ผลต่างระหว่างรุ่นของ "เรือประจัญบานชั้นยามาโตะ"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(แทนที่ภาพ Japanese_battleship_Musashi_cropped.jpg ด้วย Japanese_battleship_Musashi_underway_in_1944_(NH_63473).jpg จากวิกิพีเดียคอมมอนส์)
ชินะโนะแต่เดิมคือเรือรบหมายเลข 110 วางกระดูกงูเป็นลำที่ 3 ในชั้นเรือประจัญบานยะมะโตะ มีการปรับปรุงแบบเล็กน้อย ความหนาของเกราะลดลงเล็กน้อยจากแบบดั้งเดิมซึ่งประกอบไปด้วย เกราะข้างลำเรือ ดาดฟ้า และป้อมปืน การลดน้ำหนักของเรือนี้ทำให้สามารถปรับปรุงส่วนอื่นๆได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนป้องกันของส่วนควบคุมการยิงและตำแหน่งเฝ้าระวัง นอกจากนี้ปืนใหญ่รองได้เปลี่ยนเป็นปืนชนิด 98 ขนาดลำกล้อง 10 ซม./65 (10 cm/65 caliber Type 98) แทนปืนขนาด 12.7 ซม.ที่ใช้บนเรือประจัญบานชั้นยะมะโตะที่สร้างขึ้น 2 ลำแรก แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็มีศักยภาพสูงกว่าปืน 127 มม.ในแง่ความเร็วปากลำกล้อง ระยะยิงสูงสุด เพดานยิงต่อต้านอากาศยาน และอัตราการยิงเป็นอย่างมาก<ref>Garzke and Dulin, pp. 74–75</ref>
 
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ที่มิดเวย์ การสร้างชินะโนะถูกระงับและได้มีการสร้างตัวเรือใหม่เป็นเรือบรรทุกอากาศยานทีละเล็กทีละน้อย<ref name=cfrecord3>{{cite web | last1 = Tully | first1 = Anthony P. | title = IJN Shinano: Tabular Record of Movement | url = http://combinedfleet.com/Shinano.htm | work = Combined Fleet | publisher = CombinedFleet.com | date = 7 May 2001 | accessdate = 8 January 2009}}</ref> เรือได้รับการออกแบบให้เป็นเรือสนับสนุนขนาด 64,800 ตันที่มีความสามารถในการขนส่ง ซ่อมแซม และเติมเชื้อเพลิงให้แก่กองบินของเรือบรรทุกอากาศยานลำอื่น<ref name=Reynolds61>Reynolds, p. 61</ref><ref>Preston, p. 91</ref> แม้ว่าแต่เดิมจะมีกำหนดการให้เรือขึ้นระวางในตอนต้นปี ค.ศ. 1945<ref>Reynolds, p. 219</ref> แต่การก่อสร้างได้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังยุทธการทะเลฟิลิปปิน<ref name=Reynolds284>Reynolds, p. 284</ref> ด้วยเหตุนี้ชินะโนะจึงได้ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1944 และขึ้นระวางในวันที่ 19 พฤศจิกายนซึ่งเป็นเวลาเพียงเดือนกว่าหลังจากมีการปล่อยลงน้ำ ชินะโนะออกเดินทางจากโยะโกะซุกะเพื่อไปคุเระ 9 วันต่อมา ในตอนเช้าของวันที่ 29 พฤศจิกายน ชินะโนะโดนโจมตีด้วยตอร์ปิโด 4 ลูกจากเรือดำน้ำ ยูเอสเอส อาร์เชอร์-ฟิช<ref name=cfrecord3/> แม้จะดูเหมือนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะจัดการได้ แต่การควบคุมน้ำที่ท่วมในเรือกลับย่ำแย่เป็นเหตุให้เรือเอียงไปทางกาบกราบขวา เพียงเวลาสั้นๆก่อนเที่ยงวัน เรือก็พลิกคว่ำและอับปางลง นำเอาลูกเรือ 1,435 นายจาก 2,400 นายจมไปกับเรือด้วย<ref name=cfrecord3/> จนถึงทุกวันนี้ ชินะโนะเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดที่โดนโจมตีและจมลงโดยเรือดำน้ำ<ref>Wheeler, p. 185</ref><ref>Garzke and Dulin, p. 99</ref>
 
