่าจัดก่อนอื่นให้บุคลากรทางแพทย์และกลุ่มประชากรที่เสี่ยงป่วยหนักและเสี่ยงตายมากสุดจากการติดโรคโควิด เช่น คนชราหรือคนจนที่อยู่ในชุมชนแออัด[25][58] ทั้งองค์การอนามัยโลกและเซพีได้พิจารณาถึงความเป็นห่วงว่า ประเทศร่ำรวยไม่ควรได้วัคซีนโควิดที่จะมีก่อนประเทศอื่น ๆ[6][25][58]

กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่ต้องย่อลงแก้ไข

ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ความปลอดภัยของกลุ่มประชากรที่อ่อนแอ และปัญหาการผลิตวัคซีนเป็นพัน ๆ ล้านชุดทำให้อาจต้องย่อกำหนดเวลาต่าง ๆ ในการพัฒนาวัคซีนที่ปกติทำเป็นลำดับ ๆ และในบางกรณี อาจต้องรวมระยะการทดลองทางคลินิกหลายระยะเข้าด้วยกันโดยทำเป็นแค่เดือน ๆ ซึ่งปกติต้องทำเป็นลำดับต่อ ๆ กันเป็นปี ๆ[27] ยกตัวอย่างเช่น ผู้พัฒนาวัคซีนประเทศจีนและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคจีน (Chinese Center for Disease Control and Prevention) ได้เริ่มงานเมื่อเดือนมกราคม 2020[59] เมื่อถึงเดือนมีนาคม ก็กำลังตรวจดูวัคซีนแคนดิเดตเป็นจำนวนมากในกำหนดเวลาที่ย่อลง โดยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีจีนเหนือของสหรัฐ และเพื่อให้ชาวจีนมั่นใจถึงคุณภาพวัคซีนที่ผลิตในจีน[27][60]

เพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนในกำหนดเวลาย่อ ๆ สำหรับโรคระบาดทั่ว ทั้งผู้พัฒนาวัคซีนและรัฐบาลต้องยอมรับความเสี่ยงเมื่อลัดวงจรพัฒนาวัคซีนปกติ[31] ผู้บริหารของอุตสาหกรรมคนหนึ่งกล่าวว่า "วิกฤติการณ์ของโลกใหญ่จนกระทั่งเราแต่ละคนจะต้องยอมเสี่ยงสุดเดี๋ยวนี้เพื่อยุติโรคนี้"[31] มีการประเมินขั้นตอนการพัฒนาวัคซีนหลายขั้นตอน รวมทั้งระดับความเป็นพิษที่ยอมรับได้ (คือความปลอดภัย) การตั้งเป้าที่กลุ่มประชากรที่อ่อนแอ ประสิทธิศัยก์วัคซีนต้องก้าวหน้าอย่างมาก ระยะการป้องกันของวัคซีน ระบบการส่งยาพิเศษ (เช่น ให้ทางปากหรือทางจมูก แทนที่ะฉีด) ข้อกำหนดขนาดการให้ยา ความเสถียรและวิธีการเก็บในคลัง การอนุมัติให้ใช้เป็นการฉุกเฉินก่อนที่จะได้รับอนุมัติทั่วไป วิธีการผลิตดีที่สุดเพื่อให้ได้วัคซีนเป็นพัน ๆ ล้านชุด และการแจกจำหน่ายวัคซีนที่ได้อนุมัติ[26][61] เริ่มจากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 วัคซีนร้อยละ 84-90 ล้มเหลวในช่วงพัฒนาการจึงไม่ได้รับอนุมัติให้วางตลาดขาย[6][62] ถ้าเริ่มจากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 วัคซีนร้อยละ 25.7 ล้มเหลวไม่ได้รับอนุมัติโดยที่สุด[62] ผู้ผลิตวัคซีนอาจจะลงทุนไปแล้วเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามหมื่นหนึ่งพันล้านบาท)[26][27][31] ในกรณีของโควิด-19 โดยเฉพาะ ประสิทธิศักย์ของวัคซีนที่อัตราร้อยละ 70 อาจพอระงับการระบาดทั่ว เพราะถ้ามีประสิทธิศักย์เพียงร้อยละ 60 การระบาดก็ยังอาจเป็นไปต่อไปได้ และประสิทธิศักย์ที่น้อยกว่าร้อยละ 60 จะไม่ก่อภูมิคุ้มกันหมู่พอระงับการกระจายเชื้อโดยตนเอง[26]

โรคที่ระบาดทั่วในปี 2020 สร้างปัญหากับสถาบันวิจัยเพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมและการปิดแหล็บ[63][64] และอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนก็ขลาดแคลนขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการซื้อแข่งขันกันในระดับนานาชาติหรือการเข้ายึดของรัฐ[41] กำหนดเวลาต่าง ๆ เพื่อทำการทดลองทางคลินิก ซึ่งปกติเป็นกระบวนการที่ทำเป็นลำดับต่อ ๆ กันใช้เวลาเป็นปี ๆ ก็กำลังย่อเป็นการทดลองตรวจความปลอดภัย ประสิทธิศักย์ และการหาขนาดยาที่ทำพร้อม ๆ กันใช้เวลาเป็นแค่เดือน ๆ ซึ่งมีโอกาสสร้างปัญหาความปลอดภัย[27][31]

แพลตฟอร์มเทคโนโลยีแก้ไข

ในเดือนเมษายน นักวิทยาศาสตร์ของเซพีรายงานว่า มีแพลตฟอร์เทคโนโลยี 10 แพลตฟอร์มที่กำลังวิจัยและพัฒนาในต้นปี 2020 เพื่อสร้างวัคซีนต้านโควิด-19[6]

แพลต์ฟอร์มที่ใช้ดีเอ็นเอหรือเอ็มอาร์เอ็นเอ ให้ความหวังมากเพราะสามารถจัดการกับแอนติเจนของโควิด-19 เพื่อให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองได้อย่างเข้มแข็ง เป็นวิธีที่ประเมินได้เร็ว และเตรียมผลิตเป็นจำนวนมาก ๆ ได้ดี[6][26] ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ระบุลำดับยีนของโควิดได้เพียงสองเดือน บริษัทมอเดิร์นาก็ได้เริ่มทดลองวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอคือ mRNA-1273 ในมนุษย์ ส่วนวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นเว็กเตอร์ทำให้เซลล์แสดงออกโปรตีนได้ดี คงฤทธิ์อยู่ได้นาน และทำให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง ส่วนวัคซีนที่ใช้โปรตีนซึ่งสร้างอาศัยไวรัสลูกผสม (recombinant protein) เป็นเทคโนโลยีนวัคซีนที่มีใช้อยู่ จึงอาจสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมาก ๆ อาศัยทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว แพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในปี 2020 รวมทั้งเพปไทด์ ไวรัสลดฤทธิ์ที่ยังเป็น (attenuated virus) และไวรัสที่ฆ่าแล้ว (inactivated viruses)[6]

เทคโนโลยีวัคซีนที่กำลังพัฒนาเพื่อโควิดหลายอย่างไม่เหมือนกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันอยู่แล้ว แต่จัดเป็นของใหม่ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงกับกลไกการแพร่เชื้อของโควิด และยังสามารถเร่งพัฒนาเพื่อป้องกันโรคได้ในที่สุด[6]

 
วัคซีนแคนดิเดตที่อาจสร้างโปรตีนของไวรัส SARS-CoV-2 แล้วทำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนอง (1) เป็นเอ็มอาร์เอ็นเอที่เข้ารหัสยีนของไวรัสซึ่งทำให้เซลล์สร้างโปรตีนของไวรัส (2) เป็นโปรตีนที่ผิวหุ้มไวรัสแบบลูกผสม (3) เว็กเตอร์เป็นไวรัสที่มียีนของ SARS-CoV-2 ซึ่งทำให้สร้างโปรตีนของไวรัส
แพลตฟอรม์เทคโนโลยีของวัคซีนโควิด‑19 (ก.ค. 2020)
แพลตฟอร์ระดับโมเลกุล จำนวนแคนดิเดต จำนวนที่กำลังทดลองในมนุษย์
เว็กเตอร์เป็นไวรัสที่ไม่ขยายพันธุ์[i] 27 5[ii]
ใช้อาร์เอ็นเอ[iii] 27 5[ii]
หน่วยย่อยโปรตีน[iv] 66 5
ใช้ดีเอ็นเอ[v] 15 4
ไวรัสที่ฆ่าแล้ว[vi] 13 4[ii]
อนุภาคคล้ายไวรัส[vii] 10 1
ไม่ได้ระบุ 42 0
เว็กเตอร์เป็นไวรัสที่ยังขยายพันธุ์[viii] 18 0
ไวรัสเป็น ๆ แต่ลดฤทธิ์แล้ว[ix] 4 0
เว็กเตอร์เป็นแบคทีเรียที่ยังขยายพันธุ์[x] 1 0
รวม 218 24
  1. Non-replicating viral vector
  2. 2.0 2.1 2.2 มีวัคซีนแคนดิเดตหนึ่งอย่างหรือยิ่งกว่าในการทดลองระยะที่ 2 หรือ 2-3
  3. RNA-based
  4. Protein subunit
  5. DNA-based
  6. Inactivated virus
  7. Virus-like particle
  8. Replicating viral vector
  9. Live attenuated virus
  10. Replicating bacterial vector

วัคซีนแคนดิเดตแก้ไข

เซพีจัดระยะการพัฒนาวัคซีนเป็นสามกลุ่ม คือ (1) ระยะการสำรวจ (exploratory) คือการวางแผนและออกแบบวัคซีนโดยไม่มีการประเมินในสิ่งมีชีวิต (2) พรีคลินิก (preclinical) คือการประเมินในสิ่งมีชีวิตและเตรียมตัวผลิตสารประกอบเพื่อทดสอบในมนุษย์ หรือ (3) การเริ่มทดสอบความปลอดภัยในมนุษย์อาสาสมัครที่สุขภาพดีระยะที่ 1[6] จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม มีวัคซีนแคนดิเดตบางส่วนจาก 205 อย่างที่อยู่ในระยะพัฒนาการเบื้องต้นและได้ยืนยันแล้วว่ากำลังทำการ (active) อยู่ในระยะสำรวจ หรือพรีคลินิก[1][2] การทดลองระยะที่ 1 โดยหลักทดสอบความปลอดภัยและขนาดยาที่จะให้เบื้องต้นแก่อาสาสมัครสุขภาพดีเป็นสิบ ๆ คน ระยะที่ 2 ทำหลังประสบความสำเร็จในระยะที่ 1 ตรวจปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกัน, ขนาดของยา (คือตรวจประสิทธิศักย์โดยใช้ค่าวัดของสารบ่งชี้ทางชีวภาพ คือ biomarker) และผลที่ไม่พึงประสงค์ ปกติทำกับคนเป็นร้อย ๆ คน[65][66] การทดลองระยะ 1-2 จะทดสอบความปลอดภัยและการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในเบื้องต้นโดยจะกำหนดขนาดที่ได้ผลให้แม่นยำด้วย[66] การทดลองระยะที่ 3 ปกติจะมีอาสาสมัครมากกว่า มีกลุ่มควบคุม และทดสอบประสิทธิผลป้องกันโรคของวัคซีน (เป็นการทดลองแบบแทรกแซง คือ interventional) และจะเฝ้าสังเกตผลที่ไม่พึงประสงค์เมื่อใช้ขนาดยาที่ดีสุด[65][66]

การทดลองทางคลินิกที่เริ่มในปี 2020แก้ไข

วัคซีนแคนดิเดตสำหรับโควิด-19 ที่กำลังทดลองในระยะ 1-3[1][2][3]
วัคซีนแคนดิเดต
ผู้พัฒนา/ผู้ให้ทุน
เทคโนโลยี ระยะทดลองในปัจจุบัน (จำนวนอาสาสมัคร)
รูปแบบการทดลอง
ระยะทดลองที่เสร็จแล้ว (จำนวนอาสาสมัคร)
การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ผลไม่พึงประสงค์
เขตที่ทำ ระยะเวลา
AZD1222[a][68][69][70]

มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด, แอสตราเซเนกา

อะดีโนไวรัสของชิมแปนซีที่ปรับเปลี่ยนเพื่อใช้เป็นเว็กเตอร์ (ChAdOx1) ระยะ 2-3 (10,260)
การแทรกแซง, การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเป็นยาหลอกเพื่อตรวจประสิทธิศักย์ ความปลอดภัย และการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
ระยะ 1-2 (543)
สารภูมิต้านทานที่เฉพาะต่อโปรตีน spike ของไวรัสในวันที่ 28

สารภูมิต้านทานเฉพาะต่อโปรตีน spike ของไวรัสเมื่อถึงวันที่ 28, เกิดสารภูมิต้านทานแบบกำจัดฤทธิ์หลังจากให้วัคซีนครั้งที่สองในวันที่ 56 ผลไม่พึงประสงค์ - อาสาสมัครเกินร้อยละ 60 เจ็บที่จุดฉีด ปวดหัว เป็นไข้ หนาวสะท้าน ปวดกล้ามเนื้อ และละเหี่ย ให้พาราเซตามอลกับบางคนเพื่อเพิ่มความทนรับได้[71]

20 คนในสหราชอาณาจักร, เมืองเซาเปาลู พ.ค. 2020 - ส.ค. 2021
mRNA-1273[72][73]

