มาร์กาเรต แทตเชอร์

มาร์กาเรต ฮิลดา แทตเชอร์ (อังกฤษ: Margaret Thatcher) หรือยศขุนนางอังกฤษคือ บารอเนสแทตเชอร์ (ชื่อเดิม มาร์กาเรต ฮิลดา โรเบิตส์; 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925 – 8 เมษายน ค.ศ. 2012) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ ค.ศ. 1979 ถึง ค.ศ. 1990 และเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมตั้งแต่ ค.ศ. 1975 ถึงปี ค.ศ. 1990 โดยเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ดำรงทั้งสองตำแหน่งพร้อมกันในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 ของสหราชอาณาจักร และอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สมัยของลอร์ดลิเวอร์พูล และเป็นสตรีคนแรกของเพียงสามคนที่ได้ดำรงหนึ่งในสี่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ นักข่าวโซเวียตขนานนามเธอว่า " หญิงเหล็ก "จากการดำเนินงานและลักษณะความเป็นผู้นำที่แน่วแน่ของเธอ และเธอยังได้ดำเนินนโยบายที่กลายเป็นที่เรียกกันว่า ลัทธิแทตเชอร์

เดอะไรต์ออนะระเบิล
บารอเนสแทตเชอร์
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
ดำรงตำแหน่ง
4 พฤษภาคม ค.ศ. 1979 – 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990
(11 ปี 24 วัน)
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
ก่อนหน้า เจมส์ คัลลาฮาน
ถัดไป จอห์น เมเจอร์
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญชน
ดำรงตำแหน่ง
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1975 – 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1979
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2
นายกรัฐมนตรี ฮาโรลด์ วิลสัน
เจมส์ คัลลาฮาน
ก่อนหน้า เอ็ดวาร์ด ฮีธ
ถัดไป ไมเคิล ฟุต
หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม
ดำรงตำแหน่ง
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1975 – 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990
ก่อนหน้า เอ็ดวาร์ด ฮีธ
ถัดไป จอห์น เมเจอร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ดำรงตำแหน่ง
20 มิถุนายน ค.ศ. 1970 – 4 มีนาคม ค.ศ. 1974
นายกรัฐมนตรี เอ็ดวาร์ด ฮีธ
ก่อนหน้า เอ็ดเวิร์ด ชอร์ท
ถัดไป เรจินัลด์ เพรนไทซ์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925(1925-10-13)
แกรนเทม ลิงคอล์นเชอร์ ประเทศอังกฤษ
เสียชีวิต 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 (86 ปี)
นครเวสต์มินสเตอร์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
พรรคการเมือง พรรคอนุรักษนิยม
คู่สมรส เดนิส แทตเชอร์
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
ศาสนา คริสตจักรแห่งอังกฤษ

หลังจากการเกษียณตัวเองจากการเมืองในปี ค.ศ. 1992 มาร์กาเรต แทตเชอร์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางตลอดชีพเป็น 'บารอนเนสแทตเชอร์แห่งเมืองเคสตีเวน ในมณฑลลิงคอล์นไชร์' ซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสนั่งในสภาขุนนางของสหราชอาณาจักร บารอนเนสแทตเชอร์ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2012 ด้วยอาการอุดตันของเส้นเลือดสมอง

ชีวิตวัยเด็กและการศึกษาแก้ไข

ครอบครัวและชีวิตวัยเด็กแก้ไข

มาร์กาเรต ฮิลดา รอเบิตส์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925 ณ เมืองแกรนแธม มณฑลลิงคอล์นเชอร์[1] บิดาของเธอชื่อว่า อัลเฟรด รอเบิตส์ จากมณฑลนอร์ทแธมตันเชอร์ แม่ของเธอชื่อว่า เบียทริซ อีเธล สตีเฟนสัน จากลิงคอร์นเชอร์[1][2] ตาทวดของเธอเกิดใน เคาตี เคอร์รี ประเทศไอร์แลนด์[3] เธอมีพี่สาว 1 คน คือ มูเรียล รอเบิตส์

รอเบิตส์ใช้ชีวิตวัยเด็กของเธฮในเมืองแกรนแธมที่ซึ่งพ่อของเธอได้เปิดร้านขายของชำ ในปี ค.ศ. 1938 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวรอเบิตส์ได้ให้ที่หลบภัยกับสาวชาวยิวที่ได้หนีนาซีเยอรมนี

