เปิดเมนูหลัก

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (อังกฤษ: Value Added Tax หรือ VAT) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า แวต เป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ซื้อวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์มา 100 บาท และมีภาษีซื้อ 10 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายในราคา 150 บาท ตอนขายไปจะต้องคิดภาษีขาย 15 บาท ดังนี้ ก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะผลต่างจำนวน 15-10 = 5 บาท เท่านั้น ถ้าการซื้อ และขายเกิดขึ้นภายในรอบการจ่ายภาษีเดียวกัน.

ในประเทศไทยได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% แต่ทั้งนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีจะออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% เป็นประจำทุกปี โดยที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 ใน 9 ที่เก็บได้ จะถูกโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่เหลืออีก 8 ส่วนจะถูกโอนให้แก่รัฐบาลกลาง

ประเทศไทยแก้ไข

ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นครั้งแรก จากการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศมั่นคงขึ้นมาก ในขณะที่มีการกล่าวถึงความไม่เหมาะสมของโครงสร้างภาษีการค้าต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันได้แก่ความซ้ำซ้อนของระบบภาษีการค้าที่เป็นอยู่ และความหลากหลายของโครงสร้างอัตราภาษีนอกจากความบกพร่องของระบบภาษีการค้า ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตแล้ว ความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีของทางการ ยังสืบเนื่องมาจากเหตุผลทางด้านภาษีอากรอีกด้วย กล่าวคือ ความสามารถในการหารายได้ของรัฐผ่านเครื่องมือทางภาษีการค้าและภาษีศุลกากรได้ลดน้อยลงเป็นลำดับ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระทรวงการคลัง จึงได้เสนอพิจารณายกเลิกภาษีการค้า และนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะมีอัตราเดียวที่ใช้กับสินค้าและบริการทุกชนิด สำหรับสินค้าใดที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะเก็บสูงกว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมจากภาษีมูลค่าเพิ่ม

การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้นี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อระบบภาษีอากรของประเทศไทยเป็นการปฏิรูปภาษีการค้าครั้งใหญ่ ทำให้ระบบภาษีอากรของประเทศมีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเอื้ออำนวยต่อการลงทุนการส่งออก และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีความซ้ำซ้อนของภาระภาษีดังเช่นภาษีการค้า นอกจากนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้เกิดความเป็นธรรมและความสะดวกต่อการปฏิบัติตามของผู้เสียภาษีอีกด้วย

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศต่างๆแก้ไข

ประเทศนอกสหภาพยุโรปแก้ไข

ประเทศ อัตรา
ตามรัฐบัญญัติ บังคับเก็บจริง
  อาร์เจนตินา 21% 10.5% หรือ 0%
  ออสเตรเลีย 10%
  บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 17%
  บัลแกเรีย[1] 20% 9%
  แคนาดา 7% - 15% ร้านอาหาร เริ่ม 15%-25% 7%-25%
  ชิลี 19%
  จีน 17% 6% หรือ 3%
  โครเอเชีย 22% 0%
  สาธารณรัฐโดมินิกัน 6% 12% หรือ 0%
  เอกวาดอร์ 11%
  ไอซ์แลนด์ 24.5% 14%
  อินเดีย 12.5% 4%, 1%, หรือ 0%
  อิสราเอล 16.5%
  ญี่ปุ่น 8%
  มาเลเซีย 5%
  เม็กซิโก 15% 0%
  นิวซีแลนด์ 12.5%
  นอร์เวย์ 25% 14% หรือ 8%[1]
  ฟิลิปปินส์ 10%
  โรมาเนีย[1] 24% 9%
  รัสเซีย 18% 10% หรือ 0%
  เซอร์เบีย 18% 8% หรือ 0%
  สิงคโปร์ 5%
  แอฟริกาใต้ 14% 7% หรือ 4%
  เกาหลีใต้ 10%
  ศรีลังกา 15%
  สวิตเซอร์แลนด์[1] 7.7% หรือ 3.7% หรือ 2.5% 7.7% หรือ 3.7% หรือ 2.5%
  ไทย 10% 7%
  ตุรกี 18% 8% หรือ 1%
  ยูเครน 20% 0%
  เวเนซุเอลา 16% 8%

ประเทศในสหภาพยุโรปแก้ไข

ประเทศ อัตรา
ตามรัฐบัญญัติ บังคับเก็บจริง
  ออสเตรีย 20% 12% หรือ 10%
  เบลเยียม 21% 12% หรือ 6%
  ไซปรัส 15% 5%
  เช็กเกีย[1] 20% 10%
  เดนมาร์ก 25%
  เอสโตเนีย[1] 20% 9%
  ฟินแลนด์[1] 23% 13% หรือ 9%
  ฝรั่งเศส 19.6% 5.5% หรือ 2.1%
  เยอรมนี 19% 7%
  กรีซ[1] 23% 13% หรือ 6.5%
  ฮังการี[1] 20% 18% หรือ 5%
  ไอร์แลนด์ 21% 13.5% หรือ 4.8%
  อิตาลี 20% 10%, 6%, หรือ 4%
  ลัตเวีย[1] 22% 12% หรือ 0%
  ลิทัวเนีย[1] 21% 9% หรือ 5%
  ลักเซมเบิร์ก 15% 12%, 9%, 6%, หรือ 3%
  มอลตา 18% 5%
  เนเธอร์แลนด์ 19% 6%
  โปรตุเกส[1] 23% 13% หรือ 6%
  โปแลนด์[1] 23% 8% หรือ 5%
  สโลวาเกีย[1] 20% 10%
  สโลวีเนีย 20% 8.5%
  สเปน[1] 18% 8% หรือ 4%
  สวีเดน 25% 12% หรือ 6%
  สหราชอาณาจักร[1] 20% 5%

อ้างอิงแก้ไข