=== เรือรบหมายเลข 111 และ 797 ===
เรือรบหมายเลข 111 เป็นเรือไม่มีชื่อ วางแผนสร้างเป็นลำที่ 4 ในเรือประจัญบานชั้นยะมะโตะและเป็นเรือลำที่ 2 ใช้แบบตามชินะโนะที่ได้รับการปรับปรุง เรือได้วางกระดูกงูหลังจากปล่อยยะมะโตะลงน้ำในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1940 และก่อสร้างไปจนกระทั่งเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 เมื่อญี่ปุ่นเริ่มมีคำถามถึงโครงการสร้างเรือหลวงที่มีความทะเยอทะยานนี้กับการมาถึงของสงคราม ทรัพยากรที่จำเป็นในการสร้างเรือจะกลายเป็นสิ่งที่ได้มายาก เป็นผลให้เรือลำที่ 4 ซึ่งสร้างเสร็จเพียง 30% ถูกแยกชิ้นส่วนในปี ค.ศ. 1942 วัสดุที่ได้นำไปปรับปรุงเรือประจัญบาน อิเซะ และ เฮียวกะ ไปเป็นเรือลูกผสมระหว่างเรือประจัญบานและเรือบรรทุกอากาศยาน<ref>Garzke and Dulin, p. 84</ref><ref name=Johnston124>Johnston and McAuley, p. 124</ref><!--<ref group=A>Although the hull was scrapped, the double bottom was not; later construction of four large submarines took place on top of it. See: Garzke and Dulin, p. 84. Available sources do not report when the double bottom was scrapped.</ref>-->
 
เรือลำที่ 5 เรือรบหมายเลข 797 มีแผนที่จะสร้างตามแบบของชินะโนะแต่ไม่ได้สร้าง ไม่เคยแม้แต่จะได้วางกระดูกงู นอกจากนี้ในแบบเรือ 797 ได้มีการปรับเปลี่ยนเอาปืนกาบกราบเรือขนาด 155 มม.ออกและเพิ่มปืนขนาด 100 มม.ลงไปแทน ประมาณกันว่ามีปืนขนาดนี้ประมาณ 24 กระบอก ยะมะโตะที่ปรับปรุงท้ายสุดในปี ค.ศ. 1944 มีบางส่วนที่ปรับปรุงคล้ายกับแบบของเรือนี้<ref>Garzke and Dulin, p. 85</ref>
 
