ผลต่างระหว่างรุ่นของ "แบตเตอรี่"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ การแก้ไขแบบเห็นภาพ
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ การแก้ไขแบบเห็นภาพ
บทความหลัก: เซลล์ไฟฟ้าเคมี
 
[[ไฟล์:ElectrochemCell.png|thumb|เซลล์แบบโวลตา (เซลล์ที่สร้างแรงเคลื่อนไฟฟ้าโดยการแปลงที่ย้อนกลับไม่ได้จากพลังงานเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ไม่สามารถประจุใหม่ได้) สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการสาธิต ในตัวอย่างนี้ครึ่ง-เซลล์สองตัวถูกเชื่อมเข้าด้วยกันโดยแผ่นคั่น [[สะพานเกลือ]] ที่ยอมให้มีการถ่ายโอนไอออนได้]]
 
แบตเตอรี่แปลงพลังงานเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง แบตเตอรี่ประกอบด้วยเซลล์แบบโวลตาได้มากกว่าหนึ่งเซลล์ แต่ละเซลล์ประกอบด้วยสอง [[ครึ่งเซลล์]] ที่เชื่อมต่อเรียงกันเป็นแถวโดยสารอิเล็กโทรไลต์ที่เป็นสื่อกระแสไฟฟ้าที่มีไอออนที่มีประจุลบ ({{lang-en|anion}}) และไอออนที่มีประจุบวก ({{lang-en|cation}}) ครึ่งเซลล์หนึ่งตัวจะมีอิเล็กโทรไลต์และขั้วลบ (อิเล็กโทรดที่แอนไอออนวิ่งเข้าหา); อีกครึ่งเซลล์หนึ่งจะมีอิเล็กโทรไลต์และขั้วบวก (อิเล็กโทรดที่แคทไอออนวิ่งเข้าหา [[Redox]] ปฏิกิริยา [[Redox]] เป็นตัวให้พลังงานกับแบตเตอรี่ แคทไอออนจะลดลง (อิเล็กตรอนมีการเพิ่ม) ที่แคโทดระหว่างการชาร์จประจุ ในขณะที่แอนไอออนจะถูกออกซิไดซ์ (อิเล็กตรอนจะถูกลบออก) ที่ขั้วบวกระหว่างการชาร์จ<ref>Dingrando 665.</ref> ในระหว่างการดีสชาร์จกระบวนการจะเป็นตรงกันข้าม ขั้วไฟฟ้าทั้งสองไม่ได้สัมผัสกัน แต่เชื่อมต่อทางไฟฟ้าโดย [[อิเล็กโทรไลต์]] เซลล์บางตัวใช้อิเล็กโทรไลต์แตกต่างกันสำหรับแต่ละครึ่งเซลล์ ตัวคั่นช่วยให้ไอออนไหลระหว่างครึ่งเซลล์ แต่จะช่วยป้องกันการผสมของอิเล็กโทรไลต์ทั้งสองด้าน
 
แต่ละครึ่งเซลล์มี [[แรงเคลื่อนไฟฟ้า]] (หรือ EMF) ที่กำหนดโดยความสามารถของมันในการขับกระแสไฟฟ้าจากภายในสู่ภายนอกของเซลล์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าสุทธิของเซลล์คือความแตกต่างระหว่าง EMFs ของครึ่งเซลล์ของมัน<ref name="Saslow 338">Saslow 338.</ref> ดังนั้นหากขั้วไฟฟ้ามี EMFs = <math>\mathcal{E}_1</math> และ <math>\mathcal{E}_2</math> ดังนั้น EMF สุทธิจะเป็น <math>\mathcal{E}_{2}-\mathcal{E}_{1}</math>; พูดอีกอย่าง EMF สุทธิคือความแตกต่างระหว่าง [[Reduction potential]] ของ [[ครึ่งปฏิกิริยา]]<ref>Dingrando 666.</ref>
 