มอเดิร์นา, US National Institute of Allergy and Infectious Diseases, BARDA

การแพร่กระจายของอนุภาคนาโนที่เป็นลิพิดและมีเอ็มอาร์เอ็นเอ ระยะ 3 (30,000)
การแทรกแซง, การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่ใช้ยาหลอกเพื่อทดสอบประสิทธิศักย์ ความปลอดภัย และการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
ระยะ 1 (45)
เกิดสารภูมิต้านทานแบบกำจัดฤทธิ์หลังจากให้วัคซีนสองครั้งโดยขึ้นอยู่กับขนาด ยังไม่ได้กำหนดว่าคงยืนเนานเท่าไร ผลไม่พึงประสงค์ - เป็นไข้ ล้า ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ และเจ็บปวดที่จุดฉีด[74][75]
89 ในสหรัฐ ก.ค. 2020 - ต.ค. 2022
Ad5-nCoV[76]

CanSino Biologics, Institute of Biotechnology of the Academy of Military Medical Sciences[b]

recombinant adenovirus type 5 vector ระยะ 2 (508)
การแทรกแซงเพื่อตรวจดูขนาดยาและผลข้างเคียง
ระยะ 2 (508)
ก่อสารภูมิต้านทานแบบกำจัดฤทธิ์และการตอบสนองของลิมโฟไซต์ชนิด T cell ผลไม่พึงประสงค์ - ร้อยละ 74 เป็นไข้ ปวด และล้า มีอาการพอสมควรภายใน 7 วัน[78]
อู่ฮั่น มี.ค.-ธ.ค. 2020
BNT162 a1, b1, b2, c2[c][79][80]

BioNTech, Fosun Pharma, ไฟเซอร์

อาร์เอ็นเอ ระยะ 2-3 (30,000)[81]
การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่ใช้ยาหลอก ตรวจหาขนาดยา และเพื่อเลือกวัคซีนแคนดิเดต
ระยะ 1-2 (60)
ความตอบสนองทางสารภูมิต้านทานแบบกำจัดฤทธิ์ (neutralizing) และแบบ IgG ที่ยึดกับ RBD อย่างมีกำลัง ซึ่งเกิดสูงสุด 7 วันหลังให้วัคซีนซ้ำ มีการตอบสนองของ T cell แบบ CD4+ และ CD8+ ที่เข้มแข็ง ยังไม่ได้ระบุว่าคงยืนนานเท่าไร

ผลไม่พึงประสงค์ - ขึ้นอยู่กับขนาดยาในระดับพอสมควร รวมทั้งเจ็บปวดที่ที่ฉีด ล้า ปวดหัว หนาวสะท้าน เจ็บปวดกล้ามเนื้อและข้อ เป็นไข้[82][83]

62 แห่งในสหรัฐ เยอรมนี เม.ย. 2020-พฤษภาคม 2021
CoronaVac[84][85][86]

ไซโนวัคไบโอเท็ก, Instituto Butantan [d]

ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ฆ่าแล้ว ระยะ 1-2 (1,166)
การทดลองแบบสุ่มอำพรางสองฝ่ายมีกลุ่มควบคุมใช้ยาหลอก ทำที่ศูนย์เดียวในเมืองฉูโจว (Xuzhou 744 คน) เมือง Renqiu (422 คน)
ยังคอยรายงานการทดลองระยะ 1 2 แห่งในจีน 12 แห่งในบราซิล
  • เม.ย.-ธ.ค. 2020 ในเมืองฉูโจว
  • พ.ค.-ก.ค. 2020 ในเมือง Renqiu
  • ก.ค. 2020-ต.ค. 2021 ในบราซิล
INO-4800[e][87][88]

Inovio Pharmaceuticals, เซพี, Korea National Institute of Health, International Vaccine Institute

พลาสมิดของดีเอ็นเอส่งด้วยวิธี electroporation[A] ระยะ 1-2 (40) ยังคอยรายงานการทดลองระยะ 1 3 แห่งในสหรัฐ กรุงโซล เม.ย.-พ.ย. 2020
ยังไม่ได้ตั้งชื่อ[91]

Chinese Academy of Medical Sciences

ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ฆ่าแล้ว ระยะ 1-2 (942)
การทดลองแบบสุ่มอำพรางสองฝ่ายมีกลุ่มควบคุมใช้ยาหลอก ที่ศูนย์เดียว
เฉิงตู มิ.ย. 2020-ก.ย. 2021
AG0301-COVID19[92]

AnGes Inc.,[93] Japan Agency for Medical Research and Development

พลาสมิดของดีเอ็นเอ[f] ระยะ 1-2 (30)
การทดลองไม่สุ่ม ที่ศูนย์เดียว ให้ยาสองครั้ง
เมืองโอซากะ มิ.ย. 2020-ก.ค. 2021
COVID-19/aAPC[94]

Shenzhen Genoimmune Medical Institute[95]

Lentiviral vector with minigene modifying aAPCs ระยะ 1 (100) เมืองเชินเจิ้น มี.ค. 2020-2023
LV-SMENP-DC[96]

Shenzhen Genoimmune Medical Institute[95]

Lentiviral vector with minigene modifying DCs ระยะ 1 (100) เมืองเชินเจิ้น มี.ค. 2020-2023
ไม่ได้ตั้งชื่อ[g][97]

Sinopharm คือ Beijing Institute of Biological Products, Wuhan Institute of Biological Products

ไวรัสโควิด-19 ที่ฆ่าแล้ว (vero cells) ระยะ 1 (288) เมืองเจียวโซ่ (จีน: 焦作) เม.ย. 2020 - พ.ย. 2021
LNP-nCoVsaRNA[98]

หน่วย Medical Research Council Clinical Trials Unit ที่อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน

เอ็มอาร์เอ็นเอ ระยะ 1 (105)
การทดลองระยะที่ 1 แบบสุ่มโดยทดลองเพิ่มขนาดยา (15) และขยายตรวจสอบความปลอดภัย (อย่างน้อย 200)
4 แห่งในสหราชอาณาจักร มิ.ย. 2020-ก.ค. 2021
NVX-CoV2373[99]

Novavax

อนุภาคโปรตีน spike ลูกผสมของไวรัสโควิดบวกกับตัวเสริม ระยะ 1 (131) 2 แห่งในออสเตรเลีย พ.ค. 2020-ก.ค. 2021
Gam-COVID-Vac Lyo[100]

Gamaleya Research Institute[101]

เว็กเตอร์เป็นไวรัสที่ไม่ขยายพันธุ์ ระยะ 1 (38) มอสโก มิ.ย.-ส.ค. 2020
GX-19[102][103]

Genexine consortium[104], International Vaccine Institute

ดีเอ็นเอ ระยะ 1 (40) กรุงโซล มิ.ย. 2020-มิ.ย. 2022
SCB-2019[105][106]

Clover Biopharmaceuticals,[107]แกล็กโซสมิธไคลน์

spike protein trimeric subunit with GSK adjuvant ระยะ 1 (150) เมืองเพิร์ท มิ.ย. 2020-มี.ค. 2021
COVAX-19[108]

Vaxine Pty Ltd[109]

โปรตีนจากยีนลูกผสม [h] ระยะ 1 (40) เมืองแอดิเลด มิ.ย. 2020-ก.ค. 2021
CVnCoV[110]

CureVac, เซพี

เอ็มอาร์เอ็นเอ ระยะ 1 (168) เมืองเกนต์, 3 แห่งในเยอรมนี มิ.ย. 2020-ส.ค.2021
ไม่ได้ตั้งชื่อ[111]

PLA Academy of Military Science, Walvax Biotech[112]

เอ็มอาร์เอ็นเอ ระยะ 1 (168) 2 แห่งในจีน มิ.ย. 2020-ธ.ค. 2021
ไม่ได้ตั้งชื่อ[113]

Anhui Zhifei Longcom Biopharmaceutical Co. Ltd.[114]

หน่วยย่อยของโปรตีนจากดีเอ็นเอลูกผสม ระยะ 1 (50) นครฉงชิ่ง มิ.ย. 2020-ก.ย. 2021
ไม่ได้ตั้งชื่อ[115][116]

Medicago[117] (รัฐบาลของประเทศแคนาดาและรัฐควิเบก)

อนุภาคคล้ายไวรัสที่ได้จากพืช ใช้ดีเอ็นเอลูกผสม[i] และใช้ตัวเสริมจากแกล็กโซสมิธไคลน์ ระยะ 1 (180)
การทดลองแบบสุ่ม หาขนาดยา
2 แห่งในแคนาดา ก.ค. 2020-เม.ย. 2021
SARS-CoV-2 Sclamp[119]

มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, Syneos Health, เซพี, Seqirus (ส่วนของ CSL Limited)

โปรตีน spike ทำให้เสถียรด้วย molecular clamp บวกกับตัวเสริม MF59 ระยะ 1 (120)
การทดลองแบบสุ่มและใช้ยาหลอก อำพรางสองฝ่าย ตรวจหาขนาดยา
บริสเบน ก.ค.-ต.ค. 2020
  1. ชื่อใช้ที่มหาวิทยาลัยคือ ChAdOx1 nCoV-19 สถาบัน Oswaldo Cruz Foundation จะเป็นผู้ผลิตในบราซิล[67]
  2. จะผลิตเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรของรัฐบาลกลางแคนาดาคือ National Research Council และ Canadian Center for Vaccinology (ในแฮลิแฟกซ์ รัฐโนวาสโกเชีย)[77]
  3. เป็นวัคซีน 4 อย่าง
  4. เป็นศูนย์วิจัยชีวภาพแห่งชาติในเมืองเซาเปาลู บราซิล
  5. ระยะ 1-2 ในเกาหลีใต้ทำพร้อมกับระยะ 1 ในสหรัฐ
  6. DNA plasmid
  7. ได้ลงทะเบียนรูปแบบการทดลองระยะที่ 2 โดยให้คนเข้าร่วมเกินพันคนรวมทั้งเด็ก ยังไม่เริ่มรับสมัคร
  8. Recombinant protein
  9. อนุภาคคล้ายไวรัส (virus-like particles) ที่ก่อในพืชประจำถิ่นออสเตรเลีย Nicotiana benthamiana ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกันกับยาสูบ[118]
วัคซีนแคนดิเดตสำหรับโควิด-19 ที่จะทดลองระยะที่ 1 ในปี 2020[1][2][120]
วัคซีนแคนดิเดต
ผู้พัฒนา, ผู้ให้ทุน
เทโนโลยี วันเริ่มที่ประกาศ
DPX-COVID‑19

IMV, Inc.[121], Canadian Immunization Research Network[122]

หน่วยย่อยโปรตีน ส่งโดยอาศัยลิพิด กลางปี 2020
PittCoVacc

มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก

หน่วยย่อยโปรตีน, microneedle arrays กลางปี 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

หน่วยย่อยโปรตีน, โปรตีนเอส กลางปี 2020
LUNAR-COV19

Arcturus Therapeutics, มหาวิทยาลัยดุ๊ก - National University of Singapore

อาร์เอ็นเอ, เอ็มอาร์เอ็นเอ กลางปี 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ

Sanofi Pasteur, แกล็กโซสมิธไคลน์

หน่วยย่อยโปรตีน, โปรตีนเอส กลางปี 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ

Cobra Biologics, Karolinska Institute

พลาสมิดของดีเอ็นเอ กลางปี 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ

Generex Biotech[123]

เพปไทด์สังเคราะห์ของไวรัสบวกกับ Ii-key immune activation กลางปี 2020
Ad26

Janssen Pharmaceutica (ส่วนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน), Beth Israel Deaconess Medical Center

เว็กเตอร์ไวรัสที่ไม่แพร่พันธุ์[124] ปลายเดือน ก.ย.
ไม่ได้ตั้งชื่อ

SK Biosciences, รัฐซัสแคตเชวัน, ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้

หน่วยย่อยแอนติเจนของ COVID-19 ก.ย. 2020
CoroFlu

มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน, FluGen[125], Bharat Biotech

ไวรัสไข้หวัดใหญ่แบบ self-limiting ปลายปี 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ[126]

Applied DNA Sciences, Evvivax[127]

ดีเอ็นเอ ปลายปี 2020
AdCOVID

Altimmune,[128] University of Alabama at Birmingham

เว็กเตอร์ไวรัสที่ไม่แพร่พันธุ์ (ให้ทางจมูก) ปลายปี 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ

Vaxart, Emergent BioSolutions

เว็กเตอร์ไวรัสที่ไม่แพร่พันธุ์ (ให้ทางปาก) มิ.ย.-ก.ย. 2020
ไม่ได้ตั้งชื่อ

VBI Vaccines,[129] NRC Canada

ไวรัสโคโรนาทั่วไป เร็วสุดเดือน พ.ย. 2020

งานวิจัยพรีคลินิกแก้ไข

ในเดือนเมษายน องค์การอนามัยโลกแถลงการณ์เป็นตัวแทนนักวิทยาศาสตร์กลุ่มต่าง ๆ ทั่วโลกว่าจะร่วมมือกันเพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด[130] โดยชักชวนองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรที่กำลังพัฒนาวัคซีนแคนดิเดต องค์กรควบคุมและตั้งนโยบายของรัฐ ผู้ให้เงินทุน องร์กรสาธารณสุข และรัฐบาล ให้ร่วมมือกันเพื่อให้สามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิผลได้โดยมีปริมาณเพียงพอเพื่อจำหน่ายให้แก่เขตต่าง ๆ ทั้งหมดของโลกโดยเฉพาะเขตที่ยากจน[6] แต่เมื่อวิเคราะห์ประวัติของอุตสาหกรรมพัฒนาวัคซีนก็พบว่า การพัฒนาจะล้มเหลวในอัตราร้อยละ 84-90[6][62]

