ผลต่างระหว่างรุ่นของ "โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์"

→‎รุ่นที่ 2 รหัส AN150/AN160 (พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน): เพิ่มรุ่นปรับโฉมที่เปิดตัวในวันที่ 4 มิถุนายน 2563
(แก้ไขเนื้อหาในส่วน →‎ประวัติการเปลี่ยนแปลง: และ →‎รุ่นย่อย: พร้อมเพิ่มราคา ณ ปัจจุบันนี้)
(→‎รุ่นที่ 2 รหัส AN150/AN160 (พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน): เพิ่มรุ่นปรับโฉมที่เปิดตัวในวันที่ 4 มิถุนายน 2563)
 
ส่วนระบบความปลอดภัยมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control), ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (Trailer Sway Control), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control), ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control), ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System), ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist), ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution), กล้องมองหลัง (ยกเว้นรุ่น 2.4G MT), เซ็นเซอร์กะระยะการถอยหลัง (เฉพาะรุ่น 2.4G MT), ใช้โครงสร้างนิรภัย GOA ช่วยดูดซับแรงกระแทกเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริเวณห้องโดยสาร, ระบบถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 จุด, พวงมาลัยแบบยุบตัวได้, ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS (Theft Deterrent System)
 
=== ปรับโฉม ===
วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ปรับโฉมใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และครั้งนี้ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ มาพร้อมกันถึง 2 รุ่น 2 ดีไซน์ โดยมีรุ่นมาตรฐานและรุ่นพิเศษ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า “Legender”
 
ในรุ่นปกติ รูปลักษณ์ภายนอก ที่ปรับดีไซน์กระจังหน้าใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน เพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่งให้กับตัวรถ ดูหรูหรา บึกบึนมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นแบบ LED พร้อมกับ Light Guiding เพิ่มความโดดเด่นในยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังปรับล้ออัลลอย 18 นิ้วดีไซน์ใหม่ให้รับกับตัวรถ
 
ในรุ่น Legender ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน คำนึงถึงความสวยงามของเส้นสายที่ดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น ตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ด้วยสัดส่วนกระจังหน้าที่แตกต่าง เพิ่มความทันสมัยด้วย ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูงและไฟต่ำแบบ LED พร้อมปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่ให้สอดรับกับดีไซน์ด้านหน้าอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนลายล้ออัลลอย 20 นิ้วเป็นดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับหลังคาทูโทน ให้ความโดดเด่น ยกระดับการเป็น Flagship Model สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตระดับผู้นำ
 
พร้อมทั้งนี้ ยังปรับปรุงเครื่องยนต์ในรุ่น 2.8 ลิตร มาใหม่ ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที พร้อมเพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร เพิ่มความเงียบและความนุ่มนวลในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และปรับลดความเร็วรอบเดินเบา จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที
 
และยังมาติดตั้งระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Cruise Control) และ ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert)<ref>{{Cite web|url=https://www.toyota.co.th/news/8jl8oGjz|title=โตโยต้า เปิดตัวรถยอดนิยมระดับโลกฝีมือคนไทย ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ พลังแกร่งเหนือนิยาม และ ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ|accessdate=4 มิถุนายน 2563}}</ref>
 
=== เครื่องยนต์ในฟอร์จูนเนอร์ รุ่นที่ 2 ===
|{{Yes}}
|เกียร์ธรรมดา เลิกจำหน่ายในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562
|-
|1GD-FTV
(Super Power)
|2.8 ลิตร 4 สูบแถวเรียง VN Turbo
|204 แรงม้า
|500 นิวตันเมตร (เกียร์อัตโนมัติ)|{{Yes}}
|ใช้ในรุ่นปรับโฉมปี พ.ศ. 2563
|-
|2GD-FTV
|จำหน่ายในบางประเทศ
|}
=== รุ่นย่อยก่อนรุ่นปรับโฉม ===
สำหรับ All New Fortuner ในปัจจุบัน ที่ขายในประเทศไทยรุ่นย่อยก่อนรุ่นปรับโฉม มีรุ่นย่อยดังนี้
{| class="wikitable"
!รุ่น
|4 ล้อ Sigma4
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|เลิกจำหน่ายปี พ.ศ. 2563
|เป็นชุดแต่ง TRD Sportivo
|-
|2.8V A/T 2WD TRD Sportivo
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|เลิกจำหน่ายปี พ.ศ. 2563
|เป็นชุดแต่ง TRD Sportivo
|-
|2.8V A/T 4WD
|4 ล้อ Sigma4
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|เลิกจำหน่ายปี พ.ศ. 2563
|
|-
|2.8V A/T 2WD
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|เลิกจำหน่ายปี พ.ศ. 2563
|
|-
|2.7V A/T 2WD
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|เลิกจำหน่ายปี พ.ศ. 2563
|
|-
|2.4G A/T 2WD
|เลิกจำหน่ายปี พ.ศ. 2562
|}
หมายเหตุ : รุ่น TRD Sportivo เป็นชุดแต่งรถ และมีสี 2-Tone ให้เลือก แต่ต้อง(เพิ่มราคาอีก 20,000 บาท) , สีขาวมุก White Pearl เพิ่มราคา 12,000 บาท
 
=== รุ่นย่อยในรุ่นปรับโฉม ===
ในรุ่นปรับโฉม จะมี 2 รุ่น คือรุ่นปกติ และรุ่น LEGENDER โดยมีรุ่นย่อยดังนี้
{| class="wikitable"
!รุ่น
!ราคา ณ เปิดตัว
!เครื่องยนต์
!ระบบขับเคลื่อน
!เกียร์
!หมายเหตุ
|-
! colspan="6" |รุ่น LEGENDER
|-
|2.8 LEGENDER 4WD
|1,859,000 บาท
|1GD-FTV 2.8 ลิตร ดีเซล
|4 ล้อ Sigma4
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|-
|2.8 LEGENDER
|1,654,000 บาท
|1GD-FTV 2.8 ลิตร ดีเซล
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|-
|2.4 LEGENDER 4WD
|1,789,000 บาท
|2GD-FTV 2.4 ลิตร ดีเซล
|4 ล้อ Sigma4
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|-
|2.4 LEGENDER
|1,584,000 บาท
|2GD-FTV 2.4 ลิตร ดีเซล
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|-
! colspan="6" |รุ่นปกติ
|-
|2.4V 4WD
|1,494,000 บาท
|2GD-FTV 2.4 ลิตร ดีเซล
|4 ล้อ Sigma4
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|-
|2.4V 2WD
|1,424,000 บาท
|2GD-FTV 2.4 ลิตร ดีเซล
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|-
|2.4G 2WD
|1,319,000 บาท
|2GD-FTV 2.4 ลิตร ดีเซล
|2 ล้อหลัง
|อัตโนมัติ 6 จังหวะ
|
|}
หมายเหตุ : สีขาวมุก White Pearl และสีแดง Emotional Red เพิ่มราคา 12,000 บาท ในรุ่นปกติ และ เพิ่มราคา 20,000 บาท ในรุ่น LEGENDER พร้อมเพิ่ม Black Top ให้ด้วย
 
=== ประวัติการเปลี่ยนแปลง ===
- ประกาศรองรับ Biodiesel B20 ในรถ Fortuner รุ่นปี พ.ศ. 2554 ขึ้นไป
 
- นำเอารุ่น 2.7V 2WD ออกจากตลาด
|-
|พ.ศ. 2563
| - ปรับโฉมครั้งแรก เพิ่มรุ่น LEGENDER
- นำเอารุ่น 2.8V และ 2.8V 4WD ไปอยู่ในรุ่น LEGENDER และนำเอารุ่น TRD Sportivo ออกจากตลาด
 
- เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ถูกปรับปรุงใหม่ให้กำลังแรงขึ้น พร้อมเพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft)
 
- มาตรวัด Optitron ดีไซน์ใหม่
 
- จอภาพขนาด 8 นิ้วในรุ่นปกติ และ 9 นิ้วในรุ่น LEGENDER รองรับ Apple Carplay และชาร์จแบบไร้สาย
 
- เพิ่มระบบ Toyota Safety Sense
 
- กล้องมองภาพ 360 องศา พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะ 6 จุด
|}
 
382

การแก้ไข