เปิดเมนูหลัก

วันที่ ๑ เดือนซุลฮิจญะฮ์ ฮิจเราะฮ์ศักราชที่ ๓๖ ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับบุคคลสองกลุ่ม และเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน(ตรงกับเดือนมุฮัรรอม)ที่ความขัดแย้งนั้นได้หยุดลงชั่วคราว เพื่อให้มีการเจรจาต่อรองเกิดขึ้น แต่การเจรจาดังกล่าวหาข้อยุติความขัดแย้งไม่ได้ จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเวลา ๑๑ วัน. เหตุหารณ์นี้ได้เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “ศิฟฟีน” ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างตำบลบาลิส กับตำบลรักเก่าะฮ์ ทางตะวันตกของประเทศอิรัก. เมื่อท่านอะลี บิน อบี่ฏอลิบ ได้รับตำแหน่งคอลีฟะฮ์(ผู้ปกครอง) ได้ทำการปลดมุอาวียะฮ์ออกจากตำแหน่งผู้ดูแลเมืองชาม(ซีเรีย) และได้แต่งตั้ง สะห์ล บิน ฮะนีฟ เป็นผู้ดูแลแทน แต่มุอาวียะฮ์ไม่ยอมรับเรื่องดังกล่าว และได้ยึดเมืองชามเอาไว้. หลังจากสงครามญะมัล ท่านอะลี ได้ส่ง ญะรีร บิน อับดุลลอฮ์ ไปยังเมืองชาม เพื่อให้มุอาวียะฮ์บัยอัต(ให้สัตยาบัน)แก่ท่านอะลี. แต่มุอาวียะฮ์เองไม่ยอมและได้เตรียมกองทัพเพื่อต่อสู้กับท่านอะลีและเพื่อแก่แค้นให้กับท่านอุษมาน ท่านอะลีจึงยกกองทัพออกจากเมืองกูฟะฮ์ จนในที่สุดสงครามระหว่างกองทัพชาม(ซีเรีย) กับกองทัพอิรักได้ปะทะกันที่ศิฟฟีน. หลังจากสู้รบกันเป็นเวลายาวนาน มีทีท่าว่ากองทัพของท่านอะลีจะมีชัยเหนือกองทัพมุอาวียะฮ์ อัมรูอาศ จากกองทัพมุอาวียะฮ์ได้เสนอให้ทหารเสียบอัลกรุอานไว้ที่ปลายหอก จนทหารบางส่วนจากกองทัพของอิรักได้หยุดสงครามต่อสู้ลง. ท่านอะลีจึงเลือกมาลิกอัชตัร หรืออับดุลลอฮ์ บิน อับบาสเพื่อเป็นอนุญาโตตุลาการแทน(เพื่อเจรจาระงับข้อพิพาท) แต่กลุ่มทหารที่หยุดสงครามไม่ยอมรับในการเลือกบุคคลดังกล่าวของท่านอะลี พวกเขาเลยเลือกอะบูมูซา อัชอะรีย์แทน ด้วยเหตุนี้เองอำนาจการจัดตั้งคอลีฟ่ะฮ์โดยอนุญาโตตุลาการตกเป็นของอัมรูอาศและอบูมูซา อัชอะรีย์ และในที่สุดท่านอะลีก็ถูกปลด และตำแหน่งคอลีฟะฮ์ก็ได้ตกอยู่กับมุอาวียะฮ์ 

เนื้อหา

ทำความรู้จักกับหลักฐานแก้ไข

หลักฐานของนักประวัติศาสตร์อิสลามที่ได้มีบันทึกไว้เกี่ยวกับเหตุการณ์การรับตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของท่านอะลีบินอบีฏอลิบ จะถูกบันทึกในรูปแบบของเอกสารเฉพาะเรื่อง (Monograph)(เอกสารฉบับศิฟฟีน) ดังตัวอย่างเช่น ท่านรอซูล ญะอ์ฟะรียอน ได้คำนวนเอกสารที่บันทึกไว้เฉพาะเรื่องของสงครามศิฟฟีนว่า มีมากกว่า ๑๖ ชิ้นด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดถูกบันทึกในช่วงแรกของทศวรรตที่ ๔ และเขาได้ให้ทัศนะว่า หลักฐานที่มีในยุคหลังมานี้ ล้วนได้รับมาจากหลักฐานในยุคแรกๆ ทั้งสิ้น. หลักฐานเอกสารฉบับศิฟฟีนฉบับแรกที่ถูกกล่าวไว้ ถูกบันทึกในช่วงแรกของทศวรรตที่ ๒ เช่น หนังสือศิฟฟีน ของญาบีร บิน ยะซีด ญุอ์ฟีย์(เสียชีวิต ๑๒๕ ปีจันทรคติ), อะบาน บิน ตัคลิบ(เสีย ๑๔๑ จันทรคติ) และอบูมิคนัฟ(เสีย๑๕๗ จันทรคติ)[1] และเช่นกัน เชซ โรบินซัน(Chase F. Robinson)อาจารย์แห่ง City University of New York ได้กล่าวถึงเอกสารศิฟฟีนในช่วงปี ค.ศ.๘๕๐ ถึง ๗๕๐ ว่ามีถึง ๑๔ ฉบับด้วยกัน และสูญหายไป ๗ ฉบับในช่วงทศวรรตหลังมา.[2]

เหตุการณ์ก่อนสงครามแก้ไข

อะลีได้เร่งรีบสู่เมืองชาม(ซีเรีย)หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดการกับการก่อกบฏของฏอลหะฮ์และซุเบร. ซึ่งเมืองชามมีมุอาวียะฮ์เป็นผู้ปกครองในสมัยนั้น โดยการจัดตั้งจากท่านอุมัรในยุคที่ท่านอุมัรเป็นคอลีฟะฮ์ และเมื่อถึงสมัยคอลีฟะฮ์อุษมาน เขาก็ยังคงรักษาตำแหน่งผู้ปกครองเมืองชามต่อมา. ส่วนในความแตกต่างการก่อกบฏของฏอลหะฮ์กับซุเบร และมุอาวียะฮ์คือ ฏอลหะฮ์กับซุเบรต้องการให้มีสภาเลือกตั้งคอลีฟะฮ์คนใหม่ขึ้นมา(เพื่อแทนอะลี) แต่มุอาวียะฮ์นั้นต้องการทำสงครามเพื่อแก่แค้นกับบุคคลที่ได้ทำการสังหารท่านอุษมาน(โดยคิดว่าเป็นอะลี). [3]พูนาวาล่าได้บันทึกว่า อะลีเชื่อว่าสาเหตุที่อุษมานถูกลอบสังหารเป็นเพราะบุคคลที่ถูกกดขี่และการกระทำที่โหดร้ายของเขาเอง.[4]ท่านอะลีได้เขียนจดหมายถึงมุอาวียะฮ์ โดยให้ญะรีร บิน บะญัลลีย์ อดีตผู้บัญชาการเมืองฮะเมดอนโดยการแต่งตั้งจากอุษมานเป็นผู้นำสาส์นถึงมุอาวียะฮ์ เพื่อให้มุอาวียะฮ์บัยอัต(มอบสัตยาบัน) แต่มุอาวียะฮ์ได้ใช้อุบายต่างๆ เพื่อกักตัวญะรีรเอาไว้ จนกระทั่งว่าให้กองทัพแห่งดามัสกัสพร้อมทำสงครามกับท่านอะลี.[5]ท่านอะลีได้เขียนในจดหมายว่า : “บุคคลที่ได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอะบูบักร์ ท่านอุมัร และท่านอุษมาน ก็จงให้สัตยาบันแก่ฉันด้วยเช่นกัน บุคคลที่อยู่ไม่สามารถเลือกคอลีฟะฮ์คนใดได้ และบุคคลที่ไม่อยู่ก็ไม่สามารถตอบรับการรวมตัวของบุคคลอื่นใดได้เช่นกัน...”

مردمی که با ابوبکر و عمر و عثمان بیعت کردند، هم بدان سان بیعت مرا پذیرفتند، پس کسی که حاضر است نتواند دیگری را خلیفه گیرد و آنکه غایب است نتواند کردهٔ دیگران را نپذیرد...

