ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ช็อกโกแลต"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ไม่มีความย่อการแก้ไข
ไม่มีความย่อการแก้ไข
ป้ายระบุ: เครื่องมือแก้ไขต้นฉบับปี 2560
{{เพิ่มอ้างอิง}}
{{ความหมายอื่น|อาหาร|ภาพยนตร์ไทย|ช็อคโกแลต (ภาพยนตร์)}}
{{Infobox food
[[ไฟล์:Chocolate.jpg|thumb|ช็อกโกแลต]]
|name=ช็อกโกแลต
'''ช็อกโกแลต''' ({{lang-en|chocolate}}, {{IPAc-en|audio=En-uk-chocolate.ogg|ˈ|tʃ|ɒ|k|ə|l|ə|t}}) คือผลิตผลที่ได้มาจากเมล็ดของต้น[[โกโก้]]เขตร้อน ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น[[ไอศกรีม]] [[ลูกอม]] [[คุกกี้]] [[เค้ก]] หรือว่า[[พาย (อาหาร)|พาย]] ช็อกโกแลตถือได้ว่าเป็นของหวานอย่างหนึ่งที่ถูกใจคนทั่ว[[โลก]]
|image=Chocolate (blue background).jpg
|image_size=200px
|caption= ช็อกโกแลตแบบต่าง ๆ ทั้งนม, ไวท์ และดาร์ก
|alternate_name=
|country=
|region=[[Mesoamerica|เมโสอเมริกา]]
|creator=
|course=
|served=
|main_ingredient=[[Chocolate liquor|ช็อกโกแลตลิเกอร์]], [[cocoa butter|เนยโกโก้]] (สำหรับไวท์ช็อกโกแลต), บ้างใส่[[น้ำตาล]]
|variations=
|calories=
|other=
}}
 
'''ช็อกโกแลต'''เป็น[[ผลิตภัณฑ์อาหาร]] ทำจาก[[Theobroma cacao|โกโก้]] มีในรูปต่าง ๆ ทั้ง ของเหลว, ของแข็ง หรือเป็นซอส ไปจนถึงเป็น[[flavoring agent|สารให้รสชาติ]]ในอาหารอื่น โกโก้หรือคาเคาปรากฏมีการบริโภคมาตั้งแต่อารยธรรม[[Olmec|โอลเม็ก]] (1900-1100 ปี ก่อน ค.ศ.)<ref name="powis">{{Cite journal |last1=Powis |first1=Terry G. |last2=Cyphers |first2=Ann |last3=Gaikwad |first3=Nilesh W. |last4=Grivetti |first4=Louis |last5=Cheong |first5=Kong |date=24 May 2011 |title=Cacao use and the San Lorenzo Olmec |journal=Proceedings of the National Academy of Sciences |language=en |volume=108 |issue=21 |pages=8595–8600 |doi=10.1073/pnas.1100620108 |issn=0027-8424 |pmid=21555564 |pmc=3102397|bibcode=2011PNAS..108.8595P }}</ref><ref>{{cite news |work=[[El Universal (Mexico City)|El Universal]] |url=http://www.eluniversal.com.mx/notas/526113.html |title=Consumían olmecas chocolate hace 3000&nbsp;años |date=29 July 2008 |location=Mexico City}}</ref> และส่วนใหญ่ของประชากร[[Mesoamerican|เมโสอเมริกัน]]โบราณ รวมถึง[[Maya civilization|มายา]] และ [[Aztec|แอซเท็ก]] ซึ่งลริโภคในรูปของเครื่องดื่มโกโก้<ref>{{cite web |url=http://archive.fieldmuseum.org/Chocolate/history_mesoamerican7.html |title=Chocolate: A Mesoamerican Luxury 1200–1521 – Obtaining Cacao |publisher=[[Field Museum]] |access-date=23 November 2011}}</ref>
ช็อกโกแลตทำจากการหมัก คั่ว และบดอย่างไม่ละเอียดของเมล็ดโกโก้ซึ่งได้มาจากต้นโกโก้เขตร้อน (tropical cacao tree) ซึ่งมีต้นกำเนิดจาก[[อเมริกากลาง]]และ[[เม็กซิโก]] ต้นโกโก้นั้นค้นพบโดยชาว[[อินเดียนแดง]]และชาวอัซเตก (Aztecs) แต่ในปัจจุบันได้แพร่กระจายและปลูกไปทั่วเขตร้อน เมล็ดของต้นโกโก้นั้นมีรสฝาดที่เข้มข้นมาก ผลผลิตของเมล็ดโกโก้รู้จักกันในนาม "ช็อกโกแลต" หรือบางส่วนของโลกในนาม "โกโก้"
 
