มาร์กาเรต แทตเชอร์

มาร์กาเรต ฮิลดา แทตเชอร์ (อังกฤษ: Margaret Thatcher) หรือยศขุนนางอังกฤษคือ บารอเนสแทตเชอร์ (ชื่อเดิม มาร์กาเรต ฮิลดา โรเบิตส์; 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925 – 8 เมษายน ค.ศ. 2013) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ ค.ศ. 1979 ถึง ค.ศ. 1990 และเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมตั้งแต่ ค.ศ. 1975 ถึงปี ค.ศ. 1990 โดยเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ดำรงทั้งสองตำแหน่งพร้อมกันในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 ของสหราชอาณาจักร และอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สมัยของลอร์ดลิเวอร์พูล และเป็นสตรีคนแรกในจำนวนเพียงสามคนที่ได้ดำรงหนึ่งในสี่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ นักข่าวโซเวียตขนานนามเธอว่า "หญิงเหล็ก" จากการดำเนินงานและลักษณะความเป็นผู้นำที่แน่วแน่ของเธอ และเธอยังได้ดำเนินนโยบายที่กลายเป็นที่เรียกกันว่า ลัทธิแทตเชอร์

เดอะไรต์ออนะระเบิล
บารอเนสแทตเชอร์
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
ดำรงตำแหน่ง
4 พฤษภาคม ค.ศ. 1979 – 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990
(11 ปี 24 วัน)
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
ก่อนหน้า เจมส์ คัลลาฮาน
ถัดไป จอห์น เมเจอร์
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญชน
ดำรงตำแหน่ง
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1975 – 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1979
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2
นายกรัฐมนตรี ฮาโรลด์ วิลสัน
เจมส์ คัลลาฮาน
ก่อนหน้า เอ็ดเวิร์ด ฮีธ
ถัดไป ไมเคิล ฟุต
หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม
ดำรงตำแหน่ง
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1975 – 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990
ก่อนหน้า เอ็ดเวิร์ด ฮีธ
ถัดไป จอห์น เมเจอร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ดำรงตำแหน่ง
20 มิถุนายน ค.ศ. 1970 – 4 มีนาคม ค.ศ. 1974
นายกรัฐมนตรี เอ็ดเวิร์ด ฮีธ
ก่อนหน้า เอ็ดเวิร์ด ชอร์ท
ถัดไป เรจินัลด์ เพรนไทซ์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925(1925-10-13)
แกรนเทม ลิงคอล์นเชอร์ ประเทศอังกฤษ
เสียชีวิต 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 (87 ปี)
นครเวสต์มินสเตอร์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
พรรคการเมือง พรรคอนุรักษนิยม
คู่สมรส เดนิส แทตเชอร์
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
ศาสนา คริสตจักรแห่งอังกฤษ

แทตเชอร์จบการศึกษาสาขาเคมีที่วิทยาลัยซอเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด และทำงานเป็นนักเคมีวิจัยช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะเป็นเนติบัณฑิต เธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฟินช์ลีย์ในปี ค.ศ. 1959 เอ็ดเวิร์ด ฮีธ แต่งตั้งเธอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทวงรศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในรัฐบาลปี ค.ศ. 1970 - 1974 ในปี ค.ศ. 1975 เธอเอาชนะฮีธในการเลือกตั้งผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมเพื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองสำคัญในสหราชอาณาจักร

ในการเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1979 แทตเชอร์ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจชุดหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อย้อนกลับอัตราเงินเฟ้อที่สูงและการดิ้นรนของสหราชอาณาจักรหลังจากฤดูหนาวแห่งความไม่พอใจและภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้น ปรัชญาการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของเธอเน้นย้ำถึงกฎระเบียบ(โดยเฉพาะภาคการเงิน) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการลดอำนาจและอิทธิพลของสหภาพแรงงาน ความนิยมของเธอในช่วงปีแรกๆ ในการดำรงตำแหน่งลดลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งชัยชนะในสงครามฟอล์กแลนด์ปี ค.ศ. 1982 และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวกลับมาได้รับการสนับสนุนอีกครั้ง ส่งผลให้เธอได้รับเลือกตั้งใหม่อย่างถล่มทลายในปี ค.ศ. 1983 เธอรอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหารโดยกองกำลังเฉพาะกาล ไออาร์เอในโรงแรมไบร์ทตันเมื่อ ค.ศ. 1984 และประสบความสำเร็จทางการเมืองกับชัยชนะเหนือสหภาพแรงงานเหมืองแร่ในการประท้วงค.ศ. 1984 - 1985 ของคนงานเหมือง