แรงขับไฟฟ้าหรือ <math>\displaystyle{\Delta V_{bat}}</math> ที่ตกคร่อม [[ขั้วแบตเตอรี่|ขั้ว]] ของเซลล์เรียกว่า ''แรงดันไฟฟ้า (แตกต่าง) ที่ขั้ว'' และถูกวัดเป็น [[โวลต์]]<ref name="pse943">Knight 943.</ref> แรงดันไฟฟ้าที่ขั้วของเซลล์ที่ไม่ใช่ทั้งกำลังชาร์จและดีสชาร์จเรียกว่า [[แรงดันไฟฟ้าวงจรเปิด]] และเท่ากับ emf ของเซลล์. ผลจากความต้านทานภายใน<ref name="pse976">Knight 976.</ref> แรงดันไฟฟ้าที่ขั้วของเซลล์ที่กำลังดีสชาร์จจึงมีขนาดเล็กกว่าแรงดันไฟฟ้าวงจรเปิด และแรงดันไฟฟ้าที่ขั้วของเซลล์ที่กำลังชาร์จก็จะมีมากเกินแรงดันไฟฟ้าวงจรเปิด<ref>[http://www.tiscali.co.uk/reference/encyclopaedia/hutchinson/m0030399.html Terminal Voltage – Tiscali Reference]. Originally from ''Hutchinson Encyclopaedia''. Retrieved 7 April 2007.</ref>
 
เซลล์ในอุดมคติจะมีความต้านทานภายในเล็กน้อยจนตัดทิ้งได้ ดังนั้นมันจึงจะรักษาระดับแรงดันที่ขั้วให้มีค่าคงที่ที่เท่ากับ <math>\mathcal{E}</math> จนหมดแรง แล้วลดลงไปอยู่ที่ศูนย์ ถ้าเซลล์ดังกล่าวสามารถรักษาระดับไว้ที่ 1.5 โวลต์และจัดเก็บประจุจำนวนหนึ่ง [[คูลอมบ์]] จากนั้นเมื่อมันดีสชาร์จอย่างสมบูรณ์ มันควรจะทำงานได้ 1.5 [[จูล]]<ref name=pse943 /> ในเซลล์ปกติ ความต้านทานภายในจะเพิ่มระหว่างการดีสชาร์จ<ref name="pse976" /> และแรงดันไฟฟ้าวงจรเปิดก็จะลดลงด้วยระหว่างการดีสชาร์จ ถ้าแรงดันไฟฟ้าและความต้านทานถูกวาดเป็นกราฟกับแกนเวลา รูปกราฟที่ได้มักจะเป็นเส้นโค้ง; รูปร่างของเส้นโค้งจะแปรไปตามคุณสมบัติทางเคมีและการจัดแจงภายใน
 
แรงดันไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นระหว่างขั้วไฟฟ้าของเซลล์จะขึ้นอยู่กับการปลดปล่อยพลังงานของปฏิกิริยาเคมีของขั้วไฟฟ้าและอิเล็กโทรไลต์ของมัน เซลล์แบบ [[แบตเตอรี่อัลคาไลน์|อัลคาไลน์]] และแบบ [[แบตเตอรี่สังกะสีคาร์บอน|สังกะสีคาร์บอน]] มีปฏิกิริยาเคมีแตกต่างกัน แต่มี EMF ประมาณเดียวกันที่ 1.5 โวลต์; ในทำนองเดียวกัน เซลล์แบบ [[แบตเตอรี่นิกเกิลแคดเมียม|NiCd]] และแบบ [[แบตเตอรี่นิกเกิลโลหะไฮไดรด์|NiMH]] จะมีเคมีที่แตกต่างกัน แต่มี EMF ประมาณเดียวกันที่ 1.2 โวลต์<ref>Dingrando 674.</ref> การเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้​​าเคมีที่สูงในปฏิกิริยาของสารประกอบ [[ลิเธียม]] จะเป็นผลให้เซลล์ลิเธียมมี EMF ที่ 3 โวลต์หรือมากกว่า<ref>Dingrando 677.</ref>
 
== ประเภทแบตเตอรี่สามัญ ==
ผู้ใช้นิรนาม