เมล็ดของต้นคาเคามี[[รสขม]]และจะต้องผ่านกระบวนการ[[fermentation (food)|หมักดอง]]ก่อนเพื่อให้เกิดรส หลังหมักเสร็จแล้ว จะนำเมล็ดคาเคาไปตากแห้ง, ทำความสะอาด และนำไปให้ความร้อน คาเคาที่ผ่านกระบวนการแล้วนำไปหลอมจะเรียกว่า[[chocolate liquor|ช็อกโกแลตลิเกอร์]] ซึ่งสามารถทำให้แข็งตัว ขึ้นรูป หรือเข้ากระบวนการอื่น ๆ ให้เป็น[[cocoa solid|คาเคาโซลิด]] และ [[cocoa butter|เนยคาเคา]] ช็อคโกแลตบิทเทอร์หรือ[[Baking chocolate|เบกคิงช็อกโกแลต]]ประกอบด้วยคาเคาโซลิดกับเนยคาเคา โดยไม่เติม[[น้ำตาล]]เพิ่ม เบกคิงคาเคาที่นำไปป่นเป็นผงจะมี[[dietary fiber|ไฟเบอร์]]มากกว่าเนยคาเคา และสามารถนำมาเข้ากระบวนการกับ[[alkali|อัลคาไล]]เพื่อผลิต[[dutch process chocolate|ดัตช์คาเคา]] ช็อกโกแลตส่วนใหญ่ที่บริโภคในปัจจุบันอยู่ในรูปของ[[sweet chocolate|ช็อกโกแลตหวาน]]ซึ่งอาจผสมน้ำมันปาล์มและน้ำตาล, [[Milk chocolate|ช็อกโกแลตนม]]ซึ่งคือ็อกโกแลตหวานผสมนมผงหรือนมข้น และ[[White chocolate|ไวท์ช็อกโกแลต]]ซึ่งไม่ผสมคาเคาโซลิด
ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้รู้จักภายใต้หลายชื่อที่แตกต่างกันไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก
ใน[[อเมริกา]] อุตสาหกรรมช็อกโกแลตได้จำกัดความไว้
 
* โกโก้ (cocoa) คือเมล็ดของต้นโกโก้
* [[เนยโกโก้]] (cocoa butter) คือ[[ไขมัน]]ของเมล็ดโกโก้
* ช็อกโกแลต (chocolate) คือส่วนผสมของเมล็ดและเนยโกโก้
 
ช็อกโกแลตคือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของฝักถั่วโกโก้และเนยโกโก้ ซึ่งได้ผสมน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ และทำให้อยู่ในรูปของแท่งและรูปอื่น ๆ
 
เมล็ดของต้นโกโก้นอกจากทำเป็นช็อกโกแลตได้แล้วยังสามารถทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วย เช่น ช็อกโกแลตร้อน เครื่องดื่มช็อกโกแลตนั้นคิดค้นขึ้นโดยชาวอัซเตก (Aztecs) หลังจากนั้นโดยชนเผ่าอินเดียนแดงและชาวยุโรป
 
บ่อยครั้งที่ช็อกโกแลตมักจะทำให้อยู่ในรูปของ[[สัตว์]]ต่าง ๆ [[คน]] หรือวัตถุในจินตนาการ เพื่อร่วมในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น รูป[[กระต่าย]] รูปทรง[[ไข่]]ในเทศกาล[[อีสเตอร์]] รูปของเหรียญหรือ[[ซานตาคลอส]]ในเทศกาล[[คริสต์มาส]] และรูปทรง[[หัวใจ]]ในเทศกาล[[วาเลนไทน์]]
 
== ประวัติ ==
ช็อกโกแลตค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัย[[พระนางคลีโอพัตรา]]แห่ง[[อียิปต์]] เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้น[[โกโก้]] (cacao) ในป่าร้อนชื้นของ[[ทวีปอเมริกา]] มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Theobroma cacao'' แปลว่า "อาหารแห่งทวยเทพ"
 
ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ใน[[เม็กซิโก]] และ[[อเมริกากลาง]] ชนกลุ่มนี้ได้แก่[[ชาวมายา]] และ[[ชาวแอซเทค]] แห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา คนเหล่านี้เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่องปรุงหลายชนิดเพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมเฝื่อน นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและสังคมด้วย
 
ชาวมายา (ค.ศ. 250-900) เป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง และยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรย[[พริกไทย]]กับ[[แป้งข้าวโพด]] ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่อง
 
ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทคครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า [[เม็กซิโกซิตี]] ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่า[[เงิน]] ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก โดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูก[[อ้อย]]ก็เลยไม่มีใครใส่[[น้ำตาล]]กัน
 
เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้ ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ
 
สำหรับที่มาของชื่อช็อกโกแลตนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้แจ่มชัด แต่มีความเป็นไปได้สองทาง ทางแรกเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า "ช็อคโกลัจ" ในภาษามายา ซึ่งหมายถึง มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน อีกทางหนึ่งอธิบายว่าน่าจะมาจาก[[ภาษามายา]]เช่นกัน คือ " chocol" แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า "atl" ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า chocolatl และมาเป็น chocolate ต่อมาในยุโรป
 
โดยความเชื่อของชาวแอชเต็คส์ ประเทศเม็กซิโก "เมล็ดโกโก้เป็นอาหารที่เทพเจ้ามอบให้เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์" เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่งทำให้พวกเขานำเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่มนั่นก็คือ "น้ำช็อกโกแลต" ต่อมา[[เอร์นัน กอร์เตส|'''เอร์นัน กอร์เตส''']] นักสำรวจชาวสเปนแล่นเรือมาพบกับชาวแอชเต็คส์ ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่กับชาวแอชเต็คส์และร่วมดื่มน้ำช็อกโกแลตด้วยกัน และนายคอร์เตชได้นำเมล็ดโกโก้กลับประเทศเพื่อลองทำเครื่องดื่มดูบ้าง และแต่งเติมรสให้หวานขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในสเปน จนในที่สุด '''คอนราด เจ แวนฮูเตนท์''' ชาวดัชต์ได้ค้นพบการทำช็อกโกแลตแบบแท่ง เม็ด และผง {{อ้างอิง}}
 
=== ช็อกโกแลตในยุโรป ===
ก่อนหน้าคริสต์ศตวรรษที่ 15 คน[[ยุโรป]]ยังไม่มีใครรู้จักเครื่องดื่มชนิดนี้ [[สเปน]]เป็นประเทศแรกที่ออกเดินทางแสวงหาความมั่งคั่งสู่ทวีปอเมริกา และได้พบกับเครื่องดื่มที่มีรสชาติอมตะของช็อกโกแลต
 
หลังจาก[[สเปน]]มีชัยเหนือชาวแอซเทคแล้ว พวกเขาได้นำเอาช็อกโกแลตกลับประเทศด้วย และกลายเป็นที่นิยมชมชอบในราชสำนักอย่างรวดเร็ว ภายในช่วงเวลา 100 ปี ความหลงใหลที่มีต่อช็อกโกแลตได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วยุโรป
 
ก่อนหน้าที่[[เอร์นัน กอร์เตส]] ขุนพลของสเปนจะมีชัยเหนือเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1521 อาจเคยมีนักสำรวจยุคแรกเคยเห็นต้นคาเคาในอเมริกากันมาบ้างแล้ว แต่สเปนกลับเป็นชาติแรกของยุโรปที่ค้นพบรสชาติที่เลิศล้ำของช็อกโกแลต การติดต่อกันระหว่างชาวสเปนและชาวแอซเทคได้เปิดประตูให้สองชาติได้แลกเปลี่ยนความคิดและเทคโนโลยีแก่กัน และตลาดยุโรปก็ได้รู้จักกับอาหารชนิดใหม่อย่างจากต้นคาเคา
 