อนึ่ง เพราะโควิดเป็นไวรัสใหม่ มีลักษณะต่าง ๆ ที่ยังไม่ชัดเจนทั้งหมด และต้องใช้กลยุทธ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาวัคซีน ทุก ๆ ขั้นตอนจึงเสี่ยงไม่สำเร็จสูงมาก[6] เพื่อประเมินประสิทธิผลที่วัคซีนหนึ่ง ๆ อาจมี จะต้องพัฒนาการจำลองทางคอมพิวเตอร์และสัตว์จำลองที่เฉพาะเจาะจงต่อโควิดที่ไม่เคยมีมาก่อน และสิ่งจำลองเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถทดสอบยืนยันกับลักษณะต่าง ๆ ของไวรัสที่ยังไม่ปรากฏ เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันทำโดยกำลังจัดตั้งในปี 2020[6]

ในบรรดาวัคซีนแคนดิเดตที่ยืนยันแล้วว่ากำลังพัฒนา บริษัทเอกชนเป็นผู้พัฒนาในอัตราร้อยละ 70 ที่เหลือนักวิชาการ รัฐบาล และองค์กรสาธารณสุขเป็นผู้พัฒนา[6] ผู้พัฒนาวัคซีนโดยมากเป็นบริษัทเล็ก ๆ หรือทีมนักวิจัยในมหาวิทยาลัยผู้มีประสบการณ์น้อยในการออกแบบวัคซีนให้ประสบความสำเร็จ มีทุนจำกัดเพื่อทำงานทดลองทางคลินิกที่ซับซ้อนและเพื่อผลิตวัคซีนถ้าไม่ได้บริษัทเภสัชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเป็นหุ้นส่วน[6] ผู้กำลังพัฒนาวัคซีนรวมองค์กรในสหรัฐและแคนาดาผู้รวมกันมีงานวิจัยวัคซีนที่แอ๊กถีฟเป็นอัตราร้อยละ 46 ทั้งหมดของโลก เทียบกับเอเชียที่ร้อยละ 36 รวมประเทศจีน และกับยุโรปที่ร้อยละ 18[6]

ในเดือนกรกฎาคม องค์กรหนึ่งรายงานว่ามีวัคซีนแคนดิเดต 205 อย่างที่กำลังพัฒนาในระยะ "สำรวจ/พรีคลินิก" หรือกำลังทดลองกับอาสาสมัครมนุษย์ในระยะ 1-3[1] ตารางในหัวข้อย่อยนี้แสดงวัคซีนแคนดิเดตที่จะเริ่มทดลองในระยะที่ 1 ในปี 2020

การทดลองระยะ 1 ที่วางแผนในปี 2020แก้ไข

วัคซีนแคนดิเดตที่กำลังออกแบบหรือพัฒนาในระยะพรีคลินิกสำหรับโรคโควิดในปี 2020 อาจจะไม่ได้รับอนุมัติให้ศึกษาในมนุษย์เพราะเป็นพิษ ไม่มีประสิทธิผลชักนำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนอง หรือล้มเหลวในด้านต่าง ๆ ในสัตว์ทดลอง หรืออาจจะไม่มีทุนพอ[131][132] สำหรับโรคติดเชื้อ โอกาสประสบความสำเร็จของวัคซีนแคนดิเดตในการฝ่าอุปสรรคระยะพรีคลินิกแล้วเข้าสู่ระยะการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 1 อยู่ในอัตราร้อยละ 41-57[131] ค่าใช้จ่ายของการทดลองเบื้องต้นในมนุษย์ค่อนข้างสูงสำหรับผู้พัฒนาวัคซีน ประเมินอยู่ที่ 14-25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 440-786 ล้านบาท) สำหรับโปรแกรมการทดลองระยะที่ 1 ทั่วไป แต่ก็อาจถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) ได้เหมือนกัน[131][133] เมื่อเปรียบเทียบกับโรคไวรัสอีโบลาที่ระบาดทั่วระหว่างปี 2013-2016 ซึ่งมีวัคซีนแคนดิเดต 37 ชนิดที่พัฒนาอย่างเร่งด่วน มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เป็นวัคซีน โดยมีค่าใช้จ่ายเพื่อยืนยันประสิทธิผลในการทดลองระยะที่ 2-3 ประมาณพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (35,292 ล้านบาท)[131]

วัคซีนที่ไม่เฉพาะเจาะจงโรคโควิดแก้ไข

วัคซีนบางชนิดมีผลที่ไม่เฉพาะเจาะจง (Non-specific effects) คืออาจมีประโยชน์เกินนอกเหนือจากโรคที่ป้องกัน[134] มีวัคซีนซึ่งมีอยู่แล้วสองอย่างและกำลังทดสอบว่ามีผลป้องกันโควิดหรือไม่

แม้อ้างว่า (มี.ค., มิ.ย. และ ก.ค.) อัตราการตายเหตุโควิดจะต่ำกว่าในประเทศที่ฉีดวัคซีนบีซีจีเพื่อป้องกันวัณโรคเป็นปกติ[135][136][137][138] แต่องค์การอนามัยโลกก็กล่าวในเดือนเมษายนว่า ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนนี้มีผลต้านโควิด[139]

ในเดือนมีนาคม 2020 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้เริ่มการทดลองวัคซีนบีซีจีแบบสุ่มเพื่อลดการติดโรคโควิดโดยรับแพทย์พยาบาล 1,000 คน[140]ออสเตรเลียก็ทดลองแบบสุ่มเช่นกันโดยรับแพทย์พยาบาล 4,170 คน[141][142] ส่วนการทดลองในสหรัฐรับแพทย์พยาบาล 700 คนในเมืองบอสตันและฮิวสตัน[143] และการทดลองที่มหาวิทยาลัยอียิปต์ในเมืองไคโรรับแพทย์พยาบาล 900 คน[144] การทดลองอีกงานหนึ่งในเนเธอร์แลนด์จะตรวจว่า วัคซีนบีซีจีช่วยป้องกันคนชราหรือไม่ โดยรับคนอายุเกิน 65 ปี 1,000 คนและอายุน้อยกว่านั้น 600 คน[145] การทดลองในเมืองเมเดยินประเทศโคลอมเบียรับแพทย์พยาบาล 1,000 คน[144] ยังมีการลงทะเบียนทดลองวัคซีนบีซีจีในแพทย์พยาบาลปลายเดือนเมษายนรวมทั้ง บราซิลรับอาสาสมัคร 1,100 (ต้นเดือนพฤษภาคม )[146], ฝรั่งเศสรับคน 1,120 คน[147], เดนมาร์ก 1,500 คน[148] และแอฟริกาใต้ 500 คน[149] ในเดือนพฤษภาคม 2020 การทดลองในกรีซรับอาสาสสมัครอายุเกิน 50 ปีเพื่อทดสอบว่าวัคซีนบีซีจีมีผลป้องกันโควิดหรือไม่[150]

การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมโดยยาหลอกเพื่อตรวจว่าวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (ป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) สามารถป้องกันแพทย์พยาบาลจากโรคโควิดจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2020 ที่เมืองไคโรโดยรับอาสาสมัคร 200 คน[151]

ข้อจำกัดที่อาจเกิดแก้ไข

การรีบเร่งพัฒนาและผลิตวัคซีนเพื่อโควิด-19 ที่ระบาดทั่วอาจเพิ่มความเสี่ยงและอัตราความล้มเหลวของการได้วัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล[4][6][152] งานศึกษาหนึ่งพบว่าในระหว่างปี 2006-2015 การได้รับอนุมัติให้ทำการทดลองระยะที่ 1 แล้วผ่านการทดลองระยะที่ 3 อย่างสำเร็จได้อยู่ที่อัตราร้อยละ 16.2 สำหรับวัคซีน[62] และเซพีก็ได้ระบุว่าอัตราประสบความสำเร็จของวัคซีนแคนดิเดตที่กำลังพัฒนาอยู่ในปี 2020 น่าจะอยู่ที่เพียงร้อยละ 10[6]

ในเดือนเมษายน 2020 รายงานของเซพีระบุว่า "การประสานงานและการร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งและเป็นสากลระหว่างผู้พัฒนาวัคซีน องค์กรควบคุม องค์กรตั้งนโยบาย ผู้ให้เงินทุน องค์กรสาธารณสุข และรัฐบาลจำเป็นเพื่อให้วัคซีนแคนดิเดตในระยะสุดท้าย ๆ สามารถผลิตได้อย่างเพียงพอและจำหน่ายให้แก่เขตติดโรคทั้งหมดได้อย่างยุติธรรม โดยเฉพาะแก่เขตที่ยากจน"[6] แต่ประชากรอาจถึงร้อยละ 10 ก็รู้สึกว่าวัคซีนไม่ปลอดภัยหรือไม่จำเป็น และไม่ยอมรับวัคซีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสาธารณสุขของโลกที่ได้ชื่อว่า vaccine hesitancy (ความลังเลกับวัคซีน)[153] และเพิ่มความเสี่ยงว่าโควิดจะเกิดระบาดอีก[154]

ปัญหาความปลอดภัยทางชีวภาพแก้ไข

งานวิจัยเบื้องต้นเพื่อประเมินประสิทธิผลของวัคซีนโดยใช้สัตว์แบบจำลองที่เฉพาะต่อโรคโควิด เช่น หนูเพาะให้มียีนหน่วยรับ ACE2 (ACE2-transgenic mice), ใช้สัตว์ทดลองอื่น ๆ และไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์ แสดงว่าต้องรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับ 3 เมื่อทดลองกับไวรัสที่ยังไม่ตาย และต้องร่วมมือกันในระดับสากลเพื่อให้มีมาตรฐานรักษาความปลอดภัย[4][6]

Antibody-dependent enhancementแก้ไข

แม้การผลิตสารภูมิต้านทานที่วัคซีนช่วยกระตุ้นนั้นมุ่งให้กำจัดการติดเชื้อโควิด-19 แต่วัคซีนก็อาจมีผลตรงกันข้ามคือการเพิ่มฤทธิ์ของเชื้อโดยอาศัยภูมิต้านทาน เป็นกระบวนการที่เรียกว่า antibody-dependent enhancement (ADE) ซึ่งเพิ่มสมรรถภาพของไวรัสในการจับกับเซลล์เป้าหมายในร่างกายแล้วจุดชนวนอาการพายุไซโตไคน์เมื่อติดเชื้อหลังจากได้วัคซีน[4][155] แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของวัคซีน (เช่น ใช้เว็กเตอร์เป็นไวรัส, ใช้โปรตีน spike ของไวรัส หรือใช้หน่วยย่อยโปรตีนของไวรัส), ขนาดวัคซีนที่ให้, ระยะเวลาระหว่างการให้วัคซีนซ้ำ ๆ เพราะโอกาสการติดเชื้อโควิดอีก และอายุมาก ล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดความเสี่ยงและความรุนแรงของ ADE[4][155] การตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนก็ยังขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ รวมทั้งความแม่นยำของกลไกการทำงานของวัคซีน[4] หรือวิธีการให้ (ฉีดในกล้ามเนื้อ ฉีดใต้ผิวหนัง ให้ทางปาก ให้ทางจมูก เป็นต้น)[155][156]

เหตุให้ล้มเหลวแก้ไข

ความล้มเหลวของวัคซีนมีปัจจัยหลายอย่าง[156] วัคซีนอาจไม่ดีพอเพราะไม่มีประสิทธิศักย์เพียงพอ (เช่น ประสิทธิศักย์น้อยกว่าร้อยละ 60 ก็จะไม่ทำให้ล้มเหลวไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่)[26], เพราะให้วัคซีนโดยวิธีที่ไม่มีประสิทธิผล (กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ปาก หรือจมูก) หรือเพราะเก็บวัคซีนไว้ไม่เย็นพอในช่วงการขนส่งหรือในคลัง[156] ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้เสี่ยงการติดโรค เช่น ยีน สุขภาพ (โรคประจำตัว การได้อาหาร การตั้งครรภ์ ไวหรือแพ้อะไรง่าย) ภูมิคุ้มกัน อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม อาจเป็นปัจจัยปฐมภูมิหรือทุติยภูมิซึ่งมีผลต่อความรุนแรงเมื่อติดโรคและการตอบสนองต่อวัคซีน[156] คนชรา (อายุเกิน 60 ปี) ผู้มีภูมิแพ้ และคนอ้วนเสี่ยงมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอและทำให้วัคซีนไม่มีประสิทธิผล จึงอาจต้องใช้เทคโนโลยีวัคซีนโดยเฉพาะ ๆ สำหรับคนกลุ่มเฉพาะ ๆ หรือต้องให้วัคซีนซ้ำเพื่อจำกัดการแพร่เชื้อ[156]