หลังจากนั้นพ่อของเธอได้เป็นฆราวาสนักเทศน์ในนิกายเมโทดิส[2] เขามาจากครอบครัวพรรคเสรีนิยม แต่ไม่ได้สังกัดพรรคใด ด้วยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองท้องถิ่นในสมัยนั้น และได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลังจากที่พรรคเสรีนิยมชนะเสียงข้างมากเป็นครั้งแรกในสภาเมืองแกรนแธมในปี ค.ศ. 1950 เขาเสียตำแหน่งผู้ว่าราชการไปในปี ค.ศ. 1952 มาร์กาเรต รอเบิตส์ได้รับการเลี้ยงดูแบบลัทธิเมโทดิสต์ที่เคร่งครัดศาสนา[4] เธอได้เข้าร่วมโบสถ์นิกายเมโทดิสต์ ฟิงก์คิน สตรีท แต่มาร์กาเร็ตไม่เชื่อมากนัก เนื่องจากความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวเธอ เธอยงเคยบอกกับเพื่อนว่าเธอไม่สามารถเชื่อในเทวดาได้ เมื่อคำนวณว่าพวกเขาต้องการกระดูกหน้าอกยาวหกฟุตเพื่อรองรับปีก[5]

มาร์กาเรต รอเบิตส์ได้รับการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาฮันติงทาวเวอร์ ก่อนจะได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนเด็กหญิงเคสตีเวนและแกรนแธม[1][2] ตามรายงานจากโรงเรียนของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอมีความขยันและปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง รอเบิตส์ได้เข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร ได้แก่ เปียโน ฮ็อกกี้สนาม การแสดงบทกวี ว่ายน้ำและเดิน[2] เธอได้เป็นประธานนักเรียนในปี ค.ศ. 1942 - ค.ศ. 1943[6] นักเรียนคนอื่นคิดว่ารอเบิตส์เป็น "นักวิทยาศาสตร์ดาวเด่น" แม้ว่าคำแนะนำที่ผิดผลาดเกี่ยวกับการทำความสะอาดหมึกจากไม้ปาร์เก้-ของเธอเกือบจะทำให้เกิดพิษจากก๊าซคลอรีน ในขณะที่เธออยู่ชั้นม. 6ข รอเบิตส์ได้ตัดสินใจยอมรับสำหรับทุนการศึกษาเพื่อศึกษาวิชาเคมีที่ทยาลัยซอเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นวิทยาลัยสตรีโดยเริ่มในปี ค.ศ. 1944 หลังจากที่ผู้สมัครคนอื่นถอนตัว รอเบิร์ตก็ได้เข้า ออกซ์ฟอร์ด ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1943[2][5][7]

รอเบิร์ตส์ได้เข้าเรียนที่เมืองอ็อกซ์ฟอร์ดในปี ค.ศ. 1943 และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1947[1] ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง ในสาขาเคมี 4 ปี ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกผลึกศาสตร์เอ็กซ์เรย์ภายใต้การดูแลของโดโรธี ฮอดจ์กิน รอเบิตส์ได้รับตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษนิยมแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี ค.ศ. 1946 โดยเป็นสตรีคนที่สามที่อยู่ในตำแหน่งนี้ แทตเชอร์จบการศึกษาเกียรตินิยมและเข้าทำงานเป็นนักเคมีวิจัยให้แก่ British Xylonite และ บริษัท J. Lyons and Co. โดยได้ช่วยเหลือในการพัฒนาวิธีการในการเก็บรักษาไอศกรีม แทตเชอร์เป็นสมาชิกในทีมที่พัฒนาไอศกรีมแบบอ่อนนุ่มเป็นรายแรก แทตเชอร์ยังเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย

ชีวิตทางการเมืองแก้ไข

แทตเชอร์เข้าสู่การเมืองได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์เป็นครั้งแรก ค.ศ. 1959 ร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงา ค.ศ. 1967 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1970 - 1974 เป็นอัครมหาเสนาบดีเงาร่วม (joint shadow Chancellor) ค.ศ. 1974 - 1975 และใน ค.ศ. 1977 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแทนนายเอ็ดวาร์ด ฮีธ แทตเชอร์เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรหลังจากชนะการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1979[8]