สงครามในปี ค.ศ. 1521 คอร์เตสนำทหารเข้าสู้รบกับทหารของมอนเตซูมาจนได้รับชัยชนะ ทหารสเปนได้บังคับให้ขุนนางชาวแอซเทคนำทรัพย์สมบัติมาให้พวกตน ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ คาเคา ซึ่งถือเป็นทรัพย์ และมีค่าใช้แทนเงินตราจึงกลายมาเป็นทรัพย์ที่ยึดจากเชลยศึก ทหารสเปนได้อ้างสิทธิครอบครองไร่คาเคาของชาวแอซเทค และรีดเอาจากประชาชนที่ส่งบรรณาการให้ชาวแอซเทค ในเวลาไม่นาน คาเคาและช็อกโกแลตได้รับการส่งไปยังสเปน
 
ที่สเปน เครื่องดื่มช็อกโกแลตเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วจนไม่พอกับความต้องการ จึงต้องใช้แรงงานจำนวนนับล้านลงแรงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรูปน้ำตาลและคาเคา นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 จนถึงปลายศตวรรษที่ 18 แรงงานส่วนใหญ่ที่มีราคาถูกแสนถูกที่ทำไร่คาเคาเป็นพวกทาส และชนกลุ่มแรกที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาสทำช็อกโกแลตคือชาวเมโสอเมริกา
 
คนสเปนไม่ชอบรสชาติขมของช็อกโกแลต ทีแรกนายพลคอร์เตสกับเหล่าทหารของพวกเขาไม่ชอบรสชาติของช็อกโกแลตเลย แต่เพื่อให้ได้รสชาติถึงใจมากขึ้น พวกเขาเริ่มเอาช็อกโกแลตไปต้ม และใส่ส่วนผสมต่าง ๆ ลงไป
 
ครั้นเมื่อช็อกโกแลตเข้ามายังยุโรป มีใครบางคนเกิดไอเดียที่จะเติมน้ำตาลลงไป ใส่[[ชินเนมอน]] และเครื่องเทศลงไป ในที่สุดเครื่องดื่มช็อกโกแลตร้อนรสหอมหวานก็ถือกำเนิดขึ้นมา อย่างไรก็ดี ชาวสเปนยังคงวิธีการเตรียมและกระบวนการทำช็อกโกแลตไว้เหมือนเดิม และยังคงใช้ชาวพื้นเมืองเก็บฝักและหมัก ตาก ทำความสะอาด และคั่วเมล็ดคาเคา สเปนยังได้ประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่สำหรับใช้ทำช็อกโกแลตด้วย ซึ่งก็คือ ไม้คนที่เรียกว่า ''โมลินีโอ'' เอาไว้คนให้ช็อกโกแลตเป็นโฟมละเอียดง่ายขึ้น
 
เครื่องดื่มช็อกโกแลตนี้จะมีก็แต่ชาวสเปนผู้มั่งคั่ง และบาทหลวงเท่านั้นที่หาซื้อมาดื่มได้ พระสเปนได้แนะนำเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้ราชสำนักได้ลิ้มลอง มีเรื่องเล่ากันว่า พระนิกายโดมินิกันนำคนพื้นเมืองเข้าเฝ้า[[พระเจ้าเฟลิเปที่ 2 แห่งสเปน|เจ้าชายฟิลิปแห่งสเปน]] เชลยเหล่านี้ได้ปรุงเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้เจ้าชายเสวย และในเวลาไม่นาน ชาวสำนักราชวังพากันเห่อดื่มช็อกโกแลตกันเป็นบ้าเป็นหลัง
 
เนื่องจากสเปนยึดครองอเมริกาเป็นอาณานิคมในยุคแรก ทำให้สเปนผูกขาดค้าขายช็อกโกแลตอยู่เพียงลำพังหลายปี จะมีก็แต่ชาวสเปนที่ร่ำรวยมหาศาลกับคนที่มีเส้นสายดีเท่านั้นที่มีเงินซื้อช็อกโกแลตที่แสนแพงนี้ได้ ชาวสเปนยอมรับว่าช็อกโกแลตช่วยให้กระปรี้กระเปร่า และมีคุณค่าทางโภชนาการ คาเคามีแคลอรีสูงตามธรรมชาติ และยังมีกาเฟอีน และสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายกันเรียกว่า [[ธีโอโบรมีน]]ด้วย
 