ผู้พัฒนาวัควีนต้องลงทุนแข่งขันในระดับนานาชาติเพื่อหาอาสาสมัครสำหรับการทดลองทางคลินิกระยะ 2-3 ให้มีจำนวนเพียงพอถ้าไวรัสปรากฏว่าระบาดไปในอัตราต่าง ๆ กันทั้งข้ามประเทศหรือในประเทศ[157] ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน บริษัทผลิตวัคซีนจีนคือไซโนวัคไบโอเท็กได้ร่วมมือกับมาเลเซีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และบราซิลเพื่อรับอาสาสมัครในการทดลองและเพื่อผลิตวัคซีนให้ได้จำนวนเพียงพอสำหรับการทดลองระยะที่ 3 ในประเทศบราซิลที่โรคได้เร่งระบาดของเพิ่มขึ้น[157][158] เพราะจีนควบคุมการระบาดทั่วของโควิดได้ ผู้พัฒนาวัคซีนจีนจึงต้องร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทำงานศึกษาในมนุษย์ระยะปลายในประเทศหลายประเทศ[158] ซึ่งเป็นการแข่งขันหาอาสาสมัครสู้กับผู้ผลิตอื่น ๆ และกับโปรแกรม Solidarity trial ที่องค์การอนามัยโลกเป็นผู้จัด[157]

นอกจากปัญหาการแข่งขันหาอาสาสมัครแล้ว ผู้จัดทำการทดลองอาจเจอกับคนที่ไม่ต้องการได้วัคซีนเพราะเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิศักย์ที่ค้านกับความเห็นพ้องของนักวิทยาศาสตร์[154] หรือไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ที่ใช้เพื่อสร้างเทคโนโลยีวัคซีนและสมรรถภาพการป้องกันการติดเชื้อของวัคซีน[159]

ตามบทความในวารสารไซเอินซ์ อุปสรรคของการทดลองรวมทั้งการหาอาสาสมัครที่อยู่ในเขตติดโรคโดยมีจำนวนเพียงพอ การรับอาสาสมัครเป็นหมื่น ๆ เข้าทดลองวัคซีนตามกฎเกณฑ์อย่างรวดเร็ว และการแข่งขันระหว่างบริษัทและประเทศต่าง ๆ[157] นิยามของความปลอดภัยของวัคซีน ประสิทธิศักย์ จุดยุติทางคลินิก (clinical endpoint) ในการทดลองระยะที่ 3 อาจต่างกันระหว่างการทดลองของบริษัทต่าง ๆ เช่นการนิยามระดับผลข้างเคียง การติดเชื้อ หรือการแพร่เชื้อ และว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิดแบบรุนแรงหรือแบบปานกลาง[157][160][161] อนึ่ง เป็นไปได้ว่าไวรัสจะกลายพันธุ์แล้วเปลี่ยนลักษณะต่าง ๆ มีกลไกการแพร่เชื้อหรือการติดเชื้อที่ต่างกับเป้าของวัคซีน[162][163]

ค่าใช้จ่ายแก้ไข

วัคซีนต้านไวรัสโคโรนาที่มีประสิทธิผลอาจลดความเสียหายทางเศรษฐกิจของโลกเป็นล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และดังนั้น ค่าใช้จ่ายเป็นพัน ๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐเทียบกันแล้วก็จะเล็กน้อย[164] ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถสร้างวัคซีนสำหรับไวรัสนี้ได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีราคาที่พอซื้อไหว และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาวัคซีนเท่าไร[23][26][27] เป็นไปได้ว่าการลงทุนเป็นเป็นพัน ๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นอาจไม่ได้ผลอะไร[31]คณะกรรมาธิการยุโรปจัดให้มีการประชุมทางวิดิโอของผู้นำโลกในวันที่ 4 พฤษภาคม 2020 ซึ่งได้สัญญาว่าจะให้เงิน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนา (เป็นงานเดียวกับขององค์การอนามัยโลก)[165]

หลังจากสร้างวัคซีนได้แล้ว จะต้องผลิตวัคซีนเป็นพัน ๆ ล้านชุดแล้วแจกจ่ายทั่วโลก ในเดือนเมษายน 2020 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ประเมินว่า การผลิตและการแจกจำหน่ายวัคซีนอาจมีค่าใช้จ่ายถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณแปดแสนล้านบาท)[166]

ปัญหาของการศึกษาแบบ "ท้าทาย" ที่เสนอแก้ไข

เพราะโรคโควิดกำลังระบาดทั่วเป็นเรื่องฉุกเฉินทั่วโลก จึงต้องพิจารณายุทธการย่อเวลาเพื่ออนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโควิด โดยเฉพาะการย่อเวลาของการทดลองทางคลินิกระยะ 2-3 ที่ปกติยาว (ธรรมดาหลายปี)[167][168][169] งานศึกษาเช่นนี้เคยทำกับโรคที่เสี่ยงตายน้อยกว่าโควิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ไข้รากสาดน้อย อหิวาตกโรค และมาลาเรีย[168] คือเมื่อได้ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนแคนดิเดตในสัตว์ทดลองและมนุษย์ที่สุขภาพปกติแล้ว อาจต้องทำงานศึกษาแบบท้าทาย (challenge) และมีกลุ่มควบคุมโดยข้ามงานทดลองระยะ 3 ที่ปกติต้องทำ ซึ่งช่วยเร่งให้อนุมัติใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคโควิดได้อย่างกว้างขวาง[167][170]

งานศึกษาแบบท้าทายมีสองขั้นตอน ขั้นแรกตรวจสอบวัคซีนแคนดิเดตว่าปลอดภัยหรือไม่และมีผลต่อภูมิต้านทานอย่างไรทั้งในสัตว์ทดลองและผู้ใหญ่อาสาสมัครสุขภาพดี (100 คนหรือน้อยกว่านั้น) พร้อม ๆ กันซึ่งปกติจะทำเป็นลำดับต่อกันเริ่มจากสัตว์ก่อน เมื่อขั้นแรกได้ผลดี ขั้นสองเป็นการทดลองขนาดใหญ่ระยะ 2-3 และให้วัคซีนขนาดที่ได้ผลแก่อาสาสมัครผู้ไม่ได้ติดโรคมาก่อน มีความเสี่ยงน้อย (เช่น ผู้มีอายุน้อย) โดยจงใจทำให้ติดเชื้อไวรัสโควิดเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ให้ยาหลอก[167][168][170] หลังจาก "ท้าทาย" ให้ติดโรคเช่นนี้ ก็จะเฝ้าตรวจอาสามาสมัครอย่างใกล้ชิดในคลินิกที่มีอุปกรณ์วัสดุพร้อมมือสามารถช่วยชีวิตได้ถ้าจำเป็น[167][168] การอาสาเป็นผู้ร่วมงานศึกษาแบบท้าทายในช่วงเกิดโรคระบาดทั่วเช่นนี้ คล้ายกับการเข้าปฏิบัติการในเหตุการณ์ฉุกเฉินของแพทย์พยาบาลเพื่อรักษาคนไข้โรคโควิด หรือของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง หรือของผู้บริจาคอวัยวะ[167]

แม้งานศึกษาเช่นนี้จะน่าสงสัยทางจริยธรรมเพราะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออาสาสมัครเพราะโรคอาจรุนแรงขึ้นเหตุวัคซีน (disease enhancement) เพราะไม่ชัดเจนว่าวัคซีนปลอดภัยในระยะยาวหรือไม่ หรือเพราะประเด็นปัญหาอื่น ๆ แต่ตามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโรคติดต่อบางท่าน[167][168][170] งานศึกษาเช่นนี้ก็อาจเลี่ยงไม่ได้เพื่อให้สามารถผลิตวัคซีนที่มีผลได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดจำนวนคนตายเหตุโควิดที่กะว่าอาจตกเป็นล้าน ๆ คนทั่วโลก[167][171]

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2020 องค์การอนามัยโลกได้พัฒนาแนวปฏิบัติที่แสดงกฎเกณฑ์การศึกษาโควิดแบบท้าทายในอาสาสามัครสุภาพดี รวมวิธีการประเมินทางวิทยาศาสตร์และทางจริยธรรม การปรึกษาหารือและการประสานงานกับประชาชน การเลือกและการขอคำยินยอมของอาสาสมัคร และการเฝ้าตรวจของผู้เชี่ยวชาญอิสระ[172]

การวางตลาดและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันแก้ไข

ปัญหาการวางตลาดแก้ไข

จนถึงเดือนมิถุนายน 2020 บริษัท รัฐบาล องค์กรสาธารณสุขนานาชาติ และกลุ่มวิจัยในมหาวิทยาลัยได้ลงทุนเป็นหมื่น ๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตเป็นสิบ ๆ อย่าง และเตรียมตัวตั้งโปรแกรมให้วัคซีนเพือสร้างภูมิคุ้มกันต้านการติดเชื้อโควิด-19[23][173][174][175] การลงทุนของบริษัทและความจำเป็นต้องสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นก่อความกังวลในเรื่องการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ "วิธีการทางตลาด" เรื่องวัคซีนที่ได้อนุมัติมีราคาแพง เรื่องประเทศร่ำรวยจะได้วัคซีนก่อน และเรื่องเขตที่โรคระบาดแย่สุดจะไม่ได้วัคซีนหรือได้น้อย ซึ่งพยากรณ์ว่าจะเกิดในประเทศยากจน มีประชากรหนาแน่น ที่ไม่สามารถซื้อวัคซีนได้[23][27][174]

การร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกับแอสตราเซเนกา (เป็นบริษัทยายักษ์ใหญ่ในประเทศสหราชอาณาจักรมีรายได้ประมาณแปดแสนล้านบาทในปี 2016[176]) ก่อความกังวลเรื่องราคาวัคซีนและการแชร์ผลกำไรของการขายวัคซีนทั่วโลก เพราะปัญหาว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยซึ่งได้เงินภาษีของประชาชนมีสิทธิขายหรือไม่[175] บริษัทแจ้งว่า ราคาเบื้องต้นของวัคซีนจะไม่รวมกำไรสำหรับบริษัทตราบเท่าที่โรคยังระบาดอยู่[175] ในต้นเดือนมิถุนายน บริษัทตกลงให้เซพีและกาวีผลิตและแจกจำหน่ายวัคซีน 300 ล้านชุดถ้าวัคซีนของออกซฟอร์ดพิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผลแลกเปลี่ยนกับการลงทุน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองหมื่นสี่พันล้านบาท) โดยตามข่าวว่า เท่ากับเพิ่มสมรรถภาพการผลิตวัคซีนของบริษัทเป็นมากกว่า 2,000 ล้านชุดต่อปี ในต้นเดือนมิถุนายน บริษัทตกลงกับเซพีและกาวีว่าจะผลิตวัคซีนจนถึง 2,000 ล้านชุดถ้าวัคซีนของออกซฟอร์ดพิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผล โดยแลกกับการลงทุนเป็นจำนวน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองหมื่นสี่พันล้านบาท)[177] การวางตลาดวัคซีนโรคระบาดทั่วเป็นการลงทุนที่เสี่ยงสูง เพราะอาจเสียเงินทุนค่าพัฒนาและการเตรียมตัวผลิตวัคซีนถ้าวัคซีนแคนดิเดตปรากฏว่าไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้ผล[23][27][31][173] บริษัทยาข้ามชาติคือ ไฟเซอร์ ระบุว่า ไม่สนใจเป็นหุ้นส่วนกับรัฐ เพราะจะเป็น "มือที่สาม" ที่ทำให้โปรแกรมวัคซีนของบริษัทล่าช้า[178] อนึ่ง ยังมีความกังวลด้วยว่า โปรแกรมเร่งพัฒนา เช่น Operation Warp Speed (ปฏิบัติการความเร็วเหนือแสง) ของสหรัฐ กำลังเลือกวัคซีนแคนดิเดตเพราะความได้เปรียบทางการผลิตเพื่อย่นระยะเวลาการพัฒนา ไม่ได้เลือกเทคโนโลยีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิศักย์สูงสุด[178]

อำนาจอธิปไตยแก้ไข

การเลือกแจกจำหน่ายวัคซีนให้แก่ประเทศไม่กี่ประเทศ ซึ่งคนตะวันตกเรียกว่า "vaccine sovereignty" (อธิปไตยวัคซีน) เป็นข้อวิจารณ์ข้อหนึ่งของหุ้นส่วนการพัฒนาวัคซีน[174][179] เช่นหุ้นส่วนระหว่างมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกับแอสตราเซเนกา ว่าจะเลือกแจกจำหน่ายวัคซีนภายในสหราชอาณาจักรและต่อ "ผู้ให้ราคาสูงสุด" คือสหรัฐ ผู้ได้จ่ายเงินล่วงหน้า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามหมื่นแปดพันล้านบาท) เพื่อคนอเมริกัน แม้ก่อนที่วัคซีนของออกซฟอร์ดหรือของ Sanofi จะได้พิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผล[175][180][181] มีความกังวลว่า ประเทศบางประเทศที่ผลิตวัคซีนอาจจำกัดการส่งออกเพื่อตุนวัคซีนโควิดสำหรับประชาชนของตนก่อน[179]

ในเดือนมิถุนายนสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก ได้สิทธิจากบริษัทแอสตราเซเนกาให้ผลิตวัคซีน 1,000 ล้านชุดสำหรับประเทศมีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง[177] สถาบันระบุว่า อินเดียจะได้วัคซีนจำนวนเท่าที่รัฐบาลอินเดียกำหนด[182] ถ้าประเทศออสเตรเลียผลิตวัคซีนด้วย ก็อาจเลือกปฏิบัติเช่นกัน[183] เพราะความกังวลว่าวัคซีนที่ผลิตในจีนจะแจกจำหน่ายในจีนก่อน รัฐบาลจีนจึงให้คำมั่นสัญญาในเดือนพฤษภาคมว่า วัคซีนจีนที่สำเร็จจะเป็น "ของสาธารณะของโลก" (global, public good) คือบอกเป็นนัยว่า จะผลิตวัคซีนให้เพียงพอใช้ในประเทศและในโลก[184]

การเข้าถึงอย่างยุติธรรมแก้ไข

เพราะการพัฒนาและการผลิตวัคซีนแคนดิเดตยังมีผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งอัตราความล้มเหลวสูงในช่วงทดสอบในมนุษย์ องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งเซพี องค์การอนามัยโลก และองค์กรวัคซีนการกุศล เช่น มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์และกาวี ได้ระดมทุนเกินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกินหกแสนล้านบาท) ในต้นปี 2020 เพื่อเป็นทุนพัฒนาวัคซีนและเตรียมตัวแจกจำหน่ายให้วัคซีน โดยเฉพาะแก่เด็กในประเทศด้อยพัฒนา[5][7][36][173] เซพีแถลงการณ์ว่า รัฐบาลต่าง ๆ ควรจัดระบบจัดสรรวัคซีนที่ยุติธรรมทั่วโลกสำหรับวัคซีนที่จะได้ โดยประสานงานการผลิต การจัดหาทุนและการซื้อ และประกันว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้พัฒนาวัคซีน[25]

องค์กรได้ตั้งขึ้นเพื่อเฝ้าตรวจการแจกจำหนายวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่ยุติธรรมไปยังประเทศรายได้น้อยและปานกลาง[179][185] เซพีได้ปรับปรุงนโยบายการเข้าถึงได้อย่างยุติธรรมที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ และน่าจะสันนิษฐานได้ว่า จะใช้กับทุนพัฒนาวัคซีนโควิดขององค์กรด้วย คือ

  1. ราคาวัคซีนจะต้องตั้งให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ในอาณาเขตที่ได้รับผลหรืออาจได้รับผลจากการระบาดของโรคที่เงินทุนของเซพีได้ใช้เพื่อพัฒนาวัคซีน
  2. ข้อมูล วิธี และวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้พัฒนาวัคซีนต้องแชร์กับ (หรือถ่ายโอนให้แก่) เซพี เพื่อให้องค์กรสามารถพัฒนาวัคซีนต่อได้ถ้าบริษัทเลิกลงทุนกับวัคซีนแคนดิเดตที่มีอนาคต
  3. เซพีต้องสามารถเข้าถึง หรือสามารถจัดการสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สิทธิบัตร) สำหรับวัคซีนที่มีอนาคต
  4. เซพีจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินที่อาจพอกพูนขึ้นจากการพัฒนาวัคซีนที่เซพีสนับสนุน เพื่อนำกลับไปลงทุนเพื่อสนับสนุนภารกิจขององค์กรในการทำประโยชน์ทางสาธารณสุขในระดับโลก
  5. ความโปร่งใสของข้อมูลในระหว่างหุ้นส่วนการพัฒนาควรใช้เกณฑ์ "WHO Statement on Public Disclosure of Clinical Trial Results" และบังคับให้ตีพิมพ์ผลที่ได้ในสิ่งตีพิมพ์ที่เข้าถึงได้อย่างเสรี[185]

แต่ผู้ผลิตวัคซีนบางรายก็ต่อต้านข้อเสนอนี้เป็นบางส่วน[174][185]

กลุ่มนานาชาติบางกลุ่ม เช่น Centre for Artistic Activism และ Universities Allied for Essential Medicines สนับสนุนให้เข้าถึงวัคซีนโควิดที่อนุมัติได้อย่างยุติธรรม[186][187] นักวิทยาศาสตร์สนับสนุนให้องค์การอนามัยโลก เซพี บริษัท และรัฐบาลร่วมมือกันเพื่อจัดสรรวัคซีนโควิดที่จะได้ตามหลักฐานที่มีโดยให้กำหนดด้วยความเสี่ยงการติดโรค[179][185] โดยเฉพาะการให้วัคซีนก่อนอย่างเร่งด่วนแก่บุคลากรทางแพทย์ กลุ่มประชากรที่อ่อนแอ และเด็ก[23][173][174]

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติและบุคคลที่เป็นห่วงจำนวนหนึ่ง (รวมทั้งบุคลากรขององค์กรทางศาสนา) ได้ร้องให้ทำวัคซีนโควิดให้เป็นสาธารณสมบัติ ตามตัวอย่างการพัฒนาวัคซีนโปลิโอโดยแพทย์ชาวอเมริกันโจนัส ซอล์กผู้ไม่ได้จดสิทธิบัตร วัคซีนโควิด-19 ที่ได้ผลควรจะได้อนุมัติและผลิตในประเทศต่าง ๆ และศูนย์การผลิตยาทั่วโลก เพื่อให้สามารถแจกจำหน่ายได้อย่างยุติธรรมและมีราคาถูกยิ่งขึ้นในระดับโลก[188]

ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์แก้ไข

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2020 เลขาธิการกระทรวงบริการทางสาธารณสุขและมนุษย์สหรัฐได้ประกาศยกเว้นความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้สู้กับโควิด-19 คือ วัคซีนอะไรก็ได้ ที่ใช้รักษา วินิจฉัย ป้องกัน หรือลดอาการโควิด-19 หรือลดการแพร่เชื้อของ SARS-CoV-2 หรือของไวรัสที่กลายพันธุ์จากนั้น และระบุว่า ประกาศนี้กันการฟ้องคดีเกี่ยวกับความรับผิดชอบว่า ผู้ผลิตวัคซีนประมาทเลินเล่อ หรือแพทย์พยาบาลประมาทเลินเล่อเพราะให้ยาผิดขนาด/ผิดประเภท ถ้าไม่มีการประพฤติไม่ชอบในหน้าที่อย่างจงใจ[189] ประกาศนี้มีผลในสหรัฐจนกระทั่งถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2024

ข้อมูลผิด ๆแก้ไข

สื่อสังคมช่วยสนับสนุนทฤษฎีสมคบคิดที่อ้างว่า วัคซีนโควิด-19 มีอยู่แล้ว แต่จริง ๆ สิทธิบัตรที่บทความต่าง ๆ ได้อ้างผิด ๆ ก็เป็นสิทธิบัตรสำหรับลำดับดีเอ็นเอและวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น ไวรัสโคโรนาโรคซาร์ส ไม่ใช่สำหรับโควิด[190][191]

ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2020 องค์การอาหารและยาสหรัฐได้แถลงการณ์ว่า ได้ยื่นคำสั่งให้หยุดและไม่กระทำอีกต่อบริษัทซีแอตเทิลคือ North Coast Biologics ผู้ได้ขายยาซึ่งอ้างว่าเป็น "วัคซีนโปรตีน spike ของ nCoV19"[192]