== ลักษณะ ==
=== อาวุธยุทธภัณฑ์ ===
[[ไฟล์:Yamato model AA guns.jpg|thumb|ปืนต่อต้านอากาศยานทางกาบกราบซ้ายของแบบจำลองยะมะโตะที่พิพิธภัณฑ์ยะมะโตะในคุเระ]]
แม้ว่าอาวุธยุทธภัณฑ์ของเรือประจัญบานชั้นยะมะโตะในแบบอย่างเป็นทางการแต่เดิมจะเป็นปืนขนาด 40&nbsp;ซม./ลำกล้อง 45 (15.9&nbsp;นิ้ว) แบบ 94<ref name="navweaps 18.1">{{cite web| last = DiGiulian| first = Tony| title = Japanese 40 cm/45 (18.1") Type 94, 46 cm/45 (18.1") Type 94 | url=http://www.navweaps.com/Weapons/WNJAP_18-45_t94.htm| publisher = Navweaps.com| date = 23 April 2007| accessdate = 23 March 2009}}</ref> แต่ความเป็นจริงแล้วกลับเป็นปืนขนาด 46 ซม./ลำกล้อง 45 (18.1 นิ้ว) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถติดตั้งในเรือรบได้<ref name=johnston123>Johnston and McAuley, p. 123</ref> รวมทั้งสิ้นสามป้อม แต่ละป้อมหนัก 2,774 ตัน<ref name=jackson75>Jackson, p. 75</ref> ปืนแต่ละกระบอกยาว 21.13 ม. (69.3 ฟุต) หนัก 147.3 เมตริกตัน (145.0 ตัน)<ref>Johnston and McAuley, p. 123; each of the three main turrets weighed more than a good-sized destroyer.</ref> กระสุนที่ใช้เป็นกระสุนเจาะเกราะระเบิดแรงสูงยิงได้ไกลถึง {{convert|42.0|km|mi}} ที่อัตรายิง 1½ ถึง 2 นัดต่อนาที<ref name=johnston123/><ref name="navweaps 18.1"/> ปืนหลักยังสามารถยิงกระสุนต่อต้านอากาศยาน ''[[Beehive (ammunition)|3 ชิกิ สึโจะดัง]]'' ("Shiki tsûjôdan, Common Type 3 (กระสุนร่วมแบบ 3)") หนัก 1,360 kg (3,000 ปอนด์) ได้<ref group=A>กระสุนมีชื่อเล่นว่า "The Beehive" (รวงผึ้ง) ดู: {{cite web| last = DiGiulian| first = Tony| title = Japanese 40 cm/45 (18.1") Type 94, 46 cm/45 (18.1") Type 94 | url=http://www.navweaps.com/Weapons/WNJAP_18-45_t94.htm| publisher = Navweaps.com| date = 23 April 2007| accessdate = 23 March 2009}}</ref> สายชนวนถูกตั้งเวลาให้ระเบิดเมื่อยิงออกไปได้ไกลเพียงพอ (ทั่วไปจะตั้งไว้ที่ระยะห่าง 1,000 เมตร (1,100 หลา)) เมื่อระเบิด กระสุนจะแตกออกจะกลายเป็นชิ้นเหล็กจำนวนมาก และปล่อยหลอดที่บรรจุระเบิดเพลิงจำนวน 900 ชิ้น เป็นรูปทรงกรวยหันไปทางอากาศยานที่บินเข้ามา หลอดจะลุกไหม้เป็นเวลา 5 วินาทีที่อุณหภูมิ 3,000&nbsp;°C (5,430&nbsp;°F) ก่อนจะกระจายเป็นเปลวเพลิงไปรอบๆ ไกล 5 เมตร (16 ฟุต) แม้จะมีสัดส่วนถึง 40% ของกระสุนหลักบนเรือในปี ค.ศ. 1944<ref name="navweaps 18.1"/> ''3 ชิกิ สึโจะดัง'' กลับไม่ค่อยได้ใช้เพื่อต่อต้านอากาศยานฝ่ายศัตรูนัก เพราะจะเกิดความเสียหายที่ลำกล้องปืนหลักเมื่อยิงด้วยกระสุนชนิดนี้<ref name=steinberg54/> มีการระเบิดก่อนเวลาของกระสุนชนิดนี้และทำให้ปืนหลักกระบอกหนึ่งของเรือมูซาชิไม่สามารถใช้งานได้ระหว่าง[[ยุทธนาวีอ่าวเลย์เต|ยุทธนาวีทะเลซิบูยัน]]<ref name="navweaps 18.1"/> กระสุนจะสร้างม่านเพลิงเพื่อให้อากาศยานที่เข้าโจมตีไม่สามารถบินผ่านได้ อย่างไรก็ตาม นักบินฝ่ายสหรัฐเห็นว่ามันเป็นดอกไม้ไฟมากกว่าอาวุธต่อต้านอากาศยาน<ref name="navweaps 18.1"/>
 