ต่อมาในศตวรรษที่ 16 ช็อกโกแลตเริ่มเป็นเครื่องดื่มสำหรับพระที่ถือศีลอด และหลังจากถกเถียงกันมานาน ศาสนจักรคาทอลิกได้อนุญาตให้ประชาชนดื่มช็อกโกแลตเป็นอาหารทดแทนระหว่างถือศีลอด ซึ่งเป็นช่วงห้ามรับประทานอาหาร แต่ประเทศอื่นในยุโรปยังไม่มีโอกาสลิ้มรสช็อกโกแลตจนอีกร้อยปีต่อมา จะเป็นเพราะชาวสเปนพยายามเก็บช็อกโกแลตไว้แต่เพียงประเทศเดียวหรือไม่ และข่าวคราวเกี่ยวกับช็อกโกแลตแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร ไม่มีใครรู้ชัด รู้กันแต่ว่าในที่สุดแล้ว ความลับเกี่ยวกับช็อกโกแลตได้แพร่งพรายออกไป และเริ่มเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรปอย่างรวดเร็ว และยืนยาวมาจนถึง[[ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม]]
 
หลายประเทศยุโรปเริ่มนำเอาพันธุ์พืชคาเคาไปปลูกในประเทศอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็น[[สหราชอาณาจักร]] [[เนเธอร์แลนด์]] และ[[ฝรั่งเศส]] ต่างยึดเมืองแถบเส้นศูนย์สูตรเป็นอาณานิคม อังกฤษนำต้นคาเคามาปลูกบน[[เกาะซีลอน]] หรือ[[ศรีลังกา]] เนเธอร์แลนด์นำไปเพาะปลูกที่[[เวเนซุเอลา]] [[ชวา]] และ[[สุมาตรา]] ส่วนฝรั่งเศสปลูกที่[[แคริบเบียน|เวสท์อินดีส]] ผลผลิตจากต้นคาเคาใช้เวลาไม่นานก็สามารถออกฝักและเมล็ดส่งกลับมายังเจ้าอาณานิคมเหล่านี้จนยุโรปกลายเป็นทวีปแห่งช็อกโกแลต
 
ชาวยุโรปบดเมล็ดคาเคาด้วยเครื่องโม่ทำให้บดได้คราวละจำนวนมาก เริ่มจากสมัยแรกใช้ครกตำแต่ต่อมาใช้[[กังหันลม]] บ้างก็ใช้โม่ที่อาศัยแรงงานม้าหมุนเครื่องบด คนยุโรปนิยมดื่มช็อกโกแลตกับน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าราคาแพงอีกชนิดที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วงปลายศตวรรษ 1600 เซอร์ ฮันส์ สโลน จากราชวิทยาลัยแพทย์เสนอช็อกโกแลตสูตรใหม่เป็นช็อกโกแลตใส่นมที่ให้รสชาติละเมียดขึ้น
 
ในฝรั่งเศส ช็อกโกแลตเป็นสินค้าผูกขาด มีตำนานเล่าว่า [[อานน์แห่งออสเตรีย สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส|พระราชินีอานน์แห่งออสเตรีย]] ชอบดื่มช็อกโกแลตเข้าขั้นเสพติด จนราชสำนักฝรั่งเศสต้องปิดเรื่องนี้ไว้ ช็อกโกแลตเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชนชั้น และมีพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ใด ยกเว้นสมาชิกของขุนนางฝรั่งเศสเท่านั้นที่ดื่มช็อกโกแลตได้ ต่างจากอังกฤษ ใครมีเงินซื้อก็ดื่มได้
 
ร้านช็อกโกแลตแห่งแรกเปิดบริการใน[[ลอนดอน]]เมื่อปี ค.ศ. 1657 คล้ายกับ[[ร้านกาแฟ]] ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากกว่าในเวลาต่อมา ร้านช็อกโกแลตเป็นสถานที่ดื่มเครื่องดื่มร้อนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถกเรื่องการเมือง พบปะผู้คน และเล่นพนัน บางแห่งรับเฉพาะผู้ชาย แต่ก็หลายแห่งที่เปิดรับทุกเพศที่มีเงินจ่าย
 
ขั้นตอนการทำช็อกโกแลตไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปี จนกลายศตวรรษ 1700 ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอนาคตของช็อกโกแลตก็ถึงเวลาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
 