ดูเพิ่มแก้ไข

เชิงอรรถแก้ไข

  1. electroporation หรือ electropermeabilization หรือ electrotransfer เป็นเทคนิคทางจุลชีววิทยาที่ประกบสนามไฟฟ้ากับเซลล์เพื่อเพิ่มสภาพให้ซึมผ่านได้ของเยื่อหุ้มเซลล์ จึงทำให้สารเคมี ยา หรือดีเอ็นเอเข้าไปในเซลล์ได้[89][90]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 "COVID-19 vaccine development pipeline (Refresh URL to update)". Vaccine Centre, London School of Hygiene and Tropical Medicine. 2020-07-15. Archived from the original on 2020-05-18. สืบค้นเมื่อ 2020-07-21.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 "COVID-19 vaccine tracker (Choose vaccines tab, apply filters to view select data)". Milken Institute. 2020-06-23. Archived from the original on 2020-06-23. สืบค้นเมื่อ 2020-07-20. Lay summary.
  3. 3.0 3.1 3.2 "Draft landscape of COVID 19 candidate vaccines". World Health Organization. 2020-07-21. Archived from the original on 2020-05-14. สืบค้นเมื่อ 2020-07-21.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 Diamond, Michael S; Pierson, Theodore C (2020-05-13). "The challenges of vaccine development against a new virus during a pandemic". Cell Host and Microbe. doi:10.1016/j.chom.2020.04.021. PMC 7219397. PMID 32407708.
  5. 5.0 5.1 "CEPI welcomes UK Government's funding and highlights need for $2 billion to develop a vaccine against COVID-19". Coalition for Epidemic Preparedness Innovations, Oslo, Norway. 2020-03-06. Archived from the original on 2020-05-01. สืบค้นเมื่อ 2020-03-23.
  6. 6.00 6.01 6.02 6.03 6.04 6.05 6.06 6.07 6.08 6.09 6.10 6.11 6.12 6.13 6.14 6.15 6.16 6.17 6.18 6.19 6.20 6.21 6.22 6.23 Thanh Le, Tung; Andreadakis, Zacharias; Kumar, Arun; Gómez Román, Raúl; Tollefsen, Stig; Saville, Melanie; Mayhew, Stephen (2020-04-09). "The COVID-19 vaccine development landscape". Nature Reviews Drug Discovery. doi:10.1038/d41573-020-00073-5. ISSN 1474-1776. PMID 32273591. Archived from the original on 2020-05-02.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Wake, Damon (2020-05-04). "EU spearheads $8 billion virus fundraiser". Yahoo Finance. Archived from the original on 2020-07-28. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 8.6 8.7 8.8 "Update on WHO Solidarity Trial - Accelerating a safe and effective COVID-19 vaccine". World Health Organization. 2020-04-27. Archived from the original on 2020-04-30. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02. It is vital that we evaluate as many vaccines as possible as we cannot predict how many will turn out to be viable. To increase the chances of success (given the high level of attrition during vaccine development), we must test all candidate vaccines until they fail. [The] WHO is working to ensure that all of them have the chance of being tested at the initial stage of development. The results for the efficacy of each vaccine are expected within three to six months and this evidence, combined with data on safety, will inform decisions about whether it can be used on a wider scale.
  9. Grenfell, Rob; Drew, Trevor (2020-02-17). "Here's Why It's Taking So Long to Develop a Vaccine for the New Coronavirus". ScienceAlert. Archived from the original on 2020-02-28. สืบค้นเมื่อ 2020-02-26.
  10. Cavanagh, D (December 2003). "Severe acute respiratory syndrome vaccine development: experiences of vaccination against avian infectious bronchitis coronavirus". Avian Pathology. 32 (6): 567–82. doi:10.1080/03079450310001621198. PMC 7154303. PMID 14676007.
  11. Gao, W; Tamin, A; Soloff, A; D'Aiuto, L; Nwanegbo, E; Robbins, PD; และคณะ (December 2003). "Effects of a SARS-associated coronavirus vaccine in monkeys". Lancet. 362 (9399): 1895–6. doi:10.1016/S0140-6736(03)14962-8. PMC 7112457. PMID 14667748.
  12. Kim, E; Okada, K; Kenniston, T; Raj, VS; AlHajri, MM; Farag, EA; และคณะ (October 2014). "Immunogenicity of an adenoviral-based Middle East Respiratory Syndrome coronavirus vaccine in BALB/c mice". Vaccine. 32 (45): 5975–82. doi:10.1016/j.vaccine.2014.08.058. PMC 7115510. PMID 25192975.
  13. 13.0 13.1 Jiang, S; Lu, L; Du, L (January 2013). "Development of SARS vaccines and therapeutics is still needed". Future Virology. 8 (1): 1–2. doi:10.2217/fvl.12.126. PMC 7079997. PMID 32201503.
  14. "SARS (severe acute respiratory syndrome)". National Health Service. 2020-03-05. Archived from the original on 2020-03-09. สืบค้นเมื่อ 2020-01-31.
  15. Greenough, TC; Babcock, GJ; Roberts, A; Hernandez, HJ; Thomas, WD; Coccia, JA; และคณะ (February 2005). "Development and characterization of a severe acute respiratory syndrome-associated coronavirus-neutralizing human monoclonal antibody that provides effective immunoprophylaxis in mice". The Journal of Infectious Diseases. 191 (4): 507–14. doi:10.1086/427242. PMC 7110081. PMID 15655773.
  16. Tripp, RA; Haynes, LM; Moore, D; Anderson, B; Tamin, A; Harcourt, BH; และคณะ (September 2005). "Monoclonal antibodies to SARS-associated coronavirus (SARS-CoV): identification of neutralizing and antibodies reactive to S, N, M and E viral proteins". Journal of Virological Methods. 128 (1–2): 21–8. doi:10.1016/j.jviromet.2005.03.021. PMC 7112802. PMID 15885812.
  17. Roberts, A; Thomas, WD; Guarner, J; Lamirande, EW; Babcock, GJ; Greenough, TC; และคณะ (March 2006). "Therapy with a severe acute respiratory syndrome-associated coronavirus-neutralizing human monoclonal antibody reduces disease severity and viral burden in golden Syrian hamsters". The Journal of Infectious Diseases. 193 (5): 685–92. doi:10.1086/500143. PMC 7109703. PMID 16453264.
  18. Shehata, Mahmoud M.; Gomaa, Mokhtar R.; Ali, Mohamed A.; Kayali, Ghazi (2016-01-20). "Middle East respiratory syndrome coronavirus: a comprehensive review". Frontiers of Medicine. 10 (2): 120–136. doi:10.1007/s11684-016-0430-6. PMC 7089261. PMID 26791756.
  19. Butler, D (October 2012). "SARS veterans tackle coronavirus". Nature. 490 (7418): 20. Bibcode:2012Natur.490...20B. doi:10.1038/490020a. PMID 23038444.
  20. Modjarrad, K; Roberts, CC; Mills, KT; Castellano, AR; Paolino, K; Muthumani, K; และคณะ (September 2019). "Safety and immunogenicity of an anti-Middle East respiratory syndrome coronavirus DNA vaccine: a phase 1, open-label, single-arm, dose-escalation trial". The Lancet. Infectious Diseases. 19 (9): 1013–1022. doi:10.1016/S1473-3099(19)30266-X. PMC 7185789. PMID 31351922.
  21. Yong, CY; Ong, HK; Yeap, SK; Ho, KL; Tan, WS (2019). "Recent Advances in the Vaccine Development Against Middle East Respiratory Syndrome-Coronavirus". Frontiers in Microbiology. 10: 1781. doi:10.3389/fmicb.2019.01781. PMC 6688523. PMID 31428074.
  22. "World Health Organization timeline - COVID-19". World Health Organization. 2020-04-27. Archived from the original on 2020-04-29. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 23.5 23.6 23.7 Gates, B (February 2020). "Responding to Covid-19: A once-in-a-century pandemic?". The New England Journal of Medicine. 382 (18): 1677–1679. doi:10.1056/nejmp2003762. PMID 32109012.
  24. Fauci, AS; Lane, HC; Redfield, RR (March 2020). "Covid-19: Navigating the uncharted". The New England Journal of Medicine. 382 (13): 1268–1269. doi:10.1056/nejme2002387. PMC 7121221. PMID 32109011.
  25. 25.0 25.1 25.2 25.3 25.4 25.5 25.6 25.7 Yamey, Gavin; Schäferhoff, Marco; Hatchett, Richard; Pate, Muhammad; Zhao, Feng; McDade, Kaci Kennedy (2020-05-02). "Ensuring global access to COVID‑19 vaccines" (PDF). The Lancet. 305: 1405–6. CEPI estimates that developing up to three vaccines in the next 12-18 months will require an investment of at least US$2   billion. This estimate includes phase  1 clinical trials of eight vaccine candidates, progression of up to six candidates through phase  2 and  3 trials, completion of regulatory and quality requirements for at least three vaccines, and enhancing global manufacturing capacity for three vaccines.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  26. 26.00 26.01 26.02 26.03 26.04 26.05 26.06 26.07 26.08 26.09 26.10 26.11 26.12 26.13 Gates, Bill (2020-04-30). "The vaccine race explained: What you need to know about the COVID-19 vaccine". The Gates Notes. Archived from the original on 2020-05-14. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  27. 27.00 27.01 27.02 27.03 27.04 27.05 27.06 27.07 27.08 27.09 27.10 Sanger, David E.; Kirkpatrick, David D.; Zimmer, Carl; Thomas, Katie; Wee, Sui-Lee (2020-05-02). "With Pressure Growing, Global Race for a Vaccine Intensifies". The New York Times. ISSN 0362-4331. Archived from the original on 2020-05-11. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  28. 28.0 28.1 "Landmark global collaboration launched to defeat COVID-19 pandemic". CEPI. 2020-04-24. Archived from the original on 2020-05-02. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02. The global nature of a pandemic means that any vaccine or medicine that is successfully developed will be needed immediately all over the world. That means that the challenge we face is not only one of R&D but one of manufacturing at scale, and equitable access.
  29. "Commitment and call to action: Global collaboration to accelerate new COVID-19 health technologies". World Health Organization. 2020-04-24. Archived from the original on 2020-05-12. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  30. "More than 150 countries engaged in COVID-19 vaccine global access facility". World Health Organization. 2020-07-15. Archived from the original on 2020-08-02. สืบค้นเมื่อ 2020-07-25. COVAX is the only truly global solution to the COVID-19 pandemic. For the vast majority of countries, whether they can afford to pay for their own doses or require assistance, it means receiving a guaranteed share of doses and avoiding being pushed to the back of the queue, as we saw during the H1N1 pandemic a decade ago. Even for those countries that are able to secure their own agreements with vaccine manufacturers, this mechanism represents, through its world-leading portfolio of vaccine candidates, a means of reducing the risks associated with individual candidates failing to show efficacy or gain licensure.
  31. 31.00 31.01 31.02 31.03 31.04 31.05 31.06 31.07 31.08 31.09 31.10 31.11 31.12 31.13 Steenhuysen, Julie; Eisler, Peter; Martell, Allison; Nebehay, Stephanie (2020-04-27). "Special Report: Countries, companies risk billions in race for coronavirus vaccine". Reuters. Archived from the original on 2020-05-15. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  32. Hamilton, Isobel Asher (2020-05-01). "Bill Gates thinks there are 8 to 10 promising coronavirus vaccine candidates and one could be ready in as little as 9 months". Business Insider. Archived from the original on 2020-05-16. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  33. "GloPID: Novel coronavirus COVID-19". glopid-r.org. Archived from the original on 2020-05-02. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  34. 34.0 34.1 "Government of Canada's research response to COVID-19". Government of Canada. 2020-04-23. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  35. "ISARIC: COVID-19 clinical research resources". ISARIC. 2020-04-27. Archived from the original on 2020-03-30. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  36. 36.0 36.1 36.2 "Global Vaccine Summit 2020: World leaders make historic commitments to provide equal access to vaccines for all". Global Alliance for Vaccines and Immunisation. 2020-06-04. Archived from the original on 2020-06-06. สืบค้นเมื่อ 2020-06-04.
  37. "Bill & Melinda Gates Foundation pledges US$1.6 billion to Gavi, the Vaccine Alliance, to protect the next generation with lifesaving vaccines". PR Newswire. The Bill & Melinda Gates Foundation. 2020-06-04. Archived from the original on 2020-06-04. สืบค้นเมื่อ 2020-06-04.
  38. Abedi, Maham (2020-03-23). "Canada to spend $192M on developing COVID-19 vaccine". Global News. Archived from the original on 2020-04-09. สืบค้นเมื่อ 2020-03-24.
  39. "Government of Canada funds 49 additional COVID-19 research projects - Details of the funded projects". Government of Canada. 2020-03-23. Archived from the original on 2020-03-22. สืบค้นเมื่อ 2020-03-23.
  40. Aiello, Rachel (2020-05-04). "'A global challenge': PM Trudeau commits $850 million to global fight against COVID-19". CTV News. Archived from the original on 2020-05-10. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  41. 41.0 41.1 Takada, Noriyuki; Satake, Minoru (2020-05-02). "US and China unleash wallets in race for coronavirus vaccine". Nikkei Asian Review. Archived from the original on 2020-05-10. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  42. Talmazan, Yuliya; Simmons, Keir; Saravia, Laura (2020-05-18). "China's Xi announces $2B for coronavirus response as WHO faces calls for investigation". NBC News. Archived from the original on 2020-05-18. สืบค้นเมื่อ 2020-05-18.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  43. "CEPI: Our vaccine and platform portfolio". Coalition for Epidemic Preparedness Innovation (CEPI). 2020-04-30. Archived from the original on 2020-05-07. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  44. "CEPI collaborates with the Institut Pasteur in a consortium to develop COVID-19 vaccine". Coalition for Epidemic Preparedness Innovations. 2020-03-19. Archived from the original on 2020-03-22. สืบค้นเมื่อ 2020-03-23.
  45. "Coronavirus: Commission offers financing to innovative vaccines company CureVac". European Commission. 2020-03-16. Archived from the original on 2020-03-19. สืบค้นเมื่อ 2020-03-19.
  46. "Corona-Impfstoff: Bundesregierung beteiligt sich an Impfstoffhersteller CureVac". www.spiegel.de (in เยอรมัน). Der Spiegel. Archived from the original on 2020-06-16. สืบค้นเมื่อ 2020-06-15.
  47. Morriss, Emma (2020-04-22). "Government launches coronavirus vaccine taskforce as human clinical trials start". Pharmafield. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  48. 48.0 48.1 Gartner, Annelies; Roberts, Lizzie (2020-05-03). "How close are we to a coronavirus vaccine? Latest news on UK trials". The Telegraph. ISSN 0307-1235. Archived from the original on 2020-05-04. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  49. "Landmark partnership announced for development of COVID-19 vaccine". University of Oxford. 2020-04-30. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  50. 50.0 50.1 Kuznia, Robert; Polglase, Katie; Mezzofiore, Gianluca (2020-05-01). "In quest for vaccine, US makes 'big bet' on company with unproven technology". CNN. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  51. Lee, Carol E; Welker, Kristen; Perlmutter-Gumbiner, Elyse (2020-05-01). "Health officials eyeing at least one of 14 potential coronavirus vaccines to fast-track". NBC News. Archived from the original on 2020-05-11. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
