ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ฉบับร่าง:คดีความเงินผาติกรรมของวัดบึงทองหลาง กรุงเทพมหานคร"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
===ความเป็นมาแห่งคดีความ===
พระครูพิศาลวิริยคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลาง ระหว่าง พ.ศ.2501-2547<ref> ผศ.ดร.พิเชฐ ทั่งโต,(บรรณาธิการ).ปกิณกะคำสอนหลวงพ่อโต, (กรุงเทพ ฯ ,สำนักพิมพ์สินธนา,2549 : พิมพ์เนื่องในงานครบรอบ 80 ปี พระครูพิศาลวิริยคุณ) หน้า 130</ref> และถูกให้พักจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและมรณภาพที่วัดบึงทองหลาง เมื่อ 26 มิถุนายน 2561 <ref> รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม [บรรณาธิการ] (2561). บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนและสังคม. ที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพพระครูพิศาลวิริยคุณ (สิงห์โต ติสฺโส) ณ ฌาปนสถานวัดบึงทองหลาง ลาดพร้าว 101 บางกะปิ กรุงเทพ ฯ 7 กรกฎาคม 2561. พระนครศรีอยุธยา : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</ref> ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความว่าด้วยการยักยอกทรัพย์ โดยข้อกล่าวหาคือ จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ เบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยในคำบรรยายฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2540- 19 เมษายน พ.ศ.2543 จำเลยเบียดบังเอาเงินผาติกรรม ที่วัดบึงทองหลาง ได้รับจากกรมทางหลวงเพื่อเป็นค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของวัด รวม 7 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 36,789,660 บาท (สามสิบหกล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นเก้าพันหกร้อยหกสิบบาทถ้วน) โดยโอนเงินจากบัญชีฝากของวัด ไปยังบัญชีของ มูลนิธิพระครูธรรมสาจารย์ (อุปัชฌาย์พัก ธัมม ทัดโต) และมูลนิธิพิศาลวิริยะคุณ ที่พระครูพิศาลวิริยคุณ เป็นประธานในการจัดตั้งทั้ง 2 มูลนธิ ซึ่งคดีเข้าสู่กระบวนการทางศาล ได้มีการปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดตามที่อัยการโจทย์ฟ้องร้อง
===คำพิพากษาศาลชั้นต้น===
 
(รอข้อมูล)
===คำพิพากษาศาลอุทธรณ์===
(รอข้อมูล)
===คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554<ref> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554 https://deka.supremecourt.or.th/search</ref>===
แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเจ้าอาวาสไม่อยู่ในความหมายดังกล่าว และในปัจจุบันวัดจัดตั้งขึ้นโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งกำหนดให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่ก็มีอำนาจอย่างจำกัดตามมาตรา 37 เฉพาะในการบำรุงวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และอื่นๆ อันเป็นกิจการของสงฆ์โดยเฉพาะ ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ วัดจึงหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าในตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือในตำแหน่งอื่นใดก็ตาม จึงหาได้อยู่ในความหมายของคำจำกัดความว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา" ก็เป็นเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่พระภิกษุบางตำแหน่งเท่านั้น และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และฉบับปัจจุบันบัญญัติให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น โดยบัญญัติถึงกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นกรณีพิเศษโดยใช้วิธีการไต่สวนเท่านั้น บุคคลอื่นๆ คงใช้กระบวนการสอบสวนตามปกติตาม ป.วิ.อ. ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนมิได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง
3,382

การแก้ไข