เปิดเมนูหลัก

มัสยิดอันนะบะวี

(เปลี่ยนทางจาก มัสยิด อัน-นาบาวี)

มัสยิดอันนะบะวี (อาหรับ: ٱلْـمَـسْـجِـدُ ٱلـنَّـبَـوِيّ‎, "มัสยิดของท่านศาสดา") เป็นมัสยิดที่สร้างโดยท่านศาสดามุฮัมมัด โดยสร้างที่บริเวณเมืองมะดีนะฮ์ แคว้นฮิญาซ ประเทศซาอุดีอาระเบีย นี่เป็นมัสยิดที่สามที่ถูกสร้างในประวัติศาสตร์อิสลาม[a] และเป็นหนึ่งในมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รองจากมัสยิดใหญ่แห่งมักกะฮ์ในศาสนาอิสลาม[8] โดยเปิดตลอดเวลา ไม่เว้นวันหยุด

มัสยิดอันนะบะวี
ٱلْـمَـسْـجِـدُ ٱلـنَّـبَـويّ
Madeena masjid nabavi 12122008230.jpg
มัสยิดอันนะบะวี is located in ซาอุดีอาระเบีย
มัสยิดอันนะบะวี
สถานที่ตั้งของมัสยิดอันนะบะวี
ข้อมูลพื้นฐาน
ที่ตั้งมะดีนะฮ์, ฮิญาซ, ประเทศซาอุดีอาระเบีย[1]
พิกัดภูมิศาสตร์24°28′06″N 39°36′39″E / 24.468333°N 39.610833°E / 24.468333; 39.610833พิกัดภูมิศาสตร์: 24°28′06″N 39°36′39″E / 24.468333°N 39.610833°E / 24.468333; 39.610833
ศาสนาอิสลาม
ผู้บริหารรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย
อีหม่าม:
การสร้าง
สถาปัตยกรรมมัสยิด
รูปแบบสถาปัตยกรรมอาคารในแบบอิสลาม; ออตโตมัน และมัมลูก
ปีที่เริ่มค.ศ. 622
ข้อมูลจำเพาะ
ความจุ600,000 (มากถึง 1,000,000 คนในช่วงพิธีฮัจญ์)
จำนวนหอสูงสุเหร่า10
ความสูงของหอสูงสุเหร่า105 เมตร (340 ฟุต)

ประวัติแก้ไข

ช่วงแรกแก้ไข

 
มุมมองของมัสยิดอันนะบะวี ประตูที่ 21, 22

มัสยิดนี้ถูกสร้างโดยศาสดามุฮัมมัดในปี ค.ศ. 622 หลังจากท่านมาเมืองมะดีนะฮ์[9] โดยการขี่อูฐที่ชื่อก็อสวะฮ์ ที่ดินนี้ครอบครองโดยซะฮัล และซุฮัยล์ เป็นบริเวณที่มีต้นอินทผลัมที่กำลังจะตาย และเคยเป็นที่ฝังศพมาก่อน[10] ท่านปฏิเสธ "การให้ที่ดินเป็นของขวัญ" และซื้อที่ดินนี้พร้อมกับสร้างมัสยิดนี้โดยใช้เวลา 7 เดือน[10] โดยมีหลังคาเป็นใบอินทผลัมและนำลำต้นทำเป็นเสาที่มีความสูง 3.60 เมตร (11.8 ฟุต) และมีสามประตูที่มีชื่อว่า บาบุลเราะฮ์มะฮ์อยู่บริเวณตอนใต้ บาบุลญิบรีลอยู่บริเวณตะวันตก และบาบุนนิซาอยู่บริเวณตะวันออก[11][10]

หลังจากสงครามค็อยบัร ได้มีการขยายมัสยิด[12] โดยขยายไปด้านละ47.32 เมตร (155.2 ฟุต) และเพิ่มอีกสามแถวที่กำแพงฝั่งตะวันตก[13] และไม่ได้ขยายในช่วงที่อะบูบักร์เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรก[13] จนกระทั่งสมัยเคาะลีฟะฮ์อุมัรได้ทำลายบ้านทุกหลังที่อยู่ข้างมัสยิด ยกเว้นบ้านภรรยาของมุฮัมมัด เพื่อขยายมัสยิด[14] โดยเริ่มใช้อิฐในการสร้างกำแพงและโปรยก้อนกรวดบนพื้น มีการยกหลังคาให้สูงถึง 5.6 เมตร (18 ฟุต)