ก่อนหน้ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลตต้องอาศัยแรงงานคนอย่างเดียว ซึ่งใช้เวลานาน และค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ช็อกโกแลตหาซื้อได้เฉพาะคนร่ำรวยเท่านั้น เมื่อนักประดิษฐ์ได้สร้าง[[เครื่องจักรไอน้ำ]]สำเร็จการผลิตช็อกโกแลตจำนวนมากด้วยเวลาที่สั้นลงทำให้เส้นทางของช็อกโกแลตไม่อยู่เฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้นแต่ยังวิวัฒนาการกลายเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยมกันทั่วโลกด้วย
 
== ชนิดของช็อกโกแลต ==
ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมที่นิยมมาก และมีให้เลือกในหลากหลายรูปแบบ รูปแบบและรสชาติของช็อกโกแลตนั้นแตกต่างกันได้โดยส่วนผสมและปริมาณของส่วนผสมในช็อกโกแลต นอกจากส่วนผสมแล้วรสชาติยังแตกต่างกันโดยระยะเวลาและอุณหภูมิของการคั่วเมล็ดโกโก้ด้วย
 
=== ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน ===
ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน (unsweetened chocolate) คือ ช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์หรือที่รู้จักกันในนาม ช็อกโกแลตฝาด ใช้ในการอบอาหาร และเป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีการเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสชาติเข้มข้นและลุ่มลึกของช็อกโกแลตบริสุทธิ์ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเพิ่ม[[น้ำตาล]]เข้าไป ช็อกโกแลตชนิดนี้จะใช้เป็นส่วนผสมหลักในการทำ[[บราวนีช็อกโกแลต|บราวนี]] เค้ก ลูกกวาด และคุกกี้
 
=== ช็อกโกแลตดำ ===
ช็อกโกแลตดำ (dark chocolate) คือช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งบางครั้งก็เรียกเป็นช็อกโกแลตธรรมดา แต่ว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเป็นช็อกโกแลตหวาน และกำหนดให้มีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 15% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 35% ช็อกโกแลตดำมีสาร[[ฟลาโวนอยด์]] ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ป้องกันมิให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุของ[[โรคหัวใจเลือดตีบ]] และช่วยป้องกันไม่ให้[[เกล็ดเลือด]]แข็งตัว สาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด และป้องกัน[[ความดันโลหิตสูง]] <ref>http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000017760</ref>
 
=== ช็อกโกแลตนม ===
ช็อกโกแลตนม (milk chocolate) คือช็อกโกแลตที่ผสมนมหรือ[[นมข้นหวาน]] รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดว่าหากจะเรียกว่าช็อกโกแลตนม ต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 10% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 25%
 
ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ (cocoa butter) นม และยังเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สำหรับแต่งหน้าขนมได้เป็นอย่างดี ช็อกโกแลตนมที่ทำในประเทศสหรัฐฯ ต้องประกอบด้วยน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 10% และนมที่ไม่ได้เอามันเนยออก 12%
 
=== ช็อกโกแลตลิเคียวร์ ===
เป็นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นำมาบดละเอียด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ น้ำช็อกโกแลตนี้สามารถทำให้เย็นและทำให้แข็งตัวโดยใส่พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็นชนิดที่ไม่หวาน น้ำช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์ประมาณ 53%
 
=== ช็อกโกแลตกึ่งหวาน ===
ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet) อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่เนยโกโก้ลงไปด้วย สีของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ จะมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27% ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสหวานเล็กน้อยและกลมกล่อม
 
=== ช็อกโกแลตหวาน ===
ช็อกโกแลตหวาน (sweet chocolate) ช็อกโกแลตชนิดนี้จะเพิ่มความหวานลงไปมากกว่าช็อกโกแลตแบบหวานน้อย และมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 1 % ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำขนมและตกแต่งขนม และยังมีไขมันเท่า ๆ กับช็อกโกแลตแบบหวานน้อย
 
=== ช็อกโกแลตขาว ===
ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) ชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ที่อยู่ในรูปของไขมัน แต่จะประกอบไปด้วยน้ำตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่กลิ่นวานิลลาลงไปด้วย ช็อกโกแลตขาวนี้จะแตกหักง่าย หากเป็นของปลอมจะทำมาจากน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้
 
