ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช"

เพิ่มขึ้น 2,644 ไบต์ ,  4 เดือนที่ผ่านมา
ไฮดริชได้เริ่มต้นการปกครองด้วยการข่มขู่ประชาชน: เขาได้การประกาศใช้[[กฎอัยการศึก]] และมีผู้คน 142 คนล้วนถูกประหารชีวิตภายในห้าวันหลังจากการเดินทางมาถึงกรุงปราก<ref name="1.heydrichiada">{{cite web|last1=Šír|first1=Vojtěch|date=3 April 2011|title=První stanné právo v protektorátu|trans-title=The First Martial Law in Protectorate|url=https://www.fronta.cz/dotaz/prvni-stanne-pravo-v-protektoratu|access-date=24 June 2018|website=Fronta.cz|language=cs}}</ref> ชื่อของพวกเขาปรากฏบนแผ่นโปสเตอร์ทั่วประเทศที่ถูกยึดครอง{{sfn|Bryant|2007|p=143}} ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของฝ่ายต่อต้านที่เคยถูกจับกุมมาก่อนและกำลังรอการพิจารณาคดี
 
ตามที่ไฮดริชได้คำนวณเอาไว้ ประชาชนจำนวนระหว่าง 4,000 และ 5,000 คนล้วนถูกจับกุม และระหว่าง 400 และ 500 คนล้วนถูกประหารชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942<ref name="1.heydrichiada" />{{efn|name=deathcamp}} ผู้ที่ไม่ได้ถูกประหารชีวิตจะถูกส่งไปยัง[[ค่ายกักกันเมาเทาเซิน-กูเซิน]] ที่แห่งนั้นมีเพียงสี่เปอร์เซ็นเท่านั้นของนักโทษชาวเช็กที่รอดชีวิตในสงคราม{{sfn|Bryant|2007|p=143}} นายกรัฐมนตรีแห่งเช็ก [[อโลยส์ อีเลียส]]ได้ตกเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมในวันแรก เขา[[ศาลประชาชน (เยอรมนี)|ถูกนำตัวขึ้นศาล]]ในกรุงเบอร์ลินและถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ถูกไว้ชีวิตเพื่อเป็นตัวประกัน ต่อมาภายหลังเขาก็ถูกประหารชีวิตเพื่อเป็นการตอบโต้จากการลอบสังหารไฮดริช<ref name="vets">{{cite web|last1=Jedlička|first1=František|title=armádní generál in memoriam Alois Eliáš|url=https://www.vets.cz/vpm/alois-elias-355/|access-date=24 June 2018|website=vets.cz|publisher=Spolek pro vojenská pietní místa, o.s.|language=cs}}</ref><ref name="vlada">{{cite web|title=Ing. Alois Eliáš|url=https://www.vlada.cz/cz/clenove-vlady/historie-minulych-vlad/prehled-vlad-cr/1939-1945-protektorat-cechy-a-morava/rudolf-beran/alois-elias-45302/|access-date=24 June 2018|website=vlada.cz|publisher=[[Government of Czech Republic|Vláda České republiky]]|language=cs}}</ref><ref name="lidovky">{{cite news|last1=Zídek|first1=Petr|date=16 August 2015|title=Pohnuté Osudy: Alois Eliáš. Generál v srdci nepřítele s cenou tří divizí|language=cs|work=Lidovky.cz|url=https://www.lidovky.cz/alois-elias-general-s-cenou-tri-divizi-dxk-/lide.aspx?c=A150802_205022_lide_ELE|access-date=24 June 2018}}</ref>
 
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942 การกวาดล้างที่เพิ่มมากขึ้นต่อองค์กรวัฒนธรรมและความรักชาติ การทหาร และปัญชาชนของชาวเช็ก ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอัมพาตในทางปฏิบัติของฝ่ายต่อต้านชาวเช็กที่อยู่ในกรุงลอนดอน ช่องทางเกือบทั้งหมดที่ชาวเช็กจะสามารถแสดงวัฒนธรรมเช็กในที่สาธารณะได้ปิดตัวลง{{sfn|Bryant|2007|p=140}} แม้ว่าหน่วยลับคอมมิวนิสต์ขนาดเล็กที่ไม่เป็นระเบียบของผู้นำกลางแห่งฝ่ายต่อต้านบ้านเกิด (Ústřední vedení odboje domácího, ÚVOD) จะรอดพ้นมาได้ มีเพียงฝ่ายต่อต้านของพวกคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่สามารถทำงานในลักษณะคอยประสานงานร่วมกันได้(แม้ว่าจะถูกจับกุมก็ตาม){{sfn|Bryant|2007|p=143}} ความสะพรึงกลัวยังทำให้การต่อต้านกลายเป็นง่อยในสังคม ด้วยการตอบโต้อย่างเปิดเผยและแพร่หลายโดยนาซีต่อการกระทำใด ๆ ที่ลุกฮือต่อต้านต่อการปกครองของเยอรมัน{{sfn|Bryant|2007|p=143}} นโยบายที่โหดเหี้ยมของไฮดริชในช่วงเวลานั้นทำให้เขาได้รับฉายาว่า "จอมเชือดแห่งปราก"{{sfn|Paces|2009|p=167}} อย่างรวดเร็ว การตอบโต้ได้ถูกเรียกโดยชาวเช็กว่า "ไฮดริชเคียอานา"(Heydrichiáda){{sfn|Roberts|2005|p=56}}
 