สมัยเคาะลีฟะฮ์อุสมาน ได้รื้อมัสยิดในปี ค.ศ. 649 แล้วสร้างใหม่ให้เป็นมัสยิดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่หันหน้าไปทางมักกะฮ์โดยใช้เวลา 10 เดือน ส่วนจำนวนกำแพงยังคงเหมือนเดิม[15] กำแพงถูกปูด้วยหิน และเปลี่ยนเสาอินตผลัมให้เป็นเสาหินที่เชื่อมกับที่หนีบเหล็ก และเพดานที่ทำมาจากไม้สัก[16]

ช่วงกลางแก้ไข

 
มัสยิดอันนะบะวีในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน ศควรรษที่ 19

ในปี ค.ศ. 707 วะลีด อิบน์ อับดุลมะลิกกษัตริย์จากราชวงศ์อุมัยยะฮ์ได้บูรณะมัสยิดใหม่ โดยใช้เวลา 3 ปี เพราะต้องนำวัตถุดิบมาจากจักรวรรดิไบแซนไทน์[17] โดยมีการขยายขนาดมัสยิดจาก 5,094 ตารางเมตร ให้เป็น 8,672 ตารางเมตร มีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างมัสยิดและบ้านภรรยาของมุฮัมมัด และเป็นครั้งแรกที่มัสยิดถูกสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่มีความยาว 101.76 เมตร (333.9 ฟุต) และเสามินาเร็ต 4 หอที่สร้างล้อมรอบมัสยิดนี้[18]

สมัยกษัตริย์อัลมะฮ์ดีของราชวงศ์อับบาซิยะฮ์ได้ขยายมัสยิดไปทางเหนืออีก 50 เมตร (160 ฟุต) [19] รายงานจากอิบน์ กุต็อยบะฮ์ว่า อัลมะมูนกษัตริย์คนที่สามได้ทำ "งานที่ไม่ได้ระบุ" ไว้ที่มัสยิด ส่วนอัลมุตะวักกิลได้สร้างทางไปที่ประตูสุสานมุฮัมมัดด้วยหินอ่อน[20] และอัลอัชราฟ กอนซุฮ อัลเฆารีได้สร้างโดมหินบนสุสานของท่านเมื่อปี ค.ศ. 1476[21]

 
โดมเขียว ใน"การทำฮัจญ์" ของริชาร์ด ฟรานซิส เบอร์ตัน ค.ศ. 1850

เราเฎาะฮ์ได้สร้างโดมบริเวณทางตะวันออกเฉียงใต้ของมัสยิด[22] ในปี ค.ศ. 1817 ในช่วงสุลต่านมาห์มูดที่ 2 แล้วโดมถูกทาเป็นสีเขียวในปี ค.ศ. 1837 และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "โดมเขียว"[23]

และสมัยสุลต่านอับดุล เมจิดที่ 1 ได้ใช้เวลา 13 ปีในการสร้างมัสยิดใหม่ โดยเริ่มในปี ค.ศ. 1849[24] มีการใช้อิฐแดงในการสร้างครั้งนี้ บริเวณมัสยิดถูกขยายไป 1,293 ตารางเมตร มีการเขียนอายะฮ์อัลกุรอานบนกำแพงทางตอนเหนือของมัสยิด และได้สร้าง มัดดารอซะฮ์ เพื่อ "สอนอัลกุรอาน"[25]

สมัยซาอุดีแก้ไข

เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีซะอูด บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูดได้ครอบครองมะดีนะฮ์ในปี ค.ศ. 1905 พร้อมกับผู้ติดตามที่นับถือนิกายวะฮาบีย์ ได้ทำลายเกือบทุกโดมที่อยู่เหนือสุสานในมะดีนะฮ์เพื่อไม่ให้ใครเลื่อมใสในสิ่งนี้[26]และโดมเขียวก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด[27] พวกเขากล่าวว่าสุสานและสถานที่ต่าง ๆ มีพลังบางอย่างที่เป็นสิ่งต้องห้ามในหลัก เตาฮีด[28] สุสานของศาสดามุฮัมมัดถูกทำลายและนำทองและเครื่องประดับออกไป แต่ยังคงเหลือโดมไว้ เนื่องจากการทำลายที่ล้มเหลว หรือเมื่อก่อนมุฮัมมัด อิบน์ อับดุลวะฮับเขียนว่าเขาไม่อยากเห็นโดมถูกทำลาย[26]