 
=== เกราะ ===
จากการออกแบบเพื่อให้สามารถต่อสู้กับเรือประจัญบานฝ่ายข้าศึกได้พร้อมกันทีละหลายลำ<ref name="Schom, p. 270">Schom, p. 270</ref> ยะมะโตะจึงได้รับการติดตั้งเกราะโลหะหนาดังที่อธิบายโดยนักประวัติศาสตร์นาวี มาร์ค สทิลล์ (Mark Stille) ว่า "เป็นระดับการป้องกันที่ไม่มีใครเทียบเท่าในการต่อสู้กันซึ่งหน้า"<ref>Stille, p. 37</ref> เกราะหลักข้างลำเรือหนา 410 มม.<ref name=johnston123/> และยังมีผนังกันหนา 355 มม.ถัดมาจากเกราะข้างลำเรือ<ref name=johnston123/> นอกจากนี้ รูปร่างของตัวเรือด้านบนมีความก้าวหน้าในการออกแบบเป็นอย่างมาก ลักษณะที่โค้งไปด้านข้างของเกราะนั้นเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและให้โครงสร้างที่แข็งแกร่งในขณะที่ได้น้ำหนักที่เหมาะสม เกราะของป้อมปืนหลักนั้นหนากว่าเกราะข้างลำเรือ ด้วยความหนาถึง 650 มม.<ref name=johnston123/> แผนเกราะกาบกราบเรือและป้อมปืนหลักทำจากเหล็กทำแข็งแบบวิกเกอส์ (Vickers) ซึ่งเป็นเกราะโลหะผิวหน้าแข็ง<ref name=Garzke96>Garzke and Dulin, p. 65</ref> เกราะดาดฟ้าหนา 75 มม.ทำมาจากโลหะผสมนิกเกิล-โครเมียม-โมลิบดีนัม จากการทดสอบวิธีกระสุนที่สถานที่ทดลองในคะเมงะบุกิ (Kamegabuki) พิสูจน์ว่าดาดฟ้าที่เป็นโลหะผสมนั้นเหนือกว่าแผ่นโลหะวิกเกอส์เนื้อเดียว 10–15%<ref name=Garzke96/> และยังเพิ่มด้วยการออกแบบส่วนผสมระหว่างโครเมียมและนิกเกิลในโลหะผสม ปริมาณนิกเกิลที่สูงนั้นสามารถทำให้แผ่นโลหะสามารถม้วนงอโดยไม่เกิดการแตกหักขึ้น<ref name=Garzke96/>
 
มีการนำ[[การเชื่อมโลหะ]]แบบ[[การเชื่อมอาร์ค]]ซึ่งเป็นการเชื่อมโลหะแบบใหม่ในสมัยนั้นมาใช้กับเรือในชั้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับเกราะชั้นนอก<ref name=fitzsimons2609>Fitzsimons, Volume 24, p. 2609</ref> ด้วยเทคนิคนี้ เกราะข้างส่วนล่างจึงได้รับการเพิ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรือซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิถีกระสุนของ[[เรือประจัญบานชั้นโทะซะ]] (Tosa) และกระสุนชนิดใหม่แบบ 91 ของญี่ปุ่นที่สามารถเคลื่อนตัวไปในน้ำได้ไกล<ref name=Garzke94>Garzke and Dulin, p. 94</ref> และยังใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเรือทั้งหมด<ref name=fitzsimons2609/> เมื่อรวมแล้ว เรือชั้นยะมะโตะประกอบไปด้วยห้องผนึกน้ำ 1,147 ห้อง<ref name=fitzsimons2609/> ซึ่ง 1,065 ห้องอยู่ใต้เกราะดาดฟ้าเรือ<ref name=fitzsimons2609/>
 
อย่างไรก็ตาม เกราะของเรือชั้นยะมะโตะยังคงมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงหลายจุด ซึ่งเป็นเหตุให้เรือในชั้นอับปางลงในปี ค.ศ. 1944–45<ref name=underwaterarmour>{{cite web | title = Best Battleship: Underwater Protection | url = http://www.combinedfleet.com/b_underw.htm | work = Combined Fleet | publisher = CombinedFleet.com | accessdate = 25 October 2008}}</ref> โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดรอยต่อระหว่างกาบกราบเรือล่างและกาบกราบเรือบน ที่กลายมาเป็นจุดอ่อนใต้เส้นแนวน้ำที่อ่อนไหวต่อการโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเครื่องบิน<ref name=steinberg54/> นอกจากนี้เรือยังมีจุดอ่อนทางโครงสร้างบริเวณหัวเรือ ซึ่งมีเกราะบางกว่าปกติ<ref name=steinberg54>Steinberg, p. 54</ref> ตัวเรือ ''ชินะโนะ'' มีโครงสร้างอ่อนแอที่สุด มีการติดตั้งเกราะน้อยและไม่มีห้องผนึกน้ำเมื่อเวลาเรืออับปาง<ref name=cfshinano/>
 
=== การขับเคลื่อน ===
9,290

การแก้ไข