  52. Griffith, Riley; Jacobs, Jennifer (2020-06-03). "White House Works With Seven Drugmakers in 'Warp Speed' Push". Bloomberg. Archived from the original on 2020-06-03. สืบค้นเมื่อ 2020-06-04.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  53. 53.0 53.1 53.2 53.3 53.4 "An international randomised trial of candidate vaccines against COVID-19: Outline of Solidarity vaccine trial" (PDF). World Health Organization. 2020-04-09. Archived (PDF) from the original on 2020-05-12. สืบค้นเมื่อ 2020-05-09.
  54. 54.0 54.1 Pallmann, P; Bedding, AW; Choodari-Oskooei, B; Dimairo, M; Flight, L; Hampson, LV; และคณะ (February 2018). "Adaptive designs in clinical trials: why use them, and how to run and report them". BMC Medicine. 16 (1): 29. doi:10.1186/s12916-018-1017-7. PMC 5830330. PMID 29490655.
  55. "Adaptive designs for clinical trials of drugs and biologics: Guidance for industry". U.S. Food and Drug Administration (FDA). 2019-11-01. Archived from the original on 2019-12-13. สืบค้นเมื่อ 2020-04-03.
  56. Fox, Chris; Kelion, Leo (2020-07-16). "Russian spies 'target coronavirus vaccine'". BBC News (in อังกฤษ). Archived from the original on 2020-09-04. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  57. McGrail, Samantha (2020-04-15). "Sanofi, GSK partner to develop adjuvanted COVID-19 vaccine". PharmaNewsIntelligence. Archived from the original on 2020-05-09. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  58. 58.0 58.1 "R&D Blueprint: A coordinated global research roadmap - 2019 novel coronavirus" (PDF). World Health Organization. 2020-03-01. Archived (PDF) from the original on 2020-05-15. สืบค้นเมื่อ 2020-05-10.
  59. Jeong-ho, Lee; Zheng, William; Zhou, Laura (2020-01-26). "Chinese scientists race to develop vaccine as coronavirus death toll jumps". South China Morning Post. Archived from the original on 2020-01-26. สืบค้นเมื่อ 2020-01-28.
  60. Wee, Sui-Lee (2020-05-04). "China's coronavirus vaccine drive empowers a troubled industry". The New York Times. ISSN 0362-4331. Archived from the original on 2020-05-04. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  61. Simpson, Shmona; Kaufmann, Michael C.; Glozman, Vitaly; Chakrabarti, Ajoy (May 2020). "Disease X: accelerating the development of medical countermeasures for the next pandemic". The Lancet. Infectious Diseases. 20 (5): e108–e115. doi:10.1016/S1473-3099(20)30123-7. ISSN 1474-4457. PMC 7158580. PMID 32197097.
  62. 62.0 62.1 62.2 62.3 "Clinical Development Success Rates 2006-2015" (PDF). BIO Industry Analysis. June 2016. Archived (PDF) from the original on 2019-09-12. สืบค้นเมื่อ 2020-03-23.
  63. Blackwell, Tom (2020-04-20). "COVID-19 vaccine researchers say pandemic lockdown placing many serious obstacles to their work". National Post. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  64. Chen, Justin (2020-05-04). "Covid-19 has shuttered labs. It could put a generation of researchers at risk". STAT. Archived from the original on 2020-05-06. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  65. 65.0 65.1 "Vaccine Safety - Vaccines". vaccines.gov. US Department of Health and Human Services. Archived from the original on 2020-04-22. สืบค้นเมื่อ 2020-04-13.
  66. 66.0 66.1 66.2 "The drug development process". U.S. Food and Drug Administration (FDA). 2018-01-04. Archived from the original on 2020-02-22. สืบค้นเมื่อ 2020-04-12.
  67. Walsh, Nick; Shelley, Jo; Duwe, Eduardo; Bonnett, William (2020-07-27). "The world's hopes for a coronavirus vaccine may run in these health care workers' veins". CNN. São Paulo. สืบค้นเมื่อ 2020-08-03.
  68. "Investigating a Vaccine Against COVID-19". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-05-26. NCT04400838. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  69. "A phase 2/3 study to determine the efficacy, safety and immunogenicity of the candidate Coronavirus Disease (COVID-19) vaccine ChAdOx1 nCoV-19". EU Clinical Trials Register (Registry). 2020-04-21. สืบค้นเมื่อ 2020-08-03.
  70. "A phase III study to investigate a vaccine against COVID-19". ISRCTN (Registry). 2020-05-26. doi:10.1186/ISRCTN89951424. สืบค้นเมื่อ 2020-08-03.
  71. Folegatti, Pedro M; Ewer, Katie J; Aley, Parvinder K; Angus, Brian; Becker, Stephan; Belij-Rammerstorfer, Sandra; และคณะ (July 2020). "Safety and immunogenicity of the ChAdOx1 nCoV-19 vaccine against SARS-CoV-2: a preliminary report of a phase 1/2, single-blind, randomised controlled trial" (PDF). Lancet. doi:10.1016/S0140-6736(20)31604-4. Lay summary.
  72. "A Study to Evaluate Efficacy, Safety, and Immunogenicity of mRNA-1273 Vaccine in Adults Aged 18 Years and Older to Prevent COVID-19". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-07-14. NCT04470427. สืบค้นเมื่อ 2020-07-27.
  73. Palca, Joe (2020-07-27). "COVID-19 vaccine candidate heads to widespread testing in U.S." NPR. Archived from the original on 2020-08-03. สืบค้นเมื่อ 2020-07-27.
  74. Jackson, LA; Anderson, EJ; Rouphael, NG; Roberts, PC; Makhene, M; Coler, RN; และคณะ (July 2020). "An mRNA Vaccine against SARS-CoV-2 - Preliminary Report" (PDF). New England Journal of Medicine. doi:10.1056/NEJMoa2022483. PMID 32663912. Lay summary.
  75. Jackson, LA; Anderson, EJ; Rouphael, NG; Roberts, PC; Makhene, M; Coler, RN; และคณะ (July 2020). "An mRNA Vaccine against SARS-CoV-2 - Preliminary Report Supplementary appendix" (PDF). New England Journal of Medicine. doi:10.1056/NEJMoa2022483. PMID 32663912.
  76. "A Phase II Clinical Trial to Evaluate the Recombinant Vaccine for COVID-19 (Adenovirus Vector) (CTII-nCoV)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-10. NCT04341389. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  77. "The National Research Council of Canada and CanSino Biologics Inc. announce collaboration to advance vaccine against COVID-19". National Research Council, Government of Canada. 2020-05-12. Archived from the original on 2020-05-22. สืบค้นเมื่อ 2020-05-22.
  78. Zhu, Feng-Cai; Guan, Xu-Hua; Li, Yu-Hua; Huang, Jian-Ying; Jiang, Tao; Hou, Li-Hua; และคณะ (July 2020). "Immunogenicity and safety of a recombinant adenovirus type-5-vectored COVID-19 vaccine in healthy adults aged 18 years or older: a randomised, double-blind, placebo-controlled, phase 2 trial" (PDF). Lancet. doi:10.1016/s0140-6736(20)31605-6. ISSN 0140-6736. Lay summary.
  79. "Study to Describe the Safety, Tolerability, Immunogenicity, and Efficacy of RNA Vaccine Candidates Against COVID-19 in Healthy Adults". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-30. NCT04368728. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  80. "EudraCT Number 2020-001038-36". EU Clinical Trials Register. European Union. Archived from the original on 2020-04-22. สืบค้นเมื่อ 2020-04-22.
  81. Lovelace Jr., Berkeley (2020-07-27). "Pfizer and BioNTech began late-stage human trial for coronavirus vaccine Monday". CNBC. สืบค้นเมื่อ 2020-08-03.
  82. Mulligan, Mark; Lyke, Kirsten; Kitchin, Nicholas; Absalon, Judith; Gurtman, Alejandra; Lockhart, Stephen; และคณะ (2020-07-01). "Phase 1/2 Study to Describe the Safety and Immunogenicity of a COVID-19 RNA Vaccine Candidate (BNT162b1) in Adults 18 to 55 Years of Age: Interim Report" (PDF). medRxiv (Preprint). doi:10.1101/2020.06.30.20142570. สืบค้นเมื่อ 2020-08-03.
  83. Sahin, Ugur; Muik, Alexander; Derhovanessian, Evelyna; Vogler, Isabel; Kranz, Lena M; Vormehr, Mathias; และคณะ. "Concurrent human antibody and TH1 type T-cell responses elicited by a COVID-19 RNA vaccine" (PDF). medRxiv (Preprint). doi:10.1101/2020.07.17.20140533. Lay summary.
  84. "Safety and Immunogenicity Study of Inactivated Vaccine for Prophylaxis of SARS CoV-2 Infection (COVID-19) (Xuzhou)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-20. NCT04352608. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  85. "Safety and Immunogenicity Study of Inactivated Vaccine for Prevention of SARS-CoV-2 Infection (COVID-19) (Renqiu)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-05-12. NCT04383574. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  86. "Clinical Trial of Efficacy and Safety of Sinovac's Adsorbed COVID-19 (Inactivated) Vaccine in Healthcare Professionals (PROFISCOV)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-07-02. NCT04456595. สืบค้นเมื่อ 2020-08-03.
  87. "Safety, Tolerability and Immunogenicity of INO-4800 for COVID-19 in Healthy Volunteers". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-07. NCT04336410. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  88. "IVI, INOVIO, and KNIH to partner with CEPI in a Phase I/II clinical trial of INOVIO's COVID-19 DNA vaccine in South Korea". International Vaccine Institute. 2020-04-16. สืบค้นเมื่อ 2020-04-23.
  89. Neumann, E; Schaefer-Ridder, M; Wang, Y; Hofschneider, PH (1982). "Gene transfer into mouse lyoma cells by electroporation in high electric fields". The EMBO Journal. 1 (7): 841–5. doi:10.1002/j.1460-2075.1982.tb01257.x. PMC 553119. PMID 6329708.
  90. Chang, Donald C. (2006-09-15), "Electroporation and Electrofusion", ใน Meyers, Robert A. (ed.), Encyclopedia of Molecular Cell Biology and Molecular Medicine, Wiley-VCH Verlag GmbH & Co. KGaA, doi:10.1002/3527600906.mcb.200300026, ISBN 9783527600908
  91. "Safety and Immunogenicity Study of an Inactivated SARS-CoV-2 Vaccine for Preventing Against COVID-19". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-02. NCT04412538. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  92. "Study of COVID-19 DNA Vaccine (AG0301-COVID19)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-07-09. NCT04463472. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  93. "About AnGes - Introduction". AnGes, Inc. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  94. "Safety and Immunity of Covid-19 aAPC Vaccine". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-03-09. NCT04299724. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  95. 95.0 95.1 "About Us". Shenzhen Genoimmune Medical Institute. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  96. "Immunity and Safety of Covid-19 Synthetic Minigene Vaccine". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-02-19. NCT04276896. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  97. "A randomized, double-blind, placebo parallel-controlled phase I/II clinical trial for inactivated novel coronavirus pneumonia vaccine (vero cells)". Chinese Clinical Trial Registry. 2020-04-11. Archived from the original on 2020-05-10. สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  98. "ISRCTN17072692: Clinical trial to assess the safety of a coronavirus vaccine in healthy men and women". www.isrctn.com (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
  99. "Evaluation of the Safety and Immunogenicity of a SARS-CoV-2 rS (COVID-19) Nanoparticle Vaccine With/Without Matrix-M Adjuvant". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-30. NCT04368988. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  100. "An Open Study of the Safety, Tolerability and Immunogenicity of "Gam-COVID-Vac Lyo" Vaccine Against COVID-19". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-18. NCT04437875. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  101. "Gamalei Institute of Epidemiology and Microbiology". ISTC. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  102. "Safety and Immunogenicity Study of GX-19, a COVID-19 Preventive DNA Vaccine in Healthy Adults". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-24. NCT04445389. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  103. "S. Korea's Genexine begins human trial of coronavirus vaccine". Reuters. 2020-06-19. สืบค้นเมื่อ 2020-06-25.
  104. "Genexine consortium's Covid-19 vaccine acquires approval for clinical trails in Korea". 2020-06-11. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  105. "SCB-2019 as COVID-19 Vaccine". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-05-28. NCT04405908. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  106. "Clover Biopharmaceuticals starts Phase I Covid-19 vaccine trial". Clinical Trials Arena. 2020-06-20. สืบค้นเมื่อ 2020-06-25.
  107. "About Us". Clover Biopharmaceuticals. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  108. "Monovalent Recombinant COVID19 Vaccine (COVAX19)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-07-01. NCT04453852. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  109. "Vaxine". สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  110. "A Study to Evaluate the Safety, Reactogenicity and Immunogenicity of Vaccine CVnCoV in Healthy Adults". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-26. NCT04449276. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  111. "Chinese Clinical Trial Register (ChiCTR) - The world health organization international clinical trials registered organization registered platform". www.chictr.org.cn. สืบค้นเมื่อ 2020-07-06.
  112. "Company introduction". Walvax Biotechnology. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  113. "Phase I Clinical Study of Recombinant Novel Coronavirus Vaccine". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-24. NCT04445194. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  114. "About Zhifei". Zhifei Biological (Zhìfēi Shēngwù). สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  115. "Safety, Tolerability and Immunogenicinity of a Coronavirus-Like Particle COVID-19 Vaccine in Adults Aged 18-55 Years". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-29. NCT04450004. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  116. St. Philip, Elizabeth; Favaro, Avis; MacLeod, Meredith (2020-07-14). "The hunt for a vaccine: Canadian company begins human testing of COVID-19 candidate". CTV News. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  117. "About Us". Medicago. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  118. Chander, Vishwadha (2020-07-14). "Canada's Medicago begins human trials of plant-based COVID-19 vaccine". National Post. Reuters. สืบค้นเมื่อ 2020-07-14.
  119. "A Study on the Safety, Tolerability and Immune Response of SARS-CoV-2 Sclamp (COVID-19) Vaccine in Healthy Adults". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-08-03. NCT04495933. สืบค้นเมื่อ 2020-08-04.
  120. "COVID-19 vaccine and therapeutics tracker". BioRender. 2020-06-21. Archived from the original on 2020-05-10. สืบค้นเมื่อ 2020-06-21.
  121. "About us". IMV Inc. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  122. "Canadian Immunization Research Network".
  123. "Home". Generex Biotechnology. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  124. Zimmer, Carl (2020-05-20). "Prototype Vaccine Protects Monkeys From Coronavirus". The New York Times (in อังกฤษ). ISSN 0362-4331. Archived from the original on 2020-06-10. สืบค้นเมื่อ 2020-06-21.