ในฐานะผู้รักษาการณ์ในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไรช์แห่งรัฐในอารักขาโบฮีเมียและมอเรเวีย ไฮดริชได้ใช้วิธีการแบบ[[แครอทและกิ่งไม้]]{{sfn|Williams|2003|p=100}} แรงงานได้ถูกปรับปรุงขึ้นมาใหม่บนรากฐานของแนวร่วมแรงงานเยอรมัน ไฮดริชได้ใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ยึดมาได้จากองค์กรยิมนาสติกของเช็กที่มีชื่อว่า Sokol เพื่อจัดกิจกรรมสำหรับคนงาน{{sfn|Bryant|2007|p=144}} มีการแจกจ่ายด้วยส่วนแบ่งปันอาหารและรองเท้าแบบฟรี ๆ เพิ่มเงินบำนาญ และแนะนำให้มีอิสระในวันเสาร์(แบบชั่วขณะหนึ่ง) การประกันภัยประกันคุ้มครองการว่างงานได้ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก{{sfn|Williams|2003|p=100}} [[ตลาดมืด|การค้าตลาดมืด]]ได้ถูกปราบปราม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่ในขบวนการฝ่ายต่อต้านจะถูกนำตัวไปทรมานหรือประหารชีวิต ไฮดริชได้เรียกพวกเขาว่า "อาชญากรทางเศรษฐกิจ" และ "ศัตรูของประชาชน" ซึ่งช่วยให้เขาได้รับการสนับสนุน สภาพในกรุงปรากและส่วนที่เหลือของดินแดนเช็กดูค่อนข้างสงบภายใต้ไฮดริช และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ถึงกระนั้น มาตรการเหล่านั้นก็ไม่สามารถหลบซ่อนภาวะการขาดแคลนและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้นได้{{sfn|Williams|2003|p=100}} การรายงานความไม่พอใจที่เกิดขึ้นได้เพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ{{sfn|Bryant|2007|p=144}}
 
แม้ว่าจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะถึงความปราถนาดีต่อประชาชน แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไฮดริชมีความชัดเจนอย่างมากเกี่ยวกับเป้าหมายสุดท้ายของเขา: "พื้นที่ทั้งหมดนี้ในวันหนึ่งจะกลายเป็นของเยอรมันอย่างแน่นอน และชาวเช็กก็ไม่มีอะไรที่จะคาดหวังที่นี่อีก" ในท้ายที่สุด จำนวนมากถึงสองในสามของประชากรจะต้องถูกเคลื่อนย้ายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซีย หรือถูกกำจัดทิ้งภายหลังจากนาซีเยอรมนีชนะสงคราม ดินแดนโบฮีเมียและมอเรเวียจะต้องถูกผนวกรวมเข้ากับไรช์เยอรมันโดยตรง{{sfn|Garrett|1996|p=60}}
 
เหล่าแรงงานชาวเช็กถูกเอารัดเอาเปรียบในฐานะแรงงานเกณฑ์บังคับของนาซี{{sfn|Bryant|2007|p=144}} แรงงานกว่า 100,000 คนล้วนถูกปลดออกจากงานที่คิดว่า "ไม่เหมาะสม" และถูกต้อนเกณฑ์โดยกระทรวงแรงงาน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ชาวเช็กสามารถถูกเรียกให้ไปทำงานที่ใดก็ได้ภายในไรช์ ระหว่างเดือนเมษายน และพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 คนงานชาวเช็ก 79,000 คนล้วนถูกจับกุมในลักษณะนี้เพื่อทำงานภายในเยอรมนี นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 วันทำงานได้ถูกเพิ่มขึ้นจากแปดชั่วโมงเป็นสิบสองชั่วโมง{{sfn|MacDonald|1989|p=133}}
 