=== ลิควิดช็อกโกแลต ===
เป็นช็อกโกแลตที่ไม่หวาน ส่วนใหญ่จะบรรจุขายเป็นขวด ขวดละ 1 ออนซ์ และเนื่องจากมันไม่ละลายจึงสะดวกในการใช้มาก โดยพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้ทำขนมอบ อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้ ซึ่งเนื้อช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสไม่หวาน
 
=== กูแวร์ตูร์ ===
ช็อกโกแลตชนิดกูแวร์ตูร์ (couverture) เป็นชนิดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือจะเป็นมันเงา โดยปกติจะมีส่วนผสมของเนยโกโก้อย่างน้อยที่สุด 32% ทำให้มันสามารถคงตัวอยู่ในรูปของไขได้ดีกว่าชนิดเคลือบ ปกติแล้วจะใช้เฉพาะในร้านที่ทำขนมหวานเท่านั้น ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปของส่วนที่เคลือบอยู่ภายนอกผลไม้หรือหุ้มไส้ช็อกโกแลตอยู่
 
=== กานาช ===
ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลักษณะข้นมาก เป็นที่นิยมนำไปทำเค้กช็อกโกแลต กานาชทำโดยการเทวิปปิงครีมที่นำไปอุ่นลงไปในช็อกโกแลตสับในปริมาณที่เท่ากัน ทิ้งไว้สักครู่จนช็อกโกแลตเริ่มละลายและคนให้เข้ากัน จะได้ส่วนผสมที่ข้นขึ้น อาจเติมเนยในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเงาให้กับกานาชด้วย
 
=== Confectionery Coating ===
เป็นช็อกโกแลตที่ใช้เคลือบลูกกวาด โดยนำไปผสมกับน้ำตาล นมผง น้ำมันพืช และสารปรุงแต่งรสชาติต่าง ๆ มีสีสันหลากหลาย ลูกกวาดที่ได้นี้ผงโกโก้จะมีไขมันต่ำ แต่จะไม่มีส่วนผสมของเนยโกโก้ เหมือนชนิดอื่น ๆ จึงแยกออกมาเป็นอีกประเภทหนึ่งได้
 
== สารอาหารและการวิจัย ==
{{nutritional value | name= ขนมหวาน, ช็อกโกแลตนม
| water=1.5 g
| kJ=2240
| protein=7.6
| fat=29.7
| carbs=59.4
| fiber=3.4 g
|opt2n = cholesterol
|opt2v= 23 mg
|opt1n= theobromine
|opt1v= 205 mg
| sugars=51.5
| calcium_mg=189
| iron_mg=2.4
| magnesium_mg=63
| phosphorus_mg=208
| potassium_mg=372
| sodium_mg=79
| zinc_mg=2.3
| manganese_mg=0.5
|selenium_ug=4.5
| vitC_mg=0
| thiamin_mg=0.1
| riboflavin_mg=0.3
| niacin_mg=0.4
| vitB6_mg=0.0
| folate_ug=12
| vitB12_ug=0.7
| vitB5_mg=0.5
| choline_mg=46.1
| vitA_iu=195
| vitE_mg=0.5
| vitK_ug=5.7
| source_usda = 1
| note=[http://ndb.nal.usda.gov/ndb/foods/show/6104?fgcd=&manu=&lfacet=&format=&count=&max=35&offset=&sort=&qlookup=Candies%2C+milk+chocolate Full Link to USDA Database entry]
}}
 
== อ้างอิง ==
{{รายการอ้างอิง}}
{{เริ่มอ้างอิง}}
* หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
{{จบอ้างอิง}}
 
== แหล่งข้อมูลอื่น ==
{{คอมมอนส์|Chocolate}}
* [http://www.exploratorium.edu/exploring/exploring_chocolate/ Exploring Chocolate] {{en icon}}
* [http://www.nsm.or.th/modules.php?name=News&file=article&sid=55 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ - ตอน "ช็อกโกแลต" ขนมหวานธรรมดาที่ไม่ธรรมดา]
 
[[หมวดหมู่:อาหาร]]
[[หมวดหมู่:ข็อกโกแลต| ]]
30,852

การแก้ไข