เปิดเมนูหลัก

ยุทธการที่สิงคโปร์ (อังกฤษ: Battle of Singapore) เป็นเหตุการณ์สู้รบในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังญี่ปุ่นได้รับชัยชนะในการทัพมาลายาเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 แล้ว ญี่ปุ่นก็เริ่มรุกรานเกาะสิงคโปร์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอังกฤษ สิงคโปร์ในขณะนั้นมีฉายาว่า "ยิบรอลตาแห่งตะวันออก" ถือเป็นฐานที่มั่นหลักของกองทัพอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถือเป็นหน้าด่านสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ข้าศึกรุกรานเข้ามาในมหาสมุทรอินเดียอันเป็นที่ตั้งของอาณานิคมต่างๆจำนวนมากของอังกฤษ

ยุทธการที่สิงคโปร์
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง
Surrender Singapore.jpg
พลโท อาเธอร์ เพอร์ซิวัล (ขวาสุด) แบกธงขาวเพื่อยอมจำนวน และถูกควบคุมตัวไปโดยทหารญี่ปุ่น เมื่อ 15 ก.พ. 1942
วันที่ 8–15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942
สถานที่ เกาะสิงคโปร์ นิคมช่องแคบ
ผลลัพธ์ ชัยชนะของญี่ปุ่น
คู่ขัดแย้ง
 สหราชอาณาจักร  จักรวรรดิญี่ปุ่น
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
อาเธอร์ เพอร์ซิวัล (เชลย) Surrendered
กอร์ดอน เบ็นเนตต์
ลิวอิส เฮลท์ (เชลย)
เมอร์ตัน เบ็กควิท-สมิธ] (เชลย)
จักรวรรดิญี่ปุ่น โทโมยูกิ ยามาชิตะ
จักรวรรดิญี่ปุ่น ทากูมะ นิชิมูระ
จักรวรรดิญี่ปุ่น ทากุโร มัตสึอิ
จักรวรรดิญี่ปุ่น เร็นยะ มูตางูชิ
กองทัพ
Malaya Command จักรวรรดิญี่ปุ่น 25th Army

Japanese Navy

กำลัง
85,000 นาย
ปืนใหญ่ 300 ระบบ
รถหุ้มเกราะ 200 คัน
ปืนต่อต้านรถถังและอากาศยาน 208 กระบอก
36,000 นาย
ปืนใหญ่ 440 ระบบ[1]
กำลังพลสูญเสีย
~5,000 นายตายและบาดเจ็บ
80,000 ตกเป็นเชลย
1,714 ตาย
3,378 บาดเจ็บ

ญี่ปุ่นเริ่มข้ามช่องแคบรัฐยะโฮร์มาสู่เกาะสิงคโปร์ในเวลา 20:30น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 และในเช้าวันนั้นเองสิงคโปร์ก็ถูกโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก การต่อสู้กินเวลาราวหนึ่งสัปดาห์ พลโท อาเธอร์ เพอร์ซิวัล ผู้บัญชาการกองทหารเครือจักรภพก็ได้ยกธงขาวเพื่อยอมจำนนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ส่งผลให้ทหารในบังคับของอังกฤษราว 80,000 นาย[2] (ซึ่งรวมถึงทหารจากออสเตรเลียและทหารแขกจากอินเดีย) ตกเป็นเชลยของญี่ปุ่นในทันที ถือเป็นการยอมจำนนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารของอังกฤษ นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลได้เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "หายนะครั้งเลวร้ายสุด" ในประวัติศาสตร์การทหารของอังกฤษ[3]

อ้างอิงแก้ไข

  1. Allen 2013, p. 169.
  2. Corrigan 2010, p. 280.
  3. Churchill 2002, p. 518.