แทตเชอร์ได้รับเลือกตั้งใหม่เป็นสมัยที่สามอย่างถล่มทลายอีกครั้งในปี ค.ศ.1987 แต่การสนับสนุนภาษีรายหัวของเธอกลับไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และความคิดเห็นต่อประชาคมยุโรปที่เพิ่มมากขึ้นของเธอไม่ได้มีการพูดคุยกับคณะรัฐมนตรีของเธอ เธอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคในปี ค.ศ. 1990 หลังจากเกษียณตัวเองจากสภาผู้แทนราษฎรในปี ค.ศ. 1992 มาร์กาเรต แทตเชอร์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางตลอดชีพเป็น 'บารอนเนสแทตเชอร์แห่งเมืองเคสตีเวน ในมณฑลลิงคอล์นไชร์' ซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสนั่งในสภาขุนนางของสหราชอาณาจักร บารอนเนสแทตเชอร์ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2013 ณ โรงแรมริทซ์ ลอนดอน ด้วยอาการอุดตันของเส้นเลือดสมอง

แทตเชอร์ยังถูกมองว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในการจัดอันดับนายกรัฐมนตรีอังกฤษในประวัติศาสตร์ การดำรงตำแหน่งของเธอก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายเสรีนิยมใหม่ในสหราชอาณาจักร โดยมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับมรดกอันซับซ้อนที่สืบเนื่องมาจากลัทธิแทตเชอรีมที่สืบสานมาจนถึงศตวรรษที่ 21

ชีวิตวัยเด็กและการศึกษาแก้ไข

ร้านที่เคยเป็นของพ่อของแทตเชอร์ในปี ค.ศ. 2009
 
ป้ายอนุสรณ์
มาร์กาเร็ตและพี่สาวขของเธออาศัยอยู่ในแฟลตที่ท้ายถนนนอร์ธพาเรดในวัยเด็ก[1]

ครอบครัวและวัยเด็กแก้ไข

มาร์กาเรต ฮิลดา รอเบิตส์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925 ณ เมืองแกรนแธม มณฑลลิงคอล์นเชอร์[2] บิดาของเธอชื่อว่า อัลเฟรด รอเบิตส์ จากมณฑลนอร์ทแธมตันเชอร์ แม่ของเธอชื่อว่า เบียทริซ อีเธล สตีเฟนสัน จากลิงคอร์นเชอร์[2][3] ตาทวดของเธอเกิดใน เคาตี เคอร์รี ประเทศไอร์แลนด์[4] เธอมีพี่สาว 1 คน คือ มูเรียล รอเบิตส์

รอเบิตส์ใช้ชีวิตวัยเด็กของเธอในเมืองแกรนแธมที่ซึ่งพ่อของเธอได้เปิดร้านขายของชำ ในปี ค.ศ. 1938 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวรอเบิตส์ได้ให้ที่หลบภัยกับสาวชาวยิวที่ได้หนีนาซีเยอรมนี

 
มาร์กาเรต รอเบิตส์ เมื่ออายุประมาณ 12 - 13 ปี ค.ศ. 1938

หลังจากนั้นพ่อของเธอได้เป็นฆราวาสนักเทศน์ในนิกายเมโทดิส[3] เขามาจากครอบครัวพรรคเสรีนิยม แต่ไม่ได้สังกัดพรรคใด ด้วยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองท้องถิ่นในสมัยนั้น และได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลังจากที่พรรคเสรีนิยมชนะเสียงข้างมากเป็นครั้งแรกในสภาเมืองแกรนแธมในปี ค.ศ. 1950 เขาเสียตำแหน่งผู้ว่าราชการไปในปี ค.ศ. 1952 มาร์กาเรต รอเบิตส์ได้รับการเลี้ยงดูแบบลัทธิเมโทดิสต์ที่เคร่งครัดศาสนา[5] เธอได้เข้าร่วมโบสถ์นิกายเมโทดิสต์ ฟิงก์คิน สตรีท แต่มาร์กาเร็ตไม่เชื่อมากนัก เนื่องจากความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวเธอ เธอยงเคยบอกกับเพื่อนว่าเธอไม่สามารถเชื่อในเทวดาได้ เมื่อคำนวณว่าพวกเขาต้องการกระดูกหน้าอกยาวหกฟุตเพื่อรองรับปีก[6]