หลังจากก่อตั้งประเทศซาอุดีอาระเบียในปี ค.ศ. 1932 ได้มีการขยายมัสยิดในสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลอะซีซ อิบน์ ซะอูดในปี ค.ศ. 1951 ทรงมีรับสั่งให้รื้อมัสยิดที่อยู่รอบ ๆ เพื่อขยายไปทางตะวันออกและตะวันตก โดยมีการใช้เสาคอนกรีตที่มีประตูโค้ง ส่วนอันเก่าก็ถูกครอบด้วยคอนกรีตและเชื่อมด้วยแหวนทองแดงที่ด้านบน หอสุลัยมานียยะฮ์ และมาญิดียะฮ์ถูกเปลี่ยนให้เป็นหอแบบมัมลูก แล้วเพิ่มหอมินาเร็ตบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือของมัสยิด และสร้างห้องสมุดขึ้นตรงบริเวณกำแพงฝั่งตะวันตก[25][29]

จากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีฟัยศ็อล บิน อับดัลอะซีซ อาล ซะอูดได้ขยายมัสยิดไปอีก 40,440 ตารางเมตรในปี ค.ศ. 1974[30] และขยายไปอีกในสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดีฟะฮด์ บิน อับดัลอะซีซ อาล ซะอูดในปี ค.ศ. 1985 โดยมีการใช้รถปราบดินในการทำลายสิ่งก่อสร้างรอบ ๆ มัสยิด[31] แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1992 โดยที่มัสยิดมีขนาด 1.7 พันล้านตารางเมตร มีบันไดเลื่อนและพื้นที่ราบอีก 27 แปลง[32]

และในปี ค.ศ. 2012 ได้มีการวางแผนขยายมัสยิดด้วยวงเงินประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 ทาง รอยเตอร์ ได้รายงานว่าการขยายครั้งนี้จะจุผู้คนได้ประมาณ 1.6 ล้านคน[33]

สิ่งก่อสร้างที่สำคัญแก้ไข

โดมเขียวแก้ไข

ดูบทความหลักที่: โดมเขียว

โดมเหล่านี้สร้างโดย เราเฎาะฮ์ โดยมีโดมสำหรับมุฮัมมัด, อะบูบักร์ และอุมัร ส่วนโดมที่สี่มีไว้สำหรับนบีอีซา (عِـيـسَى, พระเยซู) โดยมีความเชื่อว่าท่านจะถูกฝังที่นี่ โดมเขียวนี้สร้างในปี ค.ศ. 1817 ในสมัยสุลต่านมาห์มูดที่ 2 และถูกทาสีเขียวในปี ค.ศ. 1837[23]

มิฮรอบแก้ไข

มัสยิดนี้มีสองมิฮรอบ อันหนึ่งสร้างโดยมุฮัมมัด และอีกอันหนึ่งสร้างโดยเคาะลีฟะฮ์อุสมาน[34] ข้าง ๆ มิฮรอบ จะมีโถงสำหรับละหมาด ตัวอย่างเช่น มิฮรอบ ฟาติมะฮ์ (مِـحْـرَاب فَـاطِـمَـة) หรือ มิฮรอบ อัตตาฮัดญุด (مِـحْـرَاب الـتَّـهَـجُّـد) ซึ่งสร้างโดยมุฮัมมัดสำหรับละหมาด ตะฮัดญุด (تَـهَـجُّـد)[35]

มิมบัรแก้ไข

มิมบัร (مِـنـۢبَـر) ที่มุฮัมมัดใช้เป็น "ไม้จากต้นอินทผลัม" หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นแบบทามาริสก์ และในปี ค.ศ. 629 ได้เพิ่มขั้นบันไดอีกสามขั้น อะบูบักร์ และอุมัร เคาะลีฟะฮ์สองพระองค์แรกไม่ใช่ขั้นที่สาม "เพื่อเป็นการให้เกียรติศาสดา" แต่เคาะลีฟะฮ์อุสมานได้ตั้งผ้าบนนั้น ส่วนชั้นอื่นถูกคลุมด้วยไม้ตะโก ในปี ค.ศ. 1395 บัยบัรที่ 1 ได้เปลี่ยน มิมบัร ใหม่ และเปลี่ยนอีกรอบในปี ค.ศ. 1417 โดยเชค อัลมะฮ์มูดี หลังจากนั้นจึงถูกเปลี่ยนเป็นแบบหินอ่อนโดยก็อยต์บัยในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 และใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน[35]

หอมินาเร็ตแก้ไข

สี่มินาเร็ตแรกมีความสูง 26 ฟุต (7.9 เมตร) สร้างโดยอุมัร และในปี ค.ศ. 1307 มีการเพิ่มมินาเร็ตที่ชื่อว่า บาบุลสะลาม โดยมุฮัมมัด อิบน์ คาลาวุน แล้วบูรณะใหม่โดยเมห์เหม็ดที่ 4 หลังจากการบูรณะในปี ค.ศ. 1994 มีมินาเร็ตสิบหอที่สูง 104 เมตร (340 ฟุต) โดยที่ส่วนด้านบน ด้านล่าง และตรงกลางเป็นลวดลายทรงกระบอก, รูปแปดเหลี่ยม และรูปสี่เหลี่ยมอย่างสมดุล[35]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Google maps. "Location of Masjid an Nabawi". Google maps. สืบค้นเมื่อ 24 September 2013.
  2. Esposito, John (1998). Islam: The Straight Path (3rd ed.). Oxford University Press. pp. 9, 12. ISBN 978-0-19-511234-4.
  3. Esposito (2002b), pp. 4–5.
  4. Peters, F.E. (2003). Islam: A Guide for Jews and Christians. Princeton University Press. p. 9. ISBN 0-691-11553-2.
  5. อัลกุรอาน 2:127 (แปลโดย ยูซุฟ อาลี)
  6. อัลกุรอาน 3:96 (แปลโดย ยูซุฟ อาลี)
  7. อัลกุรอาน 17:1–7
  8. Trofimov, Yaroslav (2008), The Siege of Mecca: The 1979 Uprising at Islam's Holiest Shrine, New York, p. 79, ISBN 0-307-47290-6
  9. "The Prophet's Mosque [Al-Masjid An-Nabawi]". Islam Web. สืบค้นเมื่อ 17 June 2015.
  10. 10.0 10.1 10.2 Ariffin, p. 49.
  11. "Gates of Masjid al-Nabawi". Madain Project. สืบค้นเมื่อ 18 March 2018.
  12. Ariffin, p. 50.
  13. 13.0 13.1 Ariffin, p. 51.
  14. Atiqur Rahman. Umar Bin Khattab: The Man of Distinction. Adam Publishers. p. 53. ISBN 978-81-7435-329-0.
  15. Ariffin, p. 55.
  16. Ariffin, p. 56.
  17. NE McMillan. Fathers and Sons: The Rise and Fall of Political Dynasty in the Middle East. Palgrave Macmillan. p. 33. ISBN 978-1-137-29789-1.
  18. Ariffin, p. 62.
  19. Munt, p. 116.
  20. Munt, p. 118.
  21. Wahbi Hariri-Rifai, Mokhless Hariri-Rifai. The Heritage of the Kingdom of Saudi Arabia. GDG Exhibits Trust. p. 161. ISBN 978-0-9624483-0-0.
  22. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Peterson
  23. 23.0 23.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Syed
  24. Ariffin, p. 64.
  25. 25.0 25.1 Ariffin, p. 65.
  26. 26.0 26.1 Mark Weston (2008). Prophets and princes: Saudi Arabia from Muhammad to the present. John Wiley and Sons. pp. 102–103. ISBN 978-0-470-18257-4.
  27. Doris Behrens-Abouseif; Stephen Vernoit (2006). Islamic art in the 19th century: tradition, innovation, and eclecticism. BRILL. p. 22. ISBN 978-90-04-14442-2.
  28. Peskes, Esther (2000). "Wahhābiyya". Encyclopaedia of Islam. 11 (2nd ed.). Brill Academic Publishers. pp. 40, 42. ISBN 90-04-12756-9.
  29. "New expansion of Prophet's Mosque ordered by king". Arab News. สืบค้นเมื่อ 19 June 2015.
  30. "Prophet's Mosque to accommodate two million worshippers after expansion". Arab News. สืบค้นเมื่อ 19 June 2015.
  31. "Expansion of the Prophet's Mosque in Madinah (3 of 8)". King Fahd Abdulaziz. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 19 June 2015.
  32. "Expansion of the two Holy Mosques". Saudi Embassy. Archived from the original on 24 September 2015. สืบค้นเมื่อ 19 June 2015.
  33. "Saudi Arabia plans $6bln makeover for second holiest site in Islam". RT. สืบค้นเมื่อ 19 June 2015.
  34. Ariffin, p. 57.
  35. 35.0 35.1 35.2 "The Prophet's Mosque". Last Prophet. สืบค้นเมื่อ 19 June 2015.

หมายเหตุแก้ไข

  1. ชาวมุสลิมเชื่อว่าศาสนาอิสลามไม่ได้เริ่มที่ศาสดามุฮัมมัด แต่เริ่มมาตั้งแต่ศาสดารุ่นที่แล้ว เช่นอีซา, ดาวูด, มูซา, อิบรอฮีม, นูฮ และอาดัม[2][3][4] เป็นหนึ่งใน มัสยิดัยน์ (อาหรับ: مَـسْـجِـدَيْـن‎ หมายถึง "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง") แห่งอัลฮะรอม[5][6] ส่วนอัลอักศอ[7] ถูกสร้างหลังจากนั้น

สารานุกรมแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข