ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ภาษาไทย"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ป้ายระบุ: ถูกย้อนกลับแล้ว
ป้ายระบุ: ย้อนด้วยมือ
|yiengz /jieŋ/
|}
* มีเสียงเสียดแทรกเพดานอ่อน (ฃ /x/ และ ฅ /ɣ/) ซึ่งต่างจากเสียงกักเพดานอ่อนอย่างชัดเจน (ข /kʰ/ และ ค /g/) เสียงพยัญชนะนี้หายไป →ตัวอย่าง3
{| class="wikitable"
|+→ตัวอย่าง3
|-
|xo:n
|ฆ้อน /xo:n/ => ฅ้อน
|ค้อน /kho:n/
|ຄ້ອນ /kho:n/
|-
|xa:
|ฃ้า => ฆ่า /xa:/
|ข้า => ฆ่า /kha:/ (การสะกดคำปนเปื้อน)
|ຂ້າ /kha:/
|kaj /kha/
|haj /ha:/
|-
|ɣon
|gon
|คนฅน /gonɣon/
|คน /khon/
|ຄົນ /khon/
|ɣa:
|ฅา /ɣa:/
|(หญ้า)คา /kha/
|ຄາ /kha/
|haz /ha:/
|ɣe:ŋ
|แฅ่ง /ɣe:ŋ/
|แค่ง => แข้ง (โทโทษ) /khe:ŋ/
|ແຄ່ງ/ແຂ້ງ /khe:ŋ/
|hengh /he:ŋ/
|rengh /ɣe:ŋ/
|kʰo
|ฃอ /kʰo/
|(ตะ)ขอ /kʰo/
|ຂໍ /kʰo/
|ho /ho/
|-
|kʰlut
|ฃุดฃุ่ด /kʰut/
|ขุด /kʰut/
|ຂຸດ /kʰut/
|ɲin
|ɲin
|(ได้)ยิน /jin/
|ຍິນ /ɲin/
|yinz /jin/
|ใคร่ /khrai/
|ໃຄ່ /khai/
| -
| ไม่มี
| -
| ไม่มี
|-
|gaɯ
|*khaɯ
|*ใค่ /khai/(บวม)
|ไม่มี
|ໃຄ່(บวม) /khai/
|kawq /khaɯ/
|gaɯ
|*khaɯ
|*ใค่ /khai/(แห้ง)
|ไม่มี
|ໃຄ່(แห้ง) /khai/
|kawh /khaɯ/
|paɯ
|phaɯ
|(สะ)ใภ้ /phai/
|ໃພ້ /phai/
| -
|*raɯ
|raɯ
|ใร่ => ไร่ /rai/
|ໃຮ່ => ໄຮ່ /hai//rai/
|rawq /raɯ/ (นาไร่) (สองไร่นา)
|rawq /raɯ/
|ŋaɯ
|*ŋaɯ
| ไม่มี-
|ໃງ່ /ŋai/(ขี้ฝุ่น)
|ngawq /ŋaɯ/(สิ่งเล็กๆในน้ำ)
อย่างไรก็ตาม หน่วยเสียง /x/ และ /ɣ/ น่าจะมีการสูญหายไปในอย่างรวดเร็วในสมัย[[พระยาลิไท]] โดยเกิดการรวมกับหน่วยเสียง /kʰ/ และ /g/ โดยสังเกตได้จากการใช้รูปพยัญชนะ ฃ สลับกับ ข และ ฅ สลับกับ ค ในศิลาจารึกสมัย[[พระยาลิไท]] บ่งบอกว่าหน่วยเสียงทั้งสองคู่ไม่มีความแตกต่างกันอีกต่อไป ปัจจุบันจึงมีการเลิกใช้ตัวอักษร [[ฃ]] และ [[ฅ]]
 
ระบบเสียงวรรณยุกต์สามเสียงสอดคล้องกับฉันทลักษณ์ในสมัยอยุธยาตอนต้น เช่นการบังคับเอกโทใน[[โคลงสี่สุภาพ]] ในวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นที่เขียนในโคลงสี่สุภาพ ยังไม่ปรากฏว่ามีการใช้คำเอกโทษหรือโทโทษเกิดขึ้น จึงสันนิษฐานได้ว่าระบบเสียงของภาษาไทยที่ใช้ในสมัยอยุธยาตอนต้นยังคงเป็นระบบเสียงแบบเก่าอยู่ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบเสียงภาษาไทยต่อไปในสมัยอยุธยาตอนกลาง อนึ่ง เสียงสระ ใ- /aɰ/ และ ไ- /aj/ ในสมัยอยุธยาตอนต้นยังคงรักษาความแตกต่างไว้ได้เช่นกัน โดยสังเกตได้จากการที่คำที่มีรูปสระ ไ และ ใ จะไม่สัมผัสกัน
 
===การเปลี่ยนแปลงระบบเสียงที่สำคัญ===
! colspan=2| !!colspan=2|ริมฝีปาก!!ปุ่มเหงือก!!colspan=2|เพดานอ่อน
|-
!||พยัญชนะเดี่ยว||[p]<br>ป||[pʰ]<br>ผ, พ||[t]<br>ต||[k]<br>ก||[kʰ]<br>ข, ฃ, ค, ฅ
|-
!เสียงรัว
![r]<br>ร
| [pr]<br>ปร|| [pʰr]<br>พร|| [tr]<br>ตร|| [kr]<br>กร||[kʰr]<br>ขร, ฃร, คร
|-
!rowspan=2|เสียงเปิด
|-
![w]<br>ว
| || ||||[kw]<br>กว||[kʰw]<br>ขว, ฃว, คว, ฅว
|}
 
 
== ไวยากรณ์ ==
ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คำในภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปไม่ว่าจะอยู่ในกาล (''tense'') การก (''case'') มาลา (''mood'') หรือวาจก (''voice'') ใดก็ตาม คำในภาษาไทยไม่มีลิงค์ลิงก์ (''gender'') ไม่มีพจน์ (''number'') ไม่มีวิภัตติปัจจัย แม้คำที่รับมาจากภาษาผันคำ (ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย) เป็นต้นว่าภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำในภาษาไทยหลายคำไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของคำตายตัวลงไปได้ ต้องอาศัยบริบทเข้าช่วยในการพิจารณา เมื่อต้องการจะผูกประโยค ก็นำเอาคำแต่ละคำมาเรียงติดต่อกันเข้า ภาษาไทยมีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา [[คำคุณศัพท์]]จะวางไว้หลัง[[คำนาม]] ลักษณะทาง[[วากยสัมพันธ์]]โดยรวมแล้วจะเป็นแบบ 'ประธาน-กริยา-กรรม'
 
=== วากยสัมพันธ์ ===
 
บางครั้งเป็นการยืมมาซ้อนคำ เกิดเป็น[[คำซ้อน]] คือ คำย่อยในคำหลัก มีความหมายเดียวกันทั้งสอง เช่น
* '''ดั้งจมูก''' (จาก ดั้ง + จมูก) โดยมีคำว่าดั้ง เป็นคำไทยในภาษาไท ส่วนจมูก เป็นคำใน[[ภาษาเขมร]], แต่ปัจจุบันหมายถึง สันจมูก
* '''อิทธิฤทธิ์''' (จาก อิทธิ + ฤทธิ์) มาจาก อิทฺธิ (iddhi) ใน[[ภาษาบาลี]] ซ้อนกับคำว่า ฤทฺธิ ऋद्धि (ṛddhi) ใน[[ภาษาสันสกฤต]] โดยทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน
 
คำจำนวนมากในภาษาไทย ไม่ใช้คำในกลุ่มภาษาไท แต่เป็นคำที่ยืมมาจากกลุ่มภาษาสันสกฤต-ปรากฤต โดยมีตัวอย่างดังนี้
; รักษารูปเดิม หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
* '''วชิระ''' (บาลี: วชิร [vajira]), '''วัชระ''' (สันส: วชฺร वज्र [vajra])
* '''ศัพท์''' (สันส: ศพฺท शब्द [śabda]), '''สัท-/สัททะ/สัทท-''' (เช่น สัทอักษร) (บาลี: สทฺท [sadda])
* '''อัคนี''' และ '''อัคคี''' (สันส: อคฺนิ अग्नि [agni] บาลี: อคฺคิ [aggi])
* '''โลก''' (โลก) – บาลี: โลก [loka] (สันสกฤต: लोक โลก)
* '''เพียร''' (มาจาก พิริย และมาจาก วิริย อีกทีหนึ่ง) (สันส:วีรฺย वीर्य [vīrya], บาลี:วิริย [viriya])
* '''พฤกษา''' หรือ '''พฤกษ์''' (สันส:วฺฤกฺษ वृक्ष [vṛkṣa])
* '''พัสดุ''' แผลงมาจาก วัสดุ (สันส: वस्तु [vastu] (วสฺตุ); บาลี: [vatthu] (วตฺถุ => วัตถุ) )
 
* '''กบิลพัสดุ์'''
; เสียง -อระ เปลี่ยนมาจาก -ะระ
* '''หรดี''' (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หรติ))
* '''เทวดา''' (บาลี:เทวตา [devatā])
* '''วัสดุ''' และ '''วัตถุ''' (สันส: [vastu] वस्तु (วสฺตุ); บาลี: [vatthu] (วตฺถุ))
* '''กบิลพัสดุ์''' (กะ-บิน-ละ-พัด) ([[คำสมาส]]ของ กบิล + พัสดุ์/พัสดุ (แผลงมาจาก วัสดุ)) (สันส: कपिलवस्तु [kapilavastu] (กปิลวสฺตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวตฺถุ))
 
; เสียง บ มักแผลงมาจาก ป
* '''กบิลพัสดุ์''' (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: कपिलवस्तु [kapilavastu] (กปิลวสฺตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวตฺถุ))
* '''บุพเพ''' และ '''บูรพ''' (บาลี: [pubba] (ปุพฺพ), สันสกฤต: पुर्ब ปุรฺพ)
 
=== ภาษาอังกฤษ ===
ในรัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ได้มีวิวัฒนาการต่าง ๆ ทางเทคโนโลยีมากมาย ซึ่งทำให้มีการใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เช่น<ref>[http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2452/D/786.PDF ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๖ น่า ๗๘๖ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๒๘ แจ้งความกรมราชเลขานุการ เรื่อง กำหนดให้เรียกคำบางคำในภาษาอังกฤษ เป็นคำภาษาไทย คือคำว่าวอเตอร์สัปพลาย ให้เรียกว่าประปา คำว่าสเตชัน ให้เรียกว่าสถานี คำว่ารถมอเตอร์คาร์ ให้เรียกว่ารถยนต์ คำว่าเรือมอเตอร์ ให้เรียกว่าเรือยนตร์]</ref>
* ประปา เป็นศัพท์บัญญัติของจากคำว่า วอเตอร์ซัปพลาย (''water supply'')
* สถานี เป็นศัพท์บัญญัติของจากคำว่า สเตชัน (''station'')
* รถยนต์ เป็นศัพท์บัญญัติของจากคำว่า รถมอเตอร์คาร์ (รถ + มอเตอร์คาร์) (''motorcar'')
* เรือยนต์ เป็นศัพท์บัญญัติของจากคำว่า เรือมอเตอร์โบ๊ต (''motorboat'')
* ประมวล เป็นศัพท์บัญญัติของจากคำว่า โค้ด (''code'')<ref>[http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2452/D/1060.PDF ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๑๒๘ เล่ม ๖๖ น่า ๑๐๖๐ แจ้งความกรมราชเลขานุการ เรื่อง ให้กำหนดเรียกคำว่า ประมวล แทนคำที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า โค้ด]</ref>
 
== ดูเพิ่ม ==