  125. "FluGen". FluGen. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  126. "About us". Takis. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  127. "Our Vision". Evvivax. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  128. "About us". Altimmune. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  129. "About VBI Vaccines". VBI Vaccines Inc. สืบค้นเมื่อ 2020-08-01.
  130. "Public statement for collaboration on COVID-19 vaccine development". World Health Organization. 2020-04-13. Archived from the original on 2020-05-09. สืบค้นเมื่อ 2020-04-20.
  131. 131.0 131.1 131.2 131.3 Gouglas, Dimitrios; Le, Tung Thanh; Henderson, Klara; Kaloudis, Aristidis; Danielsen, Trygve; Hammersland, Nicholas Caspersen; Robinson, James M; Heaton, Penny M; Røttingen, John-Arne (2018-10-17). "Estimating the cost of vaccine development against epidemic infectious diseases: a cost minimisation study". The Lancet. Global Health. 6 (12): e1386-96. doi:10.1016/S2214-109X(18)30346-2. PMC 7164811. PMID 30342925.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  132. Strovel, J; Sittampalam, S; Coussens, NP; Hughes, M; Inglese, J; Kurtz, A; และคณะ (2016-07-01). "Early Drug Discovery and Development Guidelines: For Academic Researchers, Collaborators, and Start-up Companies". Assay Guidance Manual. Eli Lilly & Company and the National Center for Advancing Translational Sciences. PMID 22553881.
  133. DiMasi, JA; Grabowski, HG; Hansen, RW (May 2016). "Innovation in the pharmaceutical industry: New estimates of R&D costs". Journal of Health Economics. 47: 20–33. doi:10.1016/j.jhealeco.2016.01.012. hdl:10161/12742. PMID 26928437. Archived (PDF) from the original on 2020-05-14.
  134. Kleinnijenhuis, J; van Crevel, R; Netea, MG (January 2015). "Trained immunity: consequences for the heterologous effects of BCG vaccination". Transactions of the Royal Society of Tropical Medicine and Hygiene. 109 (1): 29–35. doi:10.1093/trstmh/tru168. PMID 25573107.
  135. de Vrieze, Jop (2020-03-23). "Can a century-old TB vaccine steel the immune system against the new coronavirus?". Science. doi:10.1126/science.abb8297. Archived from the original on 2020-05-12. สืบค้นเมื่อ 2020-04-11.
  136. O'Neill, LA; Netea, MG (June 2020). "BCG-induced trained immunity: can it offer protection against COVID-19?". Nat. Rev. Immunol. 20 (6): 335–337. doi:10.1038/s41577-020-0337-y. PMC 7212510. PMID 32393823.
  137. Escobar, LE; Molina-Cruz, A; Barillas-Mury, C (July 2020). "BCG vaccine protection from severe coronavirus disease 2019 (COVID-19)". Proc. Natl. Acad. Sci. U.S.A. doi:10.1073/pnas.2008410117. PMID 32647056.
  138. Koti, M; Morales, A; Graham, CH; Siemens, DR (July 2020). "BCG vaccine and COVID-19: implications for infection prophylaxis and cancer immunotherapy". J Immunother Cancer. 8 (2). doi:10.1136/jitc-2020-001119. PMC 7342862. PMID 32636240.
  139. "Bacille Calmette-Guérin (BCG) vaccination and COVID-19". World Health Organization (WHO). 2020-04-12. Archived from the original on 2020-04-30. สืบค้นเมื่อ 2020-05-01.
  140. "EudraCT 2020-000919-69". EU Clinical Trials Register. Archived from the original on 2020-04-04. สืบค้นเมื่อ 2020-04-11.
  141. "Murdoch Children's Research Institute to trial preventative vaccine for COVID-19 healthcare workers". Murdoch Children's Research Institute. Archived from the original on 2020-04-30. สืบค้นเมื่อ 2020-04-11.
  142. "BCG Vaccination to Protect Healthcare Workers Against COVID-19 (BRACE)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-03-31. NCT04327206. Archived from the original on 2020-04-11. สืบค้นเมื่อ 2020-04-11.
  143. "BCG Vaccine for Health Care Workers as Defense Against COVID 19 (BADAS)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-16. NCT04348370. Archived from the original on 2020-05-02. สืบค้นเมื่อ 2020-04-18.
  144. 144.0 144.1 "Application of BCG Vaccine for Immune-prophylaxis Among Egyptian Healthcare Workers During the Pandemic of COVID-19". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-17. NCT04350931. Archived from the original on 2020-04-21. สืบค้นเมื่อ 2020-04-18.
  145. "EudraCT Number 2020-001591-15". EU Clinical Trials Register. สืบค้นเมื่อ 2020-04-23.
  146. "COVID-19: BCG As Therapeutic Vaccine, Transmission Limitation, and Immunoglobulin Enhancement (BATTLE)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-30. NCT04369794. Archived from the original on 2020-05-17. สืบค้นเมื่อ 2020-05-05.
  147. "EudraCT Number 2020-001678-31". EU Clinical Trials Register. EU. Archived from the original on 2020-05-05. สืบค้นเมื่อ 2020-05-05.
  148. "Using BCG Vaccine to Protect Health Care Workers in the COVID-19 Pandemic". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-05-04. NCT04373291. Archived from the original on 2020-05-06. สืบค้นเมื่อ 2020-05-05.
  149. "BCG Vaccination for Healthcare Workers in COVID-19 Pandemic". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-05-07. NCT04379336. Archived from the original on 2020-06-03. สืบค้นเมื่อ 2020-05-08.
  150. "Bacillus Calmette-guérin Vaccination to Prevent COVID-19 (ACTIVATEII)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-06-04. NCT04414267. Archived from the original on 2020-06-08. สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
  151. "Measles Vaccine in HCW (MV-COVID19)". ClinicalTrials.gov (Registry). United States National Library of Medicine. 2020-04-22. NCT04357028. Archived from the original on 2020-05-07. สืบค้นเมื่อ 2020-04-24.
  152. Thorp, H. Holden (2020-03-27). "Underpromise, overdeliver". Science. 367 (6485): 1405. doi:10.1126/science.abb8492. PMID 32205459.
  153. "Ten health issues WHO will tackle this year". World Health Organization. 2019. Archived from the original on 2019-11-11. สืบค้นเมื่อ 2020-05-26.
  154. 154.0 154.1 Dubé, Eve; Laberge, Caroline; Guay, Maryse; Bramadat, Paul; Roy, Réal; Bettinger, Julie (2013-08-01). "Vaccine hesitancy: an overview". Human Vaccines and Immunotherapeutics. 9 (8): 1763–1773. doi:10.4161/hv.24657. ISSN 2164-554X. PMC 3906279. PMID 23584253.
  155. 155.0 155.1 155.2 Iwasaki, Akiko; Yang, Yexin (2020-04-21). "The potential danger of suboptimal antibody responses in COVID-19". Nature Reviews Immunology. doi:10.1038/s41577-020-0321-6. ISSN 1474-1733. PMC 7187142. PMID 32317716.
  156. 156.0 156.1 156.2 156.3 156.4 Wiedermann, Ursula; Garner-Spitzer, Erika; Wagner, Angelika (2016). "Primary vaccine failure to routine vaccines: Why and what to do?". Human Vaccines and Immunotherapeutics. 12 (1): 239–243. doi:10.1080/21645515.2015.1093263. ISSN 2164-554X. PMC 4962729. PMID 26836329.
  157. 157.0 157.1 157.2 157.3 157.4 Cohen, Jon (2020-06-19). "Pandemic vaccines are about to face the real test". Science. 368 (6497): 1295–6. doi:10.1126/science.368.6497.1295. Archived from the original on 2020-06-21. สืบค้นเมื่อ 2020-06-20.
  158. 158.0 158.1 Hu, Yuwei; Leng, Shumei (2020-06-16). "Brazil joins China in quest for vaccine". Global Times-China. Archived from the original on 2020-06-22. สืบค้นเมื่อ 2020-06-20.
  159. Howard, Jacqueline; Stracqualursi, Veronica (2020-06-18). "Fauci warns of 'anti-science bias' being a problem in US". CNN. Archived from the original on 2020-06-21. สืบค้นเมื่อ 2020-06-21.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  160. "How flu vaccine effectiveness and efficacy are measured". Centers for Disease Control and Prevention, National Center for Immunization and Respiratory Diseases, US Department of Health and Human Services. 2016-01-29. Archived from the original on 2020-05-07. สืบค้นเมื่อ 2020-05-06.
  161. "Principles of epidemiology, Section 8: Concepts of disease occurrence". Centers for Disease Control and Prevention, Center for Surveillance, Epidemiology, and Laboratory Services, US Department of Health and Human Services. 2012-05-18. Archived from the original on 2020-04-06. สืบค้นเมื่อ 2020-05-06.
  162. Zumla, Alimuddin; Hui, David S; Perlman, Stanley (2015-09-11). "Middle East respiratory syndrome". Lancet. 386: 995–1007. doi:10.1016/S0140-6736(15)60454-8. PMC 4721578. PMID 26049252.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  163. de Jesus, Erin Garcia (2020-05-26). "Is the coronavirus mutating? Yes. But here's why you don't need to panic". Science News. Archived from the original on 2020-06-21. สืบค้นเมื่อ 2020-06-21.
  164. Gates, Bill (2020-04-23). "The first modern pandemic: The scientific advances we need to stop COVID-19". The Gates Notes. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-06.
  165. Stevis-Gridneff, Matina; Jakes, Lara (2020-05-04). "World Leaders Join to Pledge $8 Billion for Vaccine as U.S. Goes It Alone". The New York Times (in อังกฤษ). ISSN 0362-4331. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-10.
  166. Blanchfield, Mike (2020-04-30). "Global philanthropists, experts call for COVID-19 vaccine distribution plan". The Toronto Star. Archived from the original on 2020-05-07. สืบค้นเมื่อ 2020-05-06.
  167. 167.0 167.1 167.2 167.3 167.4 167.5 167.6 Eyal, Nir; Lipsitch, Marc; Smith, Peter G. (2020-03-31). "Human challenge studies to accelerate coronavirus vaccine licensure". The Journal of Infectious Diseases (in อังกฤษ). doi:10.1093/infdis/jiaa152. PMID 32232474. Archived from the original on 2020-05-11.
  168. 168.0 168.1 168.2 168.3 168.4 Callaway, Ewen (2020-03-26). "Should scientists infect healthy people with the coronavirus to test vaccines?". Nature (in อังกฤษ). 580 (7801): 17. doi:10.1038/d41586-020-00927-3. PMID 32218549.
  169. Boodman, Eric (2020-03-13). "Coronavirus vaccine clinical trial starting without usual animal data". STAT. Archived from the original on 2020-05-11. สืบค้นเมื่อ 2020-04-19.
  170. 170.0 170.1 170.2 Cohen, Jon (2020-03-31). "Speed coronavirus vaccine testing by deliberately infecting volunteers? Not so fast, some scientists warn". Science. doi:10.1126/science.abc0006. Archived from the original on 2020-05-06. สืบค้นเมื่อ 2020-04-19.
  171. Walker, P.; Whittaker, C.; Watson, O.; Baguelin, M.; Ainslie, K.; Bhatia, S.; และคณะ (2020-03-26). "The global impact of COVID-19 and strategies for mitigation and suppression" (PDF). Imperial College COVID-19 Response Team. doi:10.25561/77735. Archived (PDF) from the original on 2020-04-21. สืบค้นเมื่อ 2020-04-19. Cite journal requires |journal= (help)
  172. "Key criteria for the ethical acceptability of COVID-19 human challenge studies" (PDF). World Health Organization. 2020-05-06. Archived (PDF) from the original on 2020-05-08. สืบค้นเมื่อ 2020-05-12.
  173. 173.0 173.1 173.2 173.3 Weintraub, Rebecca; Yadav, Prashant; Berkley, Seth (2020-04-02). "A COVID-19 vaccine will need equitable, global distribution". Harvard Business Review. ISSN 0017-8012. Archived from the original on 2020-06-09. สืบค้นเมื่อ 2020-06-09.
  174. 174.0 174.1 174.2 174.3 174.4 "COVID-19 pandemic reveals the risks of relying on private sector for life-saving vaccines, says expert". CBC Radio. 2020-05-08. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
  175. 175.0 175.1 175.2 175.3 Ahmed, Darius D. (2020-06-04). "Oxford, AstraZeneca COVID-19 deal reinforces 'vaccine sovereignty'". STAT. Archived from the original on 2020-06-12. สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
  176. "Annual Report 2016" (PDF). AstraZeneca. Archived (PDF) from the original on 2017-04-03. สืบค้นเมื่อ 2017-04-02.
  177. 177.0 177.1 Blankenship, Kyle (2020-06-04). "AstraZeneca unveils massive $750M deal in effort to produce billions of COVID-19 shots". FiercePharma. Archived from the original on 2020-06-10. สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
  178. 178.0 178.1 Cohen, Jon (2020-06-04). "Top U.S. scientists left out of White House selection of COVID-19 vaccine short list". Science. doi:10.1126/science.abd1719. ISSN 0036-8075. Archived from the original on 2020-06-09. สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  179. 179.0 179.1 179.2 179.3 Bollyky, Thomas J.; Gostin, Lawrence O.; Hamburg, Margaret A. (2020-05-07). "The equitable distribution of COVID-19 therapeutics and vaccines". JAMA. doi:10.1001/jama.2020.6641. Archived from the original on 2020-05-12. สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  180. Aakash, B; Faulconbridge, Guy; Holton, Kate (2020-05-22). "U.S. secures 300 million doses of potential AstraZeneca COVID-19 vaccine". The Guardian. Reuters. Archived from the original on 2020-06-10. สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  181. Paton, James; Griffin, Riley; Koons, Cynthia. "U.S. likely to get Sanofi vaccine first if it succeeds". Bloomberg. Archived from the original on 2020-06-08. สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
  182. "Serum Institute investing US$ 100 million on potential COVID-19 vaccine". The Economic Times. 2020-06-09. สืบค้นเมื่อ 2020-06-09.
  183. Khamsi, Roxanne (2020-04-09). "If a coronavirus vaccine arrives, can the world make enough?". Nature (in อังกฤษ). 580: 578–580. doi:10.1038/d41586-020-01063-8. Archived from the original on 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  184. Gretler, Corinne (2020-05-18). "China pledges to make its coronavirus vaccine a 'public good'". The National Post. Bloomberg. สืบค้นเมื่อ 2020-06-09. global, public good
  185. 185.0 185.1 185.2 185.3 Huneycutt, Brenda; Lurie, Nicole; Rotenberg, Sara; Wilder, Richard; Hatchett, Richard (2020-02-24). "Finding equipoise: CEPI revises its equitable access policy". Vaccine. 38 (9): 2144–2148. doi:10.1016/j.vaccine.2019.12.055. PMC 7130943. PMID 32005536. Archived from the original on 2020-06-08. สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  186. "Vaccine for COVID-19". The Center for Artistic Activism. 2020-03-22. Archived from the original on 2020-06-09. สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.CS1 maint: date and year (link)
  187. "UAEM response to COVID-19". Universities Allied for Essential Medicines. 2020. Archived from the original on 2020-04-21. สืบค้นเมื่อ 2020-06-09.
  188. Ferrucci A. (05 MAY 2020). "More than 100 scientists call for Covid 19 vaccines to be in the public domain". edc.online.org. Retrieved July 21 2020.
  189. Azar, Alex (2020-02-04). "Notice of Declaration under the Public Readiness and Emergency Preparedness Act for medical countermeasures against COVID-19". Archived from the original on 2020-04-25. สืบค้นเมื่อ 2020-04-22.
  190. Kertscher, Tom (2020-01-23). "No, there is no vaccine for the Wuhan coronavirus". PolitiFact. Poynter Institute. Archived from the original on 2020-02-07. สืบค้นเมื่อ 2020-02-07.
  191. McDonald, Jessica (2020-01-24). "Social Media Posts Spread Bogus Coronavirus Conspiracy Theory". FactCheck.org. Annenberg Public Policy Center. Archived from the original on 2020-02-06. สืบค้นเมื่อ 2020-02-08.
  192. "WARNING LETTER - North Coast Biologics - MARCS-CMS 607532". U.S. Food and Drug Administration (FDA). 2020-05-21. Archived from the original on 2020-05-26. สืบค้นเมื่อ 2020-05-23.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข