ยุทธการที่เทอร์มอพิลี

ยุทธการที่เทอร์มอพิลี (อังกฤษ: Battle of Thermopylae; Greek: Μάχη τῶν Θερμοπυλῶν, มาแค ตอน แธมอปูลอน) เกิดขึ้นในปี 480 ปีก่อนคริสตกาล พันธมิตรรัฐกรีกตั้งรับการรุกรานของจักรวรรดิเปอร์เซีย ณ ช่องเขาเทอร์มอพิลีในกรีซตอนกลาง กองทัพกรีกเสียเปรียบด้านจำนวนอย่างมหาศาล แต่ก็ยังสามารถยันกองทัพเปอร์เซียได้เป็นเวลาสามวัน ยุทธการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการรบจนตัวตายที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กองทัพกรีกขนาดเล็กนำโดยกษัตริย์ลีออนิดัสที่ 1 แห่งสปาร์ตา ได้เข้าปิดช่องเขาเล็ก ๆ ซึ่งขัดขวางกองทัพมหึมาของจักรวรรดิเปอร์เซีย ภายใต้การนำของจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ไว้ หลังจากการรบสามวัน เฮโรโดตุสเชื่อว่ามีคนทรยศที่บอกเส้นทางให้กับกองทัพเปอร์เซียซึ่งนำไปสู่ด้านหลังของกองทัพสปาร์ต้า และในวันที่สาม กองทัพกรีกได้ถอนตัวออกไปราว 2,300 นาย

ยุทธการที่เทอร์มอพิลี
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามกรีก-เปอร์เซีย
Thermopylae ancient coastline large.jpg
ช่องเขาเทอร์มอพิลีในปัจจุบัน
วันที่ 7 สิงหาคม[1] หรือ 8-10 กันยายน[2] 480 ปีก่อนคริสต์ศักราช[3]
สถานที่ เทอร์มอพิลี กรีซ
ผลลัพธ์ จักรวรรดิเปอร์เซียได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
พันธมิตรชาวกรีก จักรวรรดิเปอร์เซีย
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ลีออนิดัสที่ 1  เซอร์ซีสที่ 1
มาร์โดนิอัส
อัลตาพานัส
กำลัง
ทหารสปาร์ตา 300 นาย
ทหารธีปส์ 400 นาย
ทหารเธสเปียน 700 นาย
ชนชั้นทาส 900? คน
ทหารโฟเซีย 1,000 นาย
พันธมิตรชาวกรีกอื่น ๆ อีก 2,800 นาย
รวม: 6,100? นาย

รวม:
5,200+ นาย (เฮโรโดตุส)
~2,080,000 นาย (เฮโรโดตุส)[4]
~200,000 นาย (ค่าประมาณการในปัจจุบัน)
กำลังพลสูญเสีย
เสียชีวิต 1,000-4,000 นาย[5]
ตกเป็นเชลย ~400 นาย
~20,000 นาย (เฮโรโดตุส)[6]
ทหารชาวกรีกเหล่านี้ถูกถอนกำลังออกจากการรบในวันสุดท้าย และให้กองทัพที่เหลือต้านทานกองทัพเปอร์เซียต้านทานทางด้านหลัง[7]
เป็นตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในยุคโบราณ
จำนวนความสูญเสียอย่างต่ำ ทหารสปาร์ต้า 300 นาย และทหารเธสเปียน 700 นาย
ทหารธีปส์ประมาณ 400 นาย (ความสูญเสียน้อยกว่านั้นมาก)

หลังเที่ยงวันของวันที่สาม กองทัพเปอร์เซียสามารถเจาะผ่านแนวกรีกได้ แต่ก็ต้องประสบกับความสูญเสียอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับความสูญเสียของกองทัพกรีก การต้านทานอย่างบ้าระห่ำของกองทัพกรีกได้ซื้อเวลาอันหาค่ามิได้ในการเตรียมกองทัพเรือ ซึ่งอาจตัดสินผลแพ้ชนะของสงคราม[8] ต่อมา ภายหลังชัยชนะของกองทัพเรือกรีกนำโดยนายพลเธมิสโตคลีส ในยุทธนาวีที่ซาลามิส ทำให้กองทัพเรือเปอร์เซียถูกทำลายสิ้น จักรพรรดิเซอร์ซีสสั่งถอนทัพกลับมายังทวีปเอเชีย เหลือเพียงกองทัพเปอร์เซียใต้การนำของมาร์โดนิอัสเพื่อทำสงครามต่อไป[9]

ยุทธการดังกล่าวนั้นได้ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างหลายครั้งโดยนักการทหาร ในการศึกษาทางด้านความได้เปรียบของการฝึกฝน อุปกรณ์เครื่องแต่งกายและภูมิประเทศที่เหมาะสม ว่าเป็นตัวคูณกำลังรบ[10] รวมไปถึงสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อแผ่นดินของตน[10]

แหล่งข้อมูลแก้ไข

แหล่งข้อมูลหลักของสงครามกรีก-เปอร์เซีย (Greco-Persian Wars) นั้นมาจากเฮโรโดตุส ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ เขาเกิดเมื่อปี 484 ก่อนคริสตกาลในฮาลิคาร์นัสซุส ซึ่งอยู่ในเอเชียไมเนอร์ เขาเขียนงานประวัติศาสตร์ขึ้นในราวปี 440-430 ก่อนคริสตกาล โดยพยายามหาความจริงของเหตุการณ์สงครามกรีก-เปอร์เซีย ซึ่งยังเกี่ยวข้องกับช่วงเวลานั้น เพราะสงครามจบลงในปี 449 ก่อนคริสตกาล งานของเขาเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในขณะนั้น คือ เหมือนการเขียนประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน การที่ในฮอลแลนด์มีการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรกผลักดันให้เขาเขียนประวัติศาสตร์ โดยที่เขาจะทำในเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นนานเกินไป ซึ่งทำให้งานของเขาเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่สำคัญเขาเขียนงานโดยไม่อิงเทพเจ้าใด ๆ และไม่สนองต่อความคาดหวังของใคร แต่เป็นการอธิบายสิ่งที่เขาพิสูจน์ด้วยตัวเอง

นักประวัติศาสตร์ยุคโบราณหลายคนแม้จะเจริญรอยตามเขา แต่ก็ดูถูกเขา เริ่มต้นด้วยทิวซิดิดีส (Thucydides) ที่แม้จะเริ่มต้นงานของเขาต่อจากเฮโรโดตุสในเรื่องสงครามกรีก-เปอร์เซียและรู้สึกว่างานของเฮโรโดตุสเป็นการเขียนที่มีเหตุผลก็ตาม ขณะที่พลูทาร์ก (Plutarch) วิจารณ์เฮโรโดตุสในงานเขียนชื่อ "On The Malignity of Herodotus" ว่าเป็น "Philobarbaros" (คนรักความเป็นอนารยะ) จากการที่เฮโรโดตุสไม่มีความเป็นกรีกพอ และเสนอแนะว่าน่าจะเขียนงานที่มีเหตุผลอย่างยุติธรรม ความคิดแง่ลบนี้ล่วงเลยไปถึงยุคเรอเนสซองค์ อย่างไรก็ตาม วันของเฮโรโดตุสก็มาถึง ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การค้นคว้าทางโบราณคดีกลายเป็นสิ่งยืนยันความถูกต้องงานเขียนของเขา แม้ว่าในรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่าง เช่น วัน เวลา หรือจำนวน จะต้องใช้การวิเคราะห์อย่างรอบคอบก่อนก็ตาม แม้กระนั้น นักประวัติศาสตร์บางคนก็ยังคงคิดว่างานจำนวนมากของเขาถูกสร้างขึ้น

การมาถึงของเปอร์เซียแก้ไข

การรบแก้ไข

หลังการรบแก้ไข

ภูมิประเทศของสนามรบแก้ไข

ความน่าเชื่อถือของเฮโรโดตุสแก้ไข

อนุสาวรีย์แก้ไข

วัฒนธรรมอื่นแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Lemprière, p. 10
  2. Greswell, p. 374
  3. S. Sacks, Kenneth (1976). "Herodotus and the Dating of the Battle of Thermopylae". The Classical Quarterly. 26 (2): 232–248. สืบค้นเมื่อ 2008-07-05.
  4. Herodotus VII,186
  5. Herodotus VIII, 25
  6. Herodotus VIII, 24
  7. Green, Peter (1996). The Greco-Persian Wars. University of California Press. pp. page 140. ISBN 0520203135.
  8. Bury, J. B. (2000). A History of Greece to the Death of Alexander the Great (4th Revised Edition ed.). Palgrave Macmillan. pp. page 271. Unknown parameter |month= ignored (help); Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) The 1913 edition (same page numbers) สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Google Books, [1].
  9. Bury (1913), page 295.
  10. 10.0 10.1 Eikenberry, Lt. Gen. Karl W. (Summer 1996). "Take No Casualties". Parameters: US Army War College Quarterly. XXVI (2): pages 109-118. สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.

ดูเพิ่มแก้ไข

  • Barkworth, Peter R. (1993). "The Organization of Xerxes' Army" (PDF). Iranica Antiqua. XXVII: pages 149-167. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.
  • Pressfield, Steven (1998). Gates of Fire. ISBN 0-385-49251-0. Unknown parameter |publicher= ignored (help)
  • Morris, Ian Macgregor (2000). "To Make a New Thermopylae: Hellenism, Greek Liberation, and the Battle of Thermopylae". Greece & Rome. 47 (2): pages 211–230.
  • Bradford, Ernle (2004). Thermopylae: The Battle for the West. Da Capo Press. ISBN 0-306-81360-2.
  • Cartledge, Paul (2006). Thermopylae: The Battle That Changed the World. Woodstock, New York: The Overlook Press. ISBN 1-58567-566-0.
  • Matthews, Rupert (2006). The Battle of Thermopylae: A Campaign in Context. Stroud, Gloucestershire, UK: Tempus Publishing. ISBN 1-86227-325-1.
  • Holland, Tom (2006). 'Persian Fire: The First World Empire and the Battle for the West'. ISBN 0-385-51311-9. Unknown parameter |publicher= ignored (help)

ดูเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

พิกัดภูมิศาสตร์: 38°48′0″N 22°32′0″E / 38.80000°N 22.53333°E / 38.80000; 22.53333