มาร์กาเรต รอเบิตส์ได้รับการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาฮันติงทาวเวอร์ ก่อนจะได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนเด็กหญิงเคสตีเวนและแกรนแธม[2][3] ตามรายงานจากโรงเรียนของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอมีความขยันและปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง รอเบิตส์ได้เข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร ได้แก่ เปียโน ฮ็อกกี้สนาม การแสดงบทกวี ว่ายน้ำและเดิน[3] เธอได้เป็นประธานนักเรียนในปี ค.ศ. 1942 - ค.ศ. 1943[7] นักเรียนคนอื่นคิดว่ารอเบิตส์เป็น "นักวิทยาศาสตร์ดาวเด่น" แม้ว่าคำแนะนำที่ผิดผลาดเกี่ยวกับการทำความสะอาดหมึกจากไม้ปาร์เก้-ของเธอเกือบจะทำให้เกิดพิษจากก๊าซคลอรีน ในขณะที่เธออยู่ชั้นม. 6 รอเบิตส์ได้ตัดสินใจยอมรับสำหรับทุนการศึกษาเพื่อศึกษาสาขาเคมีที่วิทยาลัยซอเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นวิทยาลัยสตรีโดยเริ่มในปี ค.ศ. 1944 หลังจากที่ผู้สมัครคนอื่นถอนตัว รอเบิร์ตก็ได้เข้า ออกซ์ฟอร์ด ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1943[3][6][8]

ออกซ์ฟอร์ด (ค.ศ. 1943 - ค.ศ. 1947)แก้ไข

 
วิทยาลัยซัมเมอวิลล์

รอเบิตส์ได้เข้าเรียนที่เมืองออกซ์ฟอร์ดในปี ค.ศ. 1943 และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1947[2] ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง ในสาขาเคมี 4 ปี ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกผลึกศาสตร์เอ็กซ์เรย์ภายใต้การดูแลของโดโรธี ฮอดจ์กิน[3][8] วิทยานิพนธ์ของเธออยู่เป็นการศึกษาโครงสร้างของยาปฏิชีวนะแกรมิซิดิน[9] นอกจากนี้เธอยังได้รับปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ในปี ค.ศ. 1950[10] รอเบิร์ตส์ไม่ได้เรียนเคมีเพียงเพราะเธอตั้งใจจะเป็นนักเคมีเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ[9] เธอยังคิดเกี่ยวกับกฎหมายและการเมืองอยู่แล้ว[11] มีรายงานว่าเธอภูมิใจที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มีปริญญาวิทยาศาสตร์มากกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก[12] ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอก็พยายามที่จะให้วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ยังคงเป็นวิทยาลัยสตรี[13] เธอทำงานนอกห้องเรียนสัปดาห์ละสองครั้งในโรงอาหารของกองกำลังท้องถิ่น[14] ในช่วงเวลาที่เธออยู่ที่ออกซ์ฟอร์ด

รอเบิตส์เป็นที่รู้จักจากทัศนคติที่โดดเดี่ยวและจริงจังของเธอ[6] โทนี่ เบรย์ แฟนคนแรกของเธอ เล่าว่าเธอเป็นคนที่ “ช่างคิดและเป็นนักสนทนาที่เก่งมาก นั่นอาจเป็นสิ่งที่ฉันสนใจ และเธอก็เก่งในเรื่องทั่วไป”[6][15] ความกระตือรือร้นในด้านการเมืองของรอเบิร์ตส์ในวัยเด็กทำให้เขาคิดว่าเธอ"ไม่ปกติ" และพ่อแม่ของเธอ"ค่อนข้างเข้มงวด" และ "เหมาะสมมาก"[6][15]

รอเบิตส์ได้รับตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษนิยมแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี ค.ศ.1946 โดยเป็นสตรีคนที่สามที่อยู่ในตำแหน่งนี้ เธอได้รับอิทธิพลจากงานการเมืองในมหาวิทยาลัย เช่น The Road to Serfdom (1944) ของฟรีดริช ฮาเย็ค[8] ซึ่งประณามการแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐบาลในฐานะผู้นำของรัฐเผด็จการ[16]

หลังจบจากออกซ์ฟอร์ด (ค.ศ. 1947 - ค.ศ. 1951)แก้ไข

หลังจบการศึกษาเธอได้ย้ายไปยังโคลเชสเตอร์ ในมณฑลเอสเซกส์ เพื่อเป็นนักวิจัยทางด้านเคมีเพื่อศึกษาเกี่ยวกับ บีเอ็กซ์ พลาสติก[3] ในปี ค.ศ. 1958 เธอได้สมัครงานที่ อิมพีเรียลเคมิคอลอินดัสตรี(ICI) แต่ถูกปฏิเสธหลังจากฝ่ายบุคคลประเมินว่าเธอ "เอาแต่ใจ ดื้อรั้น และมีความคิดในตนเองอย่างอันตราย"[17] ในหนังสืออาการ์กล่าวว่าความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ส่งผลต่อมุมมองของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา[18]

รอเบิตส์ได้เข้าร่วมสมาคมอนุรักษ์นิยมในท้องถิ่นและเข้าร่วมการประชุมพรรคที่ลันดุดโน เวลส์ในปี ค.ศ. 1958 โดยเป็นตัวแทนของสมาคมอนุรักษนิยมระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย[3] เพื่อนคนหนึ่งในออกซ์ฟอร์ดของเธอเป็นเพื่อนของประธานสมาคมอนุรักษ์นิยมดาร์ทฟอร์ดในเมืองเคนต์ซึ่งกำลังมองหาผู้สมัคร[3] เจ้าหน้าที่ของสมาคมประทับใจเธอมากจึงขอให้เธอสมัคร แม้ว่าเธอจะไม่อยู่ในรายชื่อที่พรรคอนุมัติ เธอได้รับเลือกในเดือนมกราคม ค.ศ. 1960 (อายุ 24 ปี)

ชีวิตทางการเมืองแก้ไข

ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1950 และ 1951 รอเบิร์ตส์ได้เป็นผู้สมัครพรรคอนุรักษ์นิยมสำหรับเขตดาร์ตฟอร์ด พรรคเลือกเธอเป็นผู้สมัครเพราะแม้ว่าจะไม่ใช่นักพูดในที่สาธารณะ แต่รอเบิตส์ก็พร้อมและไม่กลัวที่จะตอบคำถามต่างๆ บิล ดีดึส เล่าว่า "เมื่อเธอเปิดปาก พวกเราที่เหลือก็เริ่มดูค่อนข้างเป็นอันดับสอง"[12] เธอได้รับความสนใจจากสื่อในฐานะผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว[3] เธอแพ้ทั้ง 2 ครั้งให้กับนอร์แมน ด็อดส์ แต่ลดเสียงข้างมากของพรรคแรงงานลง 6,000 และอีก 1,000 แต้ม ในระหว่างการหาเสียง[3] เธอได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่และสามีในอนาคต เดนิส แทตเชอร์ ซึ่งเธอแต่งงานด้วยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1951[3][19] เดนิสให้ทุนสนับสนุนการศึกษาของมาร์กาเรตสำหรับทางด้านกฎหมาย[3] เธอได้รับการรับรองเป็นทนายความในปี ค.ศ. 1963 และเชี่ยวชาญด้านภาษีอากร[8] ในปีเดียวกันนั้นเอง เธอก็ได้คลอดแครอลและมาร์ก ลูกฝาแฝดของเธอก่อนกำหนดโดยการผ่าคลอด[3][20][21]

แทตเชอร์เข้าสู่การเมืองได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์เป็นครั้งแรก ค.ศ. 1959 ร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงา ค.ศ. 1967 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1970 - 1974 เป็นอัครมหาเสนาบดีเงาร่วม (joint shadow Chancellor) ค.ศ. 1974 - 1975 และใน ค.ศ. 1977 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแทนนายเอ็ดวาร์ด ฮีธ แทตเชอร์เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรหลังจากชนะการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1979[22]

ด้วยการนำโดยแทตเชอร์ พรรคอนุรักษนิยมได้กลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น ทำให้การเมืองและสังคมของประเทศอังกฤษแบ่งขั้วมากที่สุดนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลแทตเชอร์ได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

แทตเชอร์ได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 2 ในปี ค.ศ. 1983 โดยได้เสียงข้างมากทั้ง ๆ ที่อัตราการว่างงานของอังกฤษต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สงครามฟอล์กแลนด์และความระส่ำระสายของพรรคฝ่ายค้านทำให้ความนิยมแทตเชอร์เพิ่มมากขึ้นและได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 3 ในปี ค.ศ. 1987 และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1988 แทตเชอร์ได้ทำสถิติกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 แทตเชอร์ได้รับการขนานนามว่า “ลัทธิแทตเชอร์” (Thatcherism) และด้วยเหตุผลที่แทตเชอร์เป็นผู้ดึงดันยึดมั่นในนโยบายอย่างมั่นคงไม่ว่าจะถูกคัดค้านจากนักวิจารณ์ว่าอย่างไร รวมทั้งจากการกังขาไม่แน่ใจของผู้สนับสนุนรัฐบาลเองด้วย

 
ตราประจำตำแหน่งของบารอนเนสแทตเชอร์ ภาพนายพลเรือแทนสงครามฟอล์กแลนด์ ภาพเซอร์ไอแซก นิวตันแทนภูมิหลังแห่งการเป็นนักเคมีและแทนบ้านเกิดเมืองแกรนแทม ซึ่งท่านจนถึงวะระสุดท้ายของชีวิต

ภายหลังการดำรงตำแหน่งแก้ไข

แทตเชอร์ได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1990 สืบเนื่องจากการต่อสู้ภายในพรรคและการถกเถียงโต้แย้งกับฝ่ายค้านในประเด็นที่แทตเชอร์ไม่ยอมเสียเอกราชในการเข้าเป็นสมาชิกเศรษฐกิจประชาคมยุโรป รวมทั้งการเสื่อมความนิยมจากการไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (Poll Tax)

หลังจากได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นบารอน แทตเชอร์ได้ตระเวนปาฐกถาไปทั่วโลกในนามของมูลนิธิแทตเชอร์ และได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติชื่อ "มาร์กาเรต แทตเชอร์: ชีวิตในดาวนิงสตรีท" (Margaret Thatcher: the Downing Street Years) เมื่อปี ค.ศ. 1993

มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2013 ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือดตีบ รวมอายุได้ 87 ปี[23]

อ้างอิงแก้ไข

  • The Cambridge Biograhical Encyclopedia / Edited by David Cystal-2nd ed., Cambridge University Press, 2000
  1. Beckett 2006, p. 3.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Thatcher, Baroness, (Margaret Hilda Thatcher) (13 Oct. 1925–8 April 2013)". WHO'S WHO & WHO WAS WHO (ภาษาอังกฤษ). doi:10.1093/ww/9780199540891.001.0001/ww-9780199540884-e-37305;jsessionid=7515eccd0739458a6bc76e019bc1c615.
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 3.13 Beckett, Clare (2013). Thatcher. London. ISBN 978-1-907822-84-1. OCLC 951434535.
  4. "Margaret Thatcher's Irish roots lie in Co Kerry". belfasttelegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2021-09-04.
  5. Johnson, Maureen (28 May 1988). "Bible-Quoting Thatcher Stirs Furious Debate". Associated Press.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 "A side of Margaret Thatcher we've never seen". www.telegraph.co.uk.
  7. "School aims / About School / KGGS - Kesteven Grantham Girls School". web.archive.org. 2013-01-28.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 Blundell, John (2008). Margaret Thatcher : a portrait of the Iron Lady. New York: Algora Pub. ISBN 978-0-87586-632-1. OCLC 368326788.
  9. 9.0 9.1 Campbell, John (2001–2004). Margaret Thatcher. London: Pimlico. ISBN 0-7126-7418-7. OCLC 46984969.CS1 maint: date format (link)
  10. "THATCHER: College will honour its former student". Oxford Mail (ภาษาอังกฤษ).
  11. By (2019-03-18). "How Thatcher The Chemist Helped Make Thatcher The Politician". Popular Science (ภาษาอังกฤษ).
  12. 12.0 12.1 Runciman, David (2013-06-06). "Rat-a-tat-a-tat-a-tat-a-tat". London Review of Books (ภาษาอังกฤษ). 35 (11). ISSN 0260-9592. สืบค้นเมื่อ 2021-11-25.
  13. "Thatcher fought to preserve women-only Oxford college". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2016-12-30.
  14. Dougill, John (2007). Oxford's famous faces (New ed ed.). Oxford: Oxface Publications. ISBN 0-9512388-0-9. OCLC 189423529.CS1 maint: extra text (link)
  15. 15.0 15.1 "Tony Bray - obituary". www.telegraph.co.uk.
  16. Reitan, E. A. (2003). The Thatcher revolution : Margaret Thatcher, John Major, Tony Blair, and the transformation of modern Britain, 1979-2001. Lanham, Md.: Rowman & Littlefield. ISBN 0-7425-2202-4. OCLC 50006501.
  17. "In quotes: Margaret Thatcher". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2013-04-08. สืบค้นเมื่อ 2021-11-25.
  18. Agar, Jon (2011-09-20). "Thatcher, Scientist". Notes and Records of the Royal Society. 65 (3): 215–232. doi:10.1098/rsnr.2010.0096.
  19. "Sir Denis Thatcher, Bt". www.telegraph.co.uk.
  20. Aitken, Jonathan (2013). Margaret Thatcher : Power and Personality. London: Bloomsbury Publishing. ISBN 978-1-4088-3186-1. OCLC 858762996.
  21. Ogden, Chris (1990). Maggie : an intimate portrait of a woman in power. New York: Simon and Schuster. ISBN 0-671-66760-2. OCLC 21038256.
  22. 1979: Thatcher wins Tory landslide
  23. นางสิงห์เหล็ก 'มาร์กาเรต แทตเชอร์' ถึงแก่อสัญกรรม จากไทยรัฐ

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข