ยางเอสพี (SP Rubber) : หมายถึงยางที่มีส่วนผสมของยางวัลคาไนซ์หรือ ยางที่มีพันธะเชื่อมโยงแล้ว ปัจจุบันมีการผลิตยางเอสพีเกรดต่าง ๆ เช่น SP20, SP40, SP50, PA57, PA80 เป็นต้น [1] [2] ซึ่งยางเอสพี หรือ SP นี้ย่อมาจาก superior processing ได้มีการพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 แต่ก็ยังไม่มีจำหน่ายมากในปัจจุบัน

ขั้นตอนการเตรียมยางเอสพี เริ่มจากเตรียมน้ำยางวัลคาไนซ์ หรือน้ำยางที่มีพันธะเชื่อมโยง คือ การนำน้ำยางธรรมชาติที่เก็บรักษาด้วยแอมโมเนีย มาใส่สารเคมีวัลคาไนซ์ ได้แก่ ซิงออกไซด์, กำมะถัน, ZDC และ MBT ให้ความร้อนเพื่อให้เกิดการวัลคาไนซ์ที่อุณหภูมิประมาณ 85 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง และต่อจากนั้นก็นำมาผสมกับน้ำยางสด เมื่อผสมกันเรียบร้อยแล้วจึงนำมาจับตัวเป็นยางแผ่นหรือยางเครพ

ยางเอสพีนี้จะเรียกชื่อตามปริมาณพันธะเชื่อมโยง หากมีพันธะเชื่อมโยงร้อยละ 50 ลงมาจะเรียกยางเอสพีนั้นว่า SP เช่น SP40 หรือ SP20 หมายถึงยางที่มีส่วนผสมของยางที่วัลคาไนซ์อยู่ 20 ส่วนในยาง 100 ส่วน เป็นต้น แต่ถ้าหากว่ามีปริมาณพันธะเชื่อมโยงร้อยละ 50 ขึ้นไปจะเรียกว่ายางพีเอ เช่น PA80 เป็นต้น ยางเอสพีจะมีคุณสมบัติในการรักษาขนาดและรูปทรงในการเอกทรูดซ์ ซึ่งจากการนำยางธรรมชาติ, SP20 และ PA80ผสมยางธรรมชาติ มาเอกทรูดซ์เปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่ายางธรรมชาติจะพองตัวมากกว่า SP20 และ PA80ผสมยางธรรมชาติ

โดยสรุป หากเราต้องการยางที่มีคุณสมบัติยางที่ออกจากเอกทรูดซ์ให้เรียบและรักษารูปทรงที่ดี โดยเฉพาะกรณีที่มีการเติมสารตัวเติมน้อย การเลือกใช้ยางเอสพีเป็นทางเลือกที่ดีในการนำไปใช้

อ้างอิงแก้ไข

  1. เสาวนีย์ ก่อวุฒิกุลรังษี, 2546, การผลิตยางธรรมชาติ, ภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  2. พรพรรณ นิธิอุทัย, 2540, ยาง:เทคนิคการออกสูตร, ภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, หน้า 3-10 ถึง 3-13