ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงแห่งเบลเยียม"

ไม่มีความย่อการแก้ไข
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขขั้นสูงด้วยมือถือ
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขขั้นสูงด้วยมือถือ
พระนาม "โบดวง" นั้นเป็นการถอดคำสะกดจากพระนามในภาษาฝรั่งเศส "Baudouin" ซึ่งใช้กันเป็นหลักในการออกพระนามนอกประเทศเบลเยียม ซึ่งพระนามในภาษาดัตช์ คือ "โบเดอไวน์" ("Boudewijn") ซึ่งบางคราวจะพบเห็นการถอดพระนามเป็นภาษาอังกฤษว่า "Baldwin"
 
== ขึ้นครองราชย์ ==
สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงพระราชสมภพที่[[บรัสเซลส์]] [[ประเทศเบลเยียม]] ใน ค.ศ. 1930 เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ของ[[สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่เลออปอลที่ 3 แห่งเบลเยียม|เจ้าชายเลโอโปลด์เลออปอล ดยุกแห่งบราบันต์]]กับ[[อัสตริดแห่งสวีเดน|เจ้าหญิงอัสตริดแห่งสวีเดน]] และพระราชบิดาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ใน ค.ศ. 1934 ต่อมามาพระราชมารดาเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1935
 
ส่วนหนึ่งของความไม่พึงพอใจของประชาชนต่อ[[สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่เลออปอลที่ 3 แห่งเบลเยียม|สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่เลออปอลที่ 3]] นั้นมาจากการอภิเษกสมรสครั้งที่สองของพระองค์ในปีค.ศ. 1941 กับ[[ลีเลียงลิเลียน เจ้าหญิงแห่งเรธีตี|มารี ลีเลียงลิเลียน เบลส์]] สามัญชนชาวเบลเยียมที่โตใน[[ประเทศอังกฤษ]] ซึ่งต่อมาได้ออกพระนามเป็น "เจ้าหญิงแห่งเรธีตี" (Princess de Réthy) และนอกจากนี้ยังมีมูลเหตุสำคัญคือการตัดสินพระทัยยอมแพ้แก่กองทัพเยอรมันในสมัย[[สงครามโลกครั้งที่ 2]] เมื่อ[[ประเทศเบลเยียม]]ถูกรุกรานใน ค.ศ. 1940 ทำให้เกิดข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ว่าทรงเลือกข้างเข้ากับฝ่ายเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมการสอบสวนได้โต้แย้งการกล่าวหาพระองค์ในข้อหาว่าเป็นกบฏต่อราชอาณาจักรในภายหลังสงคราม ถึงแม้จะมีการลงเสียงประชามติสนับสนุนพระองค์ให้ยังคงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป แต่ก็ทรงเลือกที่จะสละราชสมบัติเพื่อยุติสถานการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดลง
สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงพระราชสมภพที่[[บรัสเซลส์]] [[ประเทศเบลเยียม]] ใน ค.ศ. 1930 เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ของ[[สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม|เจ้าชายเลโอโปลด์ ดยุกแห่งบราบันต์]]กับ[[อัสตริดแห่งสวีเดน|เจ้าหญิงอัสตริดแห่งสวีเดน]] และพระราชบิดาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ใน ค.ศ. 1934 ต่อมามาพระราชมารดาเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1935
 
[[สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่เลออปอลที่ 3 แห่งเบลเยียม|สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่เลออปอลที่ 3]] ได้ทรงออกพระราชบัญญัติผ่านทางรัฐสภาเพื่อที่จะถ่ายโอนพระราชอำนาจของพระองค์ให้แก่พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ได้แก่ เจ้าชายโบดวง ซึ่งได้ทรงสาบานพระองค์ต่อหน้ารัฐสภาในฐานะ "พรินส์รอยัล" (Prince Royal) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1950 และต่อมาได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งชาวเบลเยียม หลังจากเข้าพิธีสาบานพระองค์ต่อหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1951 หนึ่งวันหลังจากการสละราชสมบัติของพระราชบิดา
ส่วนหนึ่งของความไม่พึงพอใจของประชาชนต่อ[[สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม|สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3]] นั้นมาจากการอภิเษกสมรสครั้งที่สองของพระองค์ในปีค.ศ. 1941 กับ[[ลีเลียง เจ้าหญิงแห่งเรธี|มารี ลีเลียง เบลส์]] สามัญชนชาวเบลเยียมที่โตใน[[ประเทศอังกฤษ]] ซึ่งต่อมาได้ออกพระนามเป็น "เจ้าหญิงแห่งเรธี" (Princess de Réthy) และนอกจากนี้ยังมีมูลเหตุสำคัญคือการตัดสินพระทัยยอมแพ้แก่กองทัพเยอรมันในสมัย[[สงครามโลกครั้งที่ 2]] เมื่อ[[ประเทศเบลเยียม]]ถูกรุกรานใน ค.ศ. 1940 ทำให้เกิดข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ว่าทรงเลือกข้างเข้ากับฝ่ายเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมการสอบสวนได้โต้แย้งการกล่าวหาพระองค์ในข้อหาว่าเป็นกบฏต่อราชอาณาจักรในภายหลังสงคราม ถึงแม้จะมีการลงเสียงประชามติสนับสนุนพระองค์ให้ยังคงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป แต่ก็ทรงเลือกที่จะสละราชสมบัติเพื่อยุติสถานการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดลง
 
[[สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม|สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3]] ได้ทรงออกพระราชบัญญัติผ่านทางรัฐสภาเพื่อที่จะถ่ายโอนพระราชอำนาจของพระองค์ให้แก่พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ได้แก่ เจ้าชายโบดวง ซึ่งได้ทรงสาบานพระองค์ต่อหน้ารัฐสภาในฐานะ "พรินส์รอยัล" (Prince Royal) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1950 และต่อมาได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งชาวเบลเยียม หลังจากเข้าพิธีสาบานพระองค์ต่อหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1951 หนึ่งวันหลังจากการสละราชสมบัติของพระราชบิดา
 
==พระอิสริยยศ==
20,145

การแก้ไข