เช่นเดียวกันในจดหมายฉบับนี้ท่านอะลีได้เตือนยังมุอาวียะฮ์ว่า หากเขาละเมิดความต้องการของประชาชน และทำอุตริกรรมขึ้น อะลีจะทำสงครามกับเขาทั้นที[6]ระหว่างท่านอะลีกับมุอาวียะฮ์ได้มีจดหมายโต้ตอบกันจำนวนหลายฉบับ ซึ่งท่านอะลีเพียงเพื่อต้องการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของเขาในฐานะผู้ปกครอง แต่มุอาวียะฮ์กลับแกล้งท่านอะลีโดยการตอบจดหมายล่าช้า เพื่อประวิงเวลาเตรียมความพร้อมให้แก่กองทัพของเขา และส่งจดหมายกลับหาท่านอะลีในภายหลัง ในจดหมายมีข้อเสนอแก่ท่านอะลีว่า ฉันจะตอบรับการเป็นผู้ปกครองของท่านโดยมีเงื่อนไข ให้ฉันดำรงตำแหน่งเดิม(ผู้ปกครองเมืองชาม) และเป็นผู้ปกครองอียิปต์ด้วย. แต่ท่านอะลีไม่ตอบรับข้อเสนอของมุอาวียะฮ์. จนกระทั่งมุอาวียะฮ์เขียนจดหมายประกาศทำสงครามเพื่อต้องการทวงหนีเลือดจากบุคคลที่ทำการสังหารท่านอุษมาน.

มุอาวียะฮ์ยืนยันถึงความต้องการของเมืองชามในการให้เขาเป็นผู้ปกครอง แต่ท่านอะลีได้ประกาศว่า ทุกๆจังหวัดของรัฐอิสลามจะต้องเผชิญกับปัญหาของสังคมมุสลิมอย่างเท่าเทียมกัน. และมุอาวียะฮ์ได้ให้ข้ออ้างที่ไม่เข้าร่วมในการเลือกท่านอะลีเป็นผู้ปกครองว่า ผู้สนับสนุนของเขาระดมพลและปฏิเสธที่จะให้ความจงรักภักดีต่ออะลี.

การรวมทัพและสงครามแก้ไข

ท่านอะลีต้องเผชิญและแบกรับกับปัญหาภายในขณะเริ่มดำรงตำแหน่ง แต่ในเดือนซุลฮิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ.ที่๓๖ (ค.ศ.๖๕๗)ก็สามารถรวบรวมไพร่พลจัดกองทัพแห่งอิรักขึ้นมาได้ และได้นำกองทัพมุ่งสู่ศิฟฟีน. การสู้รบระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้น จนย่างเข้าสู่เดือนมุฮัรรอมการสู้รบหยุดลง และมีการเจรจาเกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นแล้วว่าการเจรจาไม่ส่งผลใดๆ ทำให้การสู้รบเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองในเดือนซอฟัร(ค.ศ.๖๕๗). สงครามดังกล่าวกินเวลาประมาณสามเดือน ซึ่งเวลาส่วนมากของสงครามใช้ไปกับการเจรจาเพื่อหาข้อยุติ. ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายอย่างมาก ถึงกระนั้นฝ่ายมุอาวียะฮ์เล็งเห็นแล้วว่ากองทัพของท่านอะลีจะเป็นฝ่ายชนะ ในค่ำคืนสุดท้ายของสงครามศิฟฟีน(ลัยละตุ้ล ฮะรีร) อัมรุอาศ ได้เสนอแก่มุอาวียะฮ์ว่า ให้ทหารของมุอาวียะฮ์นำอัลกรุอานเสียบไว้ที่ปลายหอก เพื่อให้ทหารของอะลีเกิดความแตกแยกและแบ่งเป็นกลุ่มขึ้น. และมุอาวียะฮ์ก็ตอบรับข้อแนะนำดังกล่าว.

การเสียบอัลกรุอานที่ปลายหอก และการออกจากสงครามแก้ไข

กองทัพของมุอาวียะฮ์ได้นำอัลกรุอานแขวนไว้ที่ปลอยหอก เพื่อต้องการแสดงว่าไม่ต้องการที่จะทำสงครามต่อไป และจากการกระทำดังกล่าวเพื่อบอกว่าให้อัลกรุอานเป็นตัวตัดสิน. จนทำให้กองทหารของท่านอะลีเกิดความสับสน ในขณะที่ท่านอะลียืนหยัดในการทำสงครามต่อไป และได้เตือนแก่ทหารของตนว่า มุอาวียะฮ์เป็นคนไม่มีศาสนา และการที่เขากระทำเช่นนี้ก็เพื่อหลอกลวงพวกเราและมันคือเล่ห์เหลี่ยมของมุอาวียะฮ์. แต่บรรดากอรีย์(นักอ่านอัลกรุอาน)ต่างน้อมรับต่ออุบายของมุอาวียะฮ์ กระทั่งบางคนได้ขู่กับอะลีว่า ถ้าหากยังคงดำเนินสงครามต่อไป เราก็จะคิดว่าอะลีคือศัตรูของเรา และจะทำกับอะลีเหมือนที่ทำกับอุษมาน เมื่อท่านอะลีเห็นว่าทหารของตนกำลังละทิ้งสงคราม จึงยอมจำนนต่ออุบายไปโดยปริยาย.[7]

พูนาวาล่า(Ismail Kurban Husein Poonawala) ได้บันทึกถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นที่ชัดเจนแก่บุคคลที่ต้องการทำสนธิสัญญาหาใช่ท่านอะลีไม่ แต่เป็นความต้องการของหทารอิรักที่มีไพร่พลจำนวนมากในกองทัพของท่านอะลีต่างหาก จนกระทั่งอุบายนี้ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะทำให้หทารอะลีเกิดเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นและได้ออกห่างจากท่านอะลีในที่สุด. กลอุบายของสงครามครั้งนี้เป็นที่ชัดแจ้งก่อนแล้วสำหรับท่านอะลี ถึงแม้ว่าทหารบางส่วนที่ศรัทธาต่อท่านอะลีบอกให้ท่านอะลีทำสงครามต่อก็ตาม. อัชอัษ บิน เกซ ผู้นำที่มีความแข็งแกร่งที่สุดแห่งเผ่ากูฟะฮ์ ได้ตอบรับการเชิญชวน(อุบาย)ของมุอาวียะฮ์ บางรายงานบันทึกว่า เขา(อัชอัษ)กล่าวแก่ท่านอะลีว่า “หากท่านไม่ตอบรับการเสนอทำสนธิสัญญา(ของมุอาวียะฮ์)จะไม่มีใครในเผ่าของฉันจะสู้รบเคียงข้างท่านแม้แต่คนเดียว. เมื่อทหารจำนวนมากล้มเลิกการรบ จึงกลายเป็นสาเหตุให้ท่านอะลีต้องยอมหยุดสงคราม และส่วนมากของนักกอรีย์เองก็มีความต้องการที่จะทำสนธิสัญญานั้นด้วย และส่งอัชอัษไปฟังข้อเสนอของมุอาวียะฮ์. ซึ่งมุอาวียะฮ์เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเลือกอนุญาโตตุลาการขึ้นมาเพื่อตัดสินข้อพิพาท. แต่บรรดาผู้เคร่งครัดในกองทัพอะลีประมาณ ๔,๐๐๐คนเริ่มที่จะเข้าใจในเพทุบายของมุอาวียะฮ์ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ เลยเรียกร้องให้ท่านอะลีทำสงครามกับมุอาวียะฮ์ต่อไป แต่ทหารที่ไม่ร่วมด้วยนั้นมีเยอะกว่า จึงทำให้ท่านอะลีไม่เห็นด้วยที่จะทำสงครามต่อไป ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อว่านี่เป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ถูกคำนวณโดยมุอาวียะฮ์เอาไว้แล้ว.[8]

พูโนวาล่ายังได้บันทึกว่า ในช่วงเวลานั้นเป็นไปได้ว่าตัวของมุอาวียะฮ์เองไม่มีความต้องการที่จะทวงหนี้แค้นให้กับอุษมานหรือจัดตั้งระบบรัฐสภาอย่างจริงจัง. เพราะทหารส่วนใหญ่ต่างก็พอใจกับสถานการณ์เช่นนี้ และพวกเขาต้องการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจากกองทัพอะลี เพื่อเผชิญหน้ากับอัมรุอาศตัวแทนแห่งชาวชาม. ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อนุญาโตตุลาการจะเป็นตัวแทนของอะลี หรือเป็นตัวแทนของชาวอิรัก เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวกูฟะฮ์ มันจึงมีช่องว่างมากยิ่งขึ้นในกองทัพท่านอะลี. ท่านอะลีจึงเลือกอิบนิอับบาส หรือมาลิกอัชตารขึ้นมา แต่อัชอัษ บิน เกซ และนักคัมภีร์ต่างไม่ตอบรับพวกเขาทั้งสอง แต่กลับเลือกอบูมูซาอัชอะรีย์ขึ้นมาแทน ซึ่งอบูมูซาขัดแย้งกับท่านอะลีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และส่วนมากของประชาชนกูฟะฮ์ก็ไม่ให้การช่วยเหลือท่านอะลีแล้วด้วย. นักกอรีย์ก็ให้การสนับสนุนอบูมูซาเช่นกัน เพราะทัศนะเขาต้องการให้แต่ละพื้นที่มีความเป็นเอกราชเป็นทุนเดิม ในขณะนี้เองอัชอัษมีความหวังว่าความไม่แนนอนระหว่างท่านอะลีกับมุอาวียะฮ์จะยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ เพื่อเขาจะสามารถป้องกันไม่ให้ท่านอะลีกลับมามีอำนาจและมีอิทธิพลดังที่ผ่านมา.และในที่สุดท่านอะลีก็เลือกอบูมูซาเป็นผู้พิพากษา(แบบจำยอม).

สัญญาอนุญาโตตุลาการลงนามเมื่อวันที่ ๑๕ ศอฟัร ฮ.ศ.๓๗ (ค.ศ.๖๕๗). ในขณะที่มีการร่างกฏในสัญญา ทำให้ท่านอะลีโดนบังคับให้ถอนฉายานามของท่านที่ว่า “อะมีรุ้ลมุมินีน” ออกจากนามของท่าน เพื่อให้กฏสัญญาดำเนินต่อไป. ข้อตกลงหลักของสัญญาเป็นไปตามความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่ต้องการจะให้มีสนธิสัญญาเกิดขึ้น. ภายใต้ข้อตกลงมีอยู่ว่า หน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่ได้รับการเลือก คือการเห็นด้วยกับกฎของอัลกุรอานและไม่ว่าในกรณีใด ๆ ที่ไม่สามารถหาคำวินิจฉัยจากอัลกุรอานได้ ให้ใช้ซุนนะฮ์(แบบฉบับแห่งศาสดา)เพื่อแก้ปัญหาแก่ทั้งสองฝ่าย. เนื้อหาของอนุญาโตตุลาการไม่ได้ถูกระบุไว้ชัดเจน แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสินในการเป็นอยู่ของประชาชน และไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับสงคราม. เจ็ดเดือนต่อมา ซึ่งตรงกับเดือนรอมฎอนเป็นการเริ่มใช้สนธิสัญญาดังกล่าว.[9]

และมีการอ้างอิงอีกว่าเงือนไขแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการไม่เพียงแต่ต่อต้านท่านอะลีเท่านั้น ทว่ายังหมายถึงการล้มเหลวทางการเมืองของท่านอะลีอีกด้วย. นั้นคือกลุ่มหนึ่งจากทหารของอะลีแพ้ต่อกลอุบายของมุอาวียะฮ์ และอีกพวกหนึ่งที่ได้มั่นใจในชาวชามที่นำอัลกรุอานมาอ้าง จนเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกขึ้นในกองทัพ ท่านอะลีและมุอาวียะฮ์ต่างทราบดีว่าวันหนึ่งเงื่อนไขของสัญญามันจะต้องยุติลง..[10]

อ้างอิงแก้ไข

  1. แม่แบบ:پک
  2. แม่แบบ:پک
  3. แม่แบบ:پک
  4. แม่แบบ:پک
  5. دانشنامهٔ اسلام، رابرت گلیو
  6. Naṣr b. Muzāhim al-Minqarī, Waqʿat Ṣiffīn, 29
  7. แม่แบบ:پک
  8. [[#CITEREF|]][[#CITEREF|]][[#CITEREF|]][[#CITEREF|]]
  9. แม่แบบ:پک
  10. แม่แบบ:پک