ไฮดริชเป็นความตั้งใจและวัตถุประสงค์ทั้งหมด เผด็จการทหารแห่งโบฮีเมียและมอเรเวีย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐบาลทำให้ประธานาธิบดี [[Emil Hácha]] และคณะรัฐมนตรีแทบจะไร้ซึ่งอำนาจเลย เขามักจะชอบเดินทางโดยการนั่งบนรถที่ไม่มีหลังคาเพียงลำพังโดยปราศจากการคุ้มกัน – เป็นการแสดงถึงความมั่นอกมั่นใจในกองกำลังฝ่ายยึดครองและประสิทธิภาพของรัฐบาลของเขา{{sfn|Williams|2003|p=141}}
 
ในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1941 [[ข่าวกรองทางทหาร|หน่วยข่าวกรองทางทหาร]]ของเชโกสโลวักในกรุงลอนดอนได้ตัดสินใจที่จะลอบสังหารไฮดริช<ref>{{cite web|title=Plán atentátu (anniversary)|url=https://www.fronta.cz/kalendar/plan-atentatu|access-date=24 June 2018|website=Fronta.cz|language=cs}}</ref><ref name="Stehlík">{{cite journal|last1=Stehlík|first1=Eduard|date=2012|title=SOE a příprava atentátu na Reinharda Heydricha|trans-title=SOE and the preparation of Reinhard Heydrich's assassination|url=https://www.ustrcr.cz/data/pdf/pamet-dejiny/pad1202/003-015.pdf|journal=Paměť a Dějiny|language=cs|publisher=[[Institute for the Study of Totalitarian Regimes|ÚSTR]]|volume=2|page=4}}</ref> {{listen|filename=Reinhardt Heydrich speech excerpt.ogg|title=Excerpt from a speech by Reinhard Heydrich in 1941|description=|format=[[Ogg]]|pos=left}}
 
== บทบาทในฮอโลคอสต์ ==
}}
 
นักประวัติศาสตร์ได้มองว่าไฮดริชเป็นสมาชิกที่น่าเกรงขามมากที่สุดของชนชั้นนำของนาซี{{sfn|Sereny|1996|p=325}}{{sfn|Evans|2005|p=53}}{{sfn|Gerwarth|2011|p=xiii}} ฮิตเลอร์ได้เรียกเขาว่า "บุรุษผู้มีหัวใจดั่งเหล็ก"{{sfn|Dederichs|2009|p=92}} เขาเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบหลักของฮอโลคอสต์ในช่วงแรกของสงคราม โดยตอบรับและรับคำสั่งจากฮิตเลอร์ เกอริ่ง และฮิมเลอร์เท่านั้นในทุกเรื่องเกี่ยวกับการขับไล่เนรเทศ การคุมขัง และการกำจัดชาวยิว
 
ไฮดริชเป็นหนึ่งในผู้จัดฉากของ[[คืนกระจกแตก]](คริสทัลล์นัคท์) [[โพกรม|การโพกรม]]ต่อชาวยิวทั่วทั้งเยอรมนีในคืนวันที่ 9-10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1938 ไฮดริชได้ส่งโทรเลขในช่วงคืนนั้นไปยังสำนักงานหน่วยเอ็สเดและเกสตาโพหลายแห่ง ให้ความช่วยเหลือประสานงานร่วมกันในการโพกรมพร้อมด้วยหน่วยเอ็สเอ็ส หน่วยเอ็สเด เกสตาโพ ตำรวจเครื่องแบบ(ออร์โพ) หน่วยเอ็สเอ เจ้าหน้าที่พรรคนาซี และแม้แต่ทบวงดับเพลิง ในโทรเลข ไฮดริชได้รับอนุญาตในการลอบวางเพลิงและทำลายล้างธุรกิจและธรรมศาลาของชาวยิว และสั่งให้ริบเอา"เอกสารจดหมายเหตุ"ทั้งหมดมาจากศูนย์ชุมชนและธรรมศาลาของชาวยิว โทรเลขยังได้ออกคำสั่งให้"ชาวยิวจำนวนมากโดยเฉพาะชาวยิวผู้มั่นคั่งร่ำรวย-ซึ่งจะถูกจับกุมในทุกอำเภอที่สามารถเอื้ออำนวยในสถานที่คุมขังเท่าที่มีอยู่ได้... ทันทีที่ถูกจับกุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมควรติดต่อไปยังค่ายกักกันที่เหมาะสมเพื่อส่งชาวยิวเข้าไปในค่ายโดยเร็วที่สุด"<ref name="ushmm Glass" />{{sfn|Calic|1985|p=192}} ชาวยิวจำนวนสองหมื่นคนได้ถูกส่งไปยังค่ายกักกันโดยทันทีในวันต่อมา{{sfn|Calic|1985|p=193}} นักประวัติศาสตร์ได้ถือว่า คริสทัลล์นัคท์เป็นจุดเริ่มต้นของฮอโลคอสต์<ref name="Hutchinson Encyclopedia" />
 
เมื่อฮิตเลอร์ต้องการที่จะหา[[เหตุแห่งสงคราม|ข้ออ้าง]]สำหรับ[[การบุกครองโปแลนด์]]ใน ค.ศ. 1939 ฮิมเลอร์ ไฮดริช และไฮน์ริช มึลเลอร์ได้เชี่ยวชาญในการวางแผนของการสร้าง[[ธงปลอม]]ขึ้นภายใต้รหัสนามว่า [[ปฏิบัติการฮิมเลอร์]] ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจมตีปลอมต่อสถานีวิทยุเยอรมันที่[[ไกลวิทซ์]] เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1939 ไฮดริชได้วางแผนได้อย่างเชี่ยวชาญและคอยสำรวจสถานพื้นที่ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนโปแลนด์ประมาณ 4 ไมล์ กองกำลังทหารเยอรมันจำนวน 150 นาย ซึ่งสวมเครื่องแบบทหารโปแลนด์ได้เข้าโจมตีหลายครั้งตามแนวชายแดน ฮิตเลอร์ได้ใช้กลอุบายนี้เป็นข้ออ้างในการเปิดฉากการบุกครองทันที{{sfn|Shirer|1960|pp=518–520}}{{sfn|Calic|1985|pp=194–200}}
 
[[File:Bundesarchiv Bild 183-B01718, Ausstellung "Planung und Aufbau im Osten".jpg|thumb|left|[[รูด็อล์ฟ เฮ็ส]], ฮิมเลอร์ และไฮดริช กำลังรับฟังการบรรยายของ[[คอนราด เมเยอร์]]ในงานนิทรรศการ[[เกเนอราลพลานอ็อสท์]] วันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1941.]]
ตามคำแนะนำของฮิมเลอร์ ไฮดริชได้ก่อตั้ง[[ไอน์ซัทซ์กรุพเพิน|หน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพิน]](กองกำลังเฉพาะกิจ) เพื่อการเดินทางในการปลุกใจแก่กองทัพเยอรมันในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง{{sfn|Longerich|2012|p=425}} เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1939 ไฮดริชได้ส่งข้อความโทรเลขเกี่ยวกับ"ปัญหาชาวยิวในดินแดนที่ถูกยึดครอง" ไปยังหัวหน้าของหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินทั้งหมด พร้อมกับให้คำแนะนำในการรวบรวมชาวยิวให้ไปอยู่ในเขตเกตโต เรียกร้องให้มีการจัดตั้ง Judenräte (สภาชาวยิว) ออกคำสั่งในการจัดทำสำมะโนครัวและส่งเสริมแผนการทำให้เป็นของชาวอารยัน( Aryanization) สำหรับธุรกิจและฟาร์มของชาวยิว ท่ามกลางมาตรการอื่น ๆ{{efn|name=telegram}} หน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินได้ติดตามกองทัพบกเข้าไปในโปแลนด์เพื่อดำเนินตามแผน ต่อมาภายหลัง, ในสภาพโซเวียต พวกเขาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ได้ทำการไล่ล่าและสังหารชาวยิวด้วยการยิงเป้าแบบชุดทีมและรถตู้รมแก๊ส{{sfn|Shirer|1960|pp=958–963}} นักประวัติศาสตร์นามว่า Raul Hilberg ได้ประเมินว่า ระหว่างปี ค.ศ. 1941 และ ค.ศ. 1945 ไอน์ซัทซ์กรุพเพินและกองกำลังสนับสนุนที่เกี่ยวข้องได้สังหารผู้คนมากกว่าสองล้านคน รวมทั้งชาวยิว 1.3 ล้านคน{{sfn|Rhodes|2002|p=257}} ไฮดริชได้รับรองความปลอดภัยแก่นักกีฬาบางคน เช่น Paul Sommer ผู้ชนะเลิศนักกีฬาฟันดาบชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่เขาเคยรู้จักกันตั้งแต่สมัยก่อนที่เขาจะเข้าหน่วยเอ็สเอ็ส และทีมนักกีฬาฟันดาบโอลิมปิกสัญชาติโปแลนด์ที่ได้ร่วมการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 1936{{sfn|Donnelley|2012|p=48}}
 
{{side box
}}
 
เมื่อ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1939 ไฮดริชได้ออกโทรเลขเกี่ยวกับ"การอพยพของจังหวัดตะวันออกใหม่" โดยให้ข้อมูลรายละเอียดในการขับไล่เนรเทศผู้คนโดยทางรถไฟไปยังค่ายกักกัน และให้คำแนะนำในการสำรวจสำมะโนครัวโดยรอบในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1939 ซึ่งจะเป็นการปูพื้นฐานในการดำเนินการขับไล่เนรเทศดังกล่าว<ref name="Götz, Roth et al. 2004" /> ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 ไฮดริชได้ร่างกฎเกณฑ์กับพลาธิการนายพล(Quartermaster general) Eduard Wagner สำหรับ[[ปฏิบัติการบาร์บาร็อสซา|การรุกรานสหภาพโซเวียต]]ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการรับรองว่า หน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินและกองทัพบกจะร่วมมือกันในการสังหารชาวโซเวียตเชื้อสายยิว{{sfn|Hillgruber|1989|pp=94–96}}
 
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1941 ไฮดริชเป็นเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสในการประชุมเกี่ยวกับ"มาตรการสุดท้าย"ของ RSHA{{efn|name=Hilberg description}} ในกรุงปรากที่ได้กล่าวบรรยายถึงการขับไล่เนรเทศชาวยิวจำนวน 50,000 คนจาก[[รัฐในอารักขาโบฮีเมียและมอเรเวีย]]ไปยังเขตเกตโตในมินส์คและริกา ด้วยตำแหน่งของเขา ไฮดริชมีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินตามแผนเหล่านี้ เนื่องจากหน่วยเกสตาโพของเขาเตรียมพร้อมที่จะทำการขับไล่เนรเทศอย่างเป็นระบบในตะวันตกและหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินของเขาได้ดำเนินปฏิบัติการสังหารเรียบอย่างกว้างขวางในตะวันออก{{sfn|Hilberg|1985|p=164}} เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าร่วมยังได้หารือเกี่ยวกับการรับชาวยิวจำนวน 5,000 คนจากกรุงปราก "ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา" และส่งมอบให้แก่ผู้บัญชาการของหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินอย่าง Arthur Nebe และ Otto Rasch นอกจากนี้ยังมีการวางแผนในการสร้างเขตเกตโตในรัฐในอารักขา ส่งผลทำให้เกิดการก่อสร้างของ[[เธเรเซียนชตัดท์]] (Theresienstadt)<ref name="ghwk room7-2 a" /> ที่ซึ่งผู้คนกว่า 33,000 คนจะล้มตายในที่สุด จำนวนกว่าหมื่นคนจะผ่านการเข้าค่ายก่อนที่จะถูกส่งไปตายในตะวันออก<ref name="ushmm Theresienstadt" /> ใน ค.ศ. 1941 ฮิมเลอร์ได้เรียกไฮดริชว่า "เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ" การโยกย้ายแบบบังคับต่อชาวยิวจำนวน 60,000 คนจากเยอรมนีและเชโกสโลวาเกียไปยังเขตเกตตโตลอดซ์(ลิทซ์มันน์ชตัดท์) ในโปแลนด์<ref name="ghwk room7-2 b" />
 
ช่วงก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1941 แฮร์มัน เกอริงได้มอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ไฮดริชเพื่อรับรองว่าจะมีการร่วมมือของผู้นำฝ่ายบริหารของแผนกต่าง ๆ ของรัฐบาลในการดำเนินการของ "[[การแก้ปัญหายิวครั้งสุดท้าย|มาตราการสุดท้าย]]ต่อ[[ปัญหาชาวยิว]]" ในดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเยอรมัน{{sfn|Browning|2004|p=315}} เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1942 ไฮดริชเป็นประธานในการประชุม ซึ่งในปัจจุบันถูกเรียกว่า [[การประชุมที่วันเซ]] เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนดังกล่าว{{sfn|Kershaw|2008|pp=696–697}}<ref name="holocaust-history Wannsee" />
 
== เสียชีวิต ==
6,734

การแก้ไข