ด้วยการนำโดยแทตเชอร์ พรรคอนุรักษนิยมได้กลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น ทำให้การเมืองและสังคมของประเทศอังกฤษแบ่งขั้วมากที่สุดนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลแทตเชอร์ได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

แทตเชอร์ได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 2 ในปี ค.ศ. 1983 โดยได้เสียงข้างมากทั้ง ๆ ที่อัตราการว่างงานของอังกฤษต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สงครามฟอล์กแลนด์และความระส่ำระสายของพรรคฝ่ายค้านทำให้ความนิยมแทตเชอร์เพิ่มมากขึ้นและได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 3 ในปี ค.ศ. 1987 และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1988 แทตเชอร์ได้ทำสถิติกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 แทตเชอร์ได้รับการขนานนามว่า “ลัทธิแทตเชอร์” (Thatcherism) และด้วยเหตุผลที่แทตเชอร์เป็นผู้ดึงดันยึดมั่นในนโยบายอย่างมั่นคงไม่ว่าจะถูกคัดค้านจากนักวิจารณ์ว่าอย่างไร รวมทั้งจากการกังขาไม่แน่ใจของผู้สนับสนุนรัฐบาลเองด้วย

 
ตราประจำตำแหน่งของบารอนเนสแทตเชอร์ ภาพนายพลเรือแทนสงครามฟอล์กแลนด์ ภาพเซอร์ไอแซก นิวตันแทนภูมิหลังแห่งการเป็นนักเคมีและแทนบ้านเกิดเมืองแกรนแทม ซึ่งท่านจนถึงวะระสุดท้ายของชีวิต

ภายหลังการดำรงตำแหน่งแก้ไข

แทตเชอร์ได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1990 สืบเนื่องจากการต่อสู้ภายในพรรคและการถกเถียงโต้แย้งกับฝ่ายค้านในประเด็นที่แทตเชอร์ไม่ยอมเสียเอกราชในการเข้าเป็นสมาชิกเศรษฐกิจประชาคมยุโรป รวมทั้งการเสื่อมความนิยมจากการไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (Poll Tax)

หลังจากได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นบารอน แทตเชอร์ได้ตระเวนปาฐกถาไปทั่วโลกในนามของมูลนิธิแทตเชอร์ และได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติชื่อ "มาร์กาเรต แทตเชอร์: ชีวิตในดาวนิงสตรีต" (Margaret Thatcher: the Downing Street Years) เมื่อปี ค.ศ. 1993

มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2013 ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือดตีบ รวมอายุได้ 87 ปี[9]

อ้างอิงแก้ไข

  • The Cambridge Biograhical Encyclopedia / Edited by David Cystal-2nd ed., Cambridge University Press, 2000
  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 "Thatcher, Baroness, (Margaret Hilda Thatcher) (13 Oct. 1925–8 April 2013)". WHO'S WHO & WHO WAS WHO (ภาษาอังกฤษ). doi:10.1093/ww/9780199540891.001.0001/ww-9780199540884-e-37305;jsessionid=7515eccd0739458a6bc76e019bc1c615.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 Beckett, Clare (2013). Thatcher. London. ISBN 978-1-907822-84-1. OCLC 951434535.
  3. "Margaret Thatcher's Irish roots lie in Co Kerry". belfasttelegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2021-09-04.
  4. Johnson, Maureen (28 May 1988). "Bible-Quoting Thatcher Stirs Furious Debate". Associated Press.
  5. 5.0 5.1 "A side of Margaret Thatcher we've never seen". www.telegraph.co.uk.
  6. "School aims / About School / KGGS - Kesteven Grantham Girls School". web.archive.org. 2013-01-28.
  7. Blundell, John (2008). Margaret Thatcher : a portrait of the Iron Lady. New York: Algora Pub. ISBN 978-0-87586-632-1. OCLC 368326788.
  8. 1979: Thatcher wins Tory landslide
  9. นางสิงห์เหล็ก 'มาร์กาเรต แทตเชอร์' ถึงแก่อสัญกรรม จากไทยรัฐ

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข