ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ยุทธการที่มอสโก"

เพิ่มขึ้น 13,982 ไบต์ ,  1 เดือนที่ผ่านมา
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
[[ไฟล์:Souvenir sheet of Russia stamp no. 716 - 60th anniversary of the Battle of Moscow.jpg|thumb|ไปรษณียากรของรัสเซียเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปีการสู้รบที่มอสโกใน ค.ศ. 2001]]
การป้องกันกรุงมอสโกกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านของโซเวียตต่อกองกำลังฝ่ายอักษะผู้รุกราน เพื่อเป็นการรำลึกถึงการสู้รบ กรุงมอสโกได้ถูกยกย่องให้เป็น "[[วีรนคร]]" ใน ค.ศ. 1965 ในวาระครบรอบ 20 ปีของ[[วันชัย (9 พฤษภาคม)|วันชัย]] พิพิธภัณฑ์การป้องกันมอสโกได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1995
 
ณ มอสโก เมืองหลวงของประเทศรัสเซียในปัจจุบัน การเดินขบวนสวนสนามทหารประจำปีที่จัตุรัสแดง วันที่ 7 พฤศจิกายน ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่[[สวนสนามครบรอบการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941|การสวนสนามครบรอบการปฏิวัติเดือนตุลาคม]] และเพื่อเป็นการทดแทนการเฉลิมฉลองการปฏิวัติเดือนตุลาคมที่ไม่เคยมีการเฉลิมฉลองในระดับชาติ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 การเดินสวนสนามถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในฐานะ[[วันแห่งเกียรติยศทหาร]] การเดินสวนสนามได้รวมถึงกองทหารแห่งกองรักษากาณ์มอสโกและมณฑลทหารบกตะวันตก ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีจำนวนกือบ 3,000 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร นักเรียนนายร้อย และนักจำลองประวัติศาสตร์(reenactors) ของ[[กองทัพแดง]] การเดินขบวนสวนสนามจะถูกนำโดยนายกเทศมตรีมอสโกซึ่งเป็นประธานที่จะคอยกล่าวสุนทรพจน์ในเหตุการณ์ ก่อนที่จะเริ่มมีการเดินขบวนสวนสนามทหาร นักจำลองประวัติศาสตร์ในยุทธการที่มอสโกซึ่งจะถูกสวมบทบาทโดยนักศึกษาวัยรุ่น อาสาสมัคร และผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์<ref>For example {{cite news|date=7 November 2019|title=Russia re-enacts historic WW2 parade in Moscow|work=BBC News|url=https://www.bbc.co.uk/news/av/world-europe-50330568/russia-re-enacts-historic-ww2-parade-in-moscow}}</ref>
 
[[ไฟล์:4Samarin.jpg|thumb|ทหารที่แต่งชุดเครื่องแบบ[[กองทัพแดง]]ถือว่าเป็นมาตรฐานของทหารใน[[แนวรบด้านตะวันออก (สงครามโลกครั้งที่สอง)|แนวรบด้านตะวันออก]]ที่[[จัตุรัสแดง]] วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018]]
คำสั่งการเดินขบวนสวนสนามจะถูกมอบหมายโดยทหารผ่านศึกที่มียศตำแหน่งระดับสูงของกองทัพ (ซึ่งมักจะเป็นที่พักชั่วคราวของทหารที่มียศพันเอก) ที่คอยออกคำสั่งให้เดินขบวนสวนสนามเมื่อครั้งอดีตจากอัฒจันทร์ ใกล้กับ[[สุสานเลนิน]] ในคำสั่งของควิก มาร์กซ! โดยผู้บัญชาการการที่เป็นผู้นำเดินขบวนสวนสนาม การเดินขบวนสวนสนามครั้งจะเริ่มต้นด้วยการบรรเลงเพลงของกองทัพโซเวียต ซึ่งทหารที่เป็นคัลเลอร์การ์ด(color guards) ในประวัติศาสตร์ซึ่งจะคอยถือสัญลักษณ์ในช่วงการทำสงคราม เช่น ธงแห่งชัยชนะ และมาตรฐานของการเดินขบวนแนวรบทางหารต่าง ๆ การสนับสนุนด้วยดนตรีในช่วงระหว่างการเดินขบวนสวนสนามจะถูกบรรเลงโดยวงดนตรีทหารของกองรักษาการณ์มอสโก ซึ่งรวมทั้งวงดนตรีทหารต่าง ๆ ในมณฑลทหารบกตะวันตก ได้แก่ วงดนตรีแห่งกรมทหาร Preobrazhensky ที่ 154 และวงดนตรีทหารส่วนกลางแห่งกระทรวงกลาโหมรัสเซีย<ref>{{Cite news|last=AnydayGuide|title=Anniversary of the 1941 October Revolution Day Parade in Russia / November 7, 2016|newspaper=AnydayGuide|url=https://anydayguide.com/calendar/349|access-date=2016-10-23}}</ref><ref>{{Cite web|title=Russia marks anniversary of 1941 military parade|url=http://www.tucsonnewsnow.com/2018/11/08/russia-marks-anniversary-military-parade/|url-status=dead|archive-url=https://web.archive.org/web/20190204014328/http://www.tucsonnewsnow.com/2018/11/08/russia-marks-anniversary-military-parade/|archive-date=4 February 2019|access-date=3 February 2019}}</ref>
{{โครง-ส่วน}}
 
== การสูญเสีย ==
ทั้งฝ่ายเยอรมันและโซเวียตได้ประสบความสูญเสียในช่วงยุทธการที่มอสโกซึ่งกลายเป็นประเด็นของการถกเถียงกัน เนื่องจากแหล่งข้่อมูลต่าง ๆ ให้การประเมินผลที่แตกต่างกันออกไป นักประวัติศาสตร์ทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ควรพิจารณาถือว่า "ยุทธการที่มอสโก" ในช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่การเริ่มต้นของการรบมักจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการไต้ฝุ่นในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1941 (หรือบางครั้งก็เป็นวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1941) ซึ่งเป็นสองวันที่แตกต่างกันสำหรับจุดสิ้นสุดของการรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางแหล่งข้อมูล (เช่น Erickson<ref name="Erickson">John Erickson, ''Barbarossa: The Axis and the Allies'', table 12.4</ref> และ Glantz<ref name="GlantzB">Glantz, Table B</ref>) ได้ขับไล่การรุกรเจฟจากขอบเขตของการสู้รบ โดยถือว่า เป็นปฏิบัติการที่ชัดเจนและทำให้การรุกมอสโก "ต้องหยุดชะงัก" วันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1942 ซึ่งทำให้จำนวนผู้สูญเสียชีวิตลดลง
{{โครง-ส่วน}}
 
นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวเลชจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น John Erickson, ในหนังสือเรื่อง บาร์บาร็อสซา: ฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ให้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตโซเวียตจำนวน 653,924 นายในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 และมกราคม ค.ศ. 1942<ref name="Erickson" /> ที่ Glantz, ในหนังสือของเขาเรื่อง เมื่อไททันประทะกัน (when Titans Clashed), ได้ให้ตัวเลขจำนวน 658,279 นายสำหรับการระยะการป้องกันเพียงฝ่ายเดียว บวกกับ 370,955 นาย สำหรับการรุกตอบโต้กลับฤดูหนาวจนถึง 7 มกราคม ค.ศ. 1942<ref name="GlantzB" /> รายงานของจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตประจำวันของแวร์มัคท์อย่างเป็นทางการได้แสดงให้เห็นว่า มีผู้เสียชีวิต 35,757 นายซึ่งเสียชีวิตในการรบ บาดเจ็บ 128,716 นาย และสูญหาย 9,721 นายในการรบสำหรับกองทัพกลุ่มกลางทั้งหมด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1941 และ 10 มกราคม ค.ศ. 1942<ref>{{cite web|title=Heeresarzt 10-Day Casualty Reports per Army/Army Group, 1941|url=http://ww2stats.com/cas_ger_okh_dec41.html|url-status=dead|archive-url=https://web.archive.org/web/20121025022023/http://ww2stats.com/cas_ger_okh_dec41.html|archive-date=25 October 2012|access-date=28 March 2012|df=dmy-all}}</ref> อย่างไรก็ตาม รายงานอย่างเป็นทางการฉบับนี้ไม่ตรงกับรายงานที่ไม่เป็นทางการจากแต่ละกองพันและเจ้าหน้าที่นายทหารจากกองพลและผู้บัญชาการที่แนวหน้า ซึ่งได้บันทึกว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายที่สูงกว่าในรายงานอย่างทางการ<ref>{{Cite book|last=Jones|first=Michael|title=The Retreat|publisher=Thomas Dunne Books|year=2009|isbn=978-0719569265|location=New York|pages=107, 126–27, 292}}</ref>
 
ทางฝ่ายรัสเซีย กฏระเบียบวินัยกลายเป็นเรื่องที่โหดร้าย กลุ่มสกัดกั้นของ[[พลาธิการกิจการภายในของประชาชน|หน่วยเอ็นเควีดี]]ซึ่งพร้อมที่จะยิงทหารทุกนายที่ล่าถอยโดยปราศจากคำสั่ง กองหมู่ของหน่วยเอ็นเควีดีได้ไปยังสถานพยาบาลภาคสนามเพื่อค้นหาเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตัวเอง ซึ่งเรียกกันว่า "พวกยิงตัวเอง" - ผู้ที่ยิงตัวเองด้วยมือข้างซ้ายเพื่อที่จะหลบหนีจากการสู้รบ ศัลยแพทย์ในสถานพยาบาลภาคสนามของกองทัพแดงได้ยอมรับในการตัดมือของเหล่าเด็กผู้ชายที่ได้พยายามใช้แนวคิด"การยิงตัวเอง" เพื่อที่จะหลบหนีจากการสู้รบ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเหล่านั้นถูกนำไปยิงทิ้งทันทีโดยกองหมู่ทหารเพชฌฆาต.<ref>[[Antony Beevor]], "The Second World War". pg. 283</ref> ในช่วงสามเดือนแรก กองทหารสกัดกั้นได้ยิงทหารผู้ต้องอาญา 1,000 นาย และส่งทหารจำนวน 24,993 นายไปยังกองพันอาญา เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1942 ความคิดในกองทหารสกัดกั้นประจำการได้ถูกยุบทิ้งอย่างเงียบ ๆ เดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 หน่วยทหารนี้ได้ถูกยุบอย่างทางการ<ref name="auto">{{Cite book|last=Звягинцев|first=Вячеслав Егорович|url=https://books.google.com/books?id=-j_WTdOoX5sC&pg=PA375|title=Война на весах Фемиды: война 1941-1945 гг. в материалах следственно-судебных дел|date=2006|publisher=Терра|isbn=978-5-275-01309-2|language=ru}}</ref><ref>{{Cite book|title=Roberts, Geoffrey (2006). Stalin's Wars: From World War to Cold War, 1939–1953. Yale University Press. p. 132.}}</ref>
 
== ดูเพิ่มเติม ==
 
* [[องครักษ์ยี่สิบแปดนายของปันฟีลอฟ]]
* [[อาชญากรรมสงครามของเยอรมันในสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง|อาชญากรรมสงครามของเยอรมันในช่วงยุทธการที่มอสโก]]
* [[กองพลปืนไรเฟิลยานยนต์องครักษ์ที่ 8]]
 
== อ้างอิง ==
6,500

การแก้ไข