ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก"

(เก็บกวาดบทความด้วยบอต)
 
กษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ทรงให้สร้างป้อมปราการใหญ่ที่[[ทาลลินน์|รีวัล]]บริเวณใกล้สมรภูมิ<ref>[[Arild Huitfeldt|Huitfeldt, Arild]]. Danmarks Riges Krønike</ref> ในที่สุดเมืองก็เติบโตรอบปราสาทและกลายเป็นเมืองทาลลินน์ ภาษาเอสโตเนียแปลว่า "เมือง/ปราสาทเดนมาร์ก" ธงแดงกากบาทขาว ([[ธงชาติเดนมาร์ก|ธงแดนเนอบรอก]]) กลายเป็นธงชาติตั้งแต่ค.ศ. 1219 และกลายเป็นธงชาติที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปที่ยังใช้มาจนปัจจุบัน
===ยุทธการบอร์นเฮอเว็ด===
ในปีค.ศ. 1223 กษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 และพระราชโอรสองค์โต คือ [[วัลเดมาร์ยุวกษัตริย์|เจ้าชายวัลเดมาร์]] ทรงถูกลักพาตัวโดย[[ไฮน์ริชที่ 1 เคานท์แห่งชเวรีน]] ขณะทรงล่าสัตว์อยู่ที่เกาะ[[เลิร์ท]] ใกล้เกาะ[[ฟึน]]{{sfn|Petersen|2010|p=160}} เคานท์ไฮน์ริชเรียกร้องให้ยอมคืนดินแดนฮ็อลชไตน์ที่ยึดครองมากว่า 20 ปี และให้ยอมเป็นรัฐบริวารของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ คณะผู้แทนเดนมาร์กปฏิเสธข้อเรียกร้องนี้และประกาศสงคราม ในช่วงที่กษัตริย์วัลเดมาร์ถูกคุมขัง ดินแดนเยอรมันทั้งหลายก็แยกตัวออกจากเดนมาร์ก กองทัพเดนมาร์กต้องถูกส่งไปยึดดินแดนคืน สงครามสิ้นสุดด้วยความพ่ายแพ้ของเดนมาร์กซึ่งพ่ายแพ้ต่อกองทัพที่บัญชาการโดยอัลแบร์ชที่ 2 แห่ง[[ออร์ลามุนด์]] ซึ่งพ่ายแพ้ที่เมือง[[มืนล์, ชเลสวิก-ฮ็อลชไตน์|มืนล์]]ในปีค.ศ. 1225{{sfn|Petersen|2010|p=160}} เพื่อให้ได้ปล่อยตัวกษัตริย์วัลเดมาร์ เดนมาร์กต้องยอมรับให้ดินแดนที่แยกตัวให้เข้ากับเยอรมัน และต้องจ่ายเงิน 44,000 มาร์ก รวมถึงลงนามสัญญาว่าจะไม่แก้แค้นเคานท์ไฮน์ริชที่ลักพาตัวพระองค์ไป
 
กษัตริย์วัลเดมาร์ทรงยื่นอุทธรณ์ไปยัง[[สมเด็จพระสันตะปาปาโฮโนริอุสที่ 3]] เพื่อให้พระองค์อนุญาตให้คำสัญญาเป็นโมฆะ สมเด็จพระสันตะปาปาโฮโนริอุสที่ 3 ทรงยอมให้คำสัญญาเป็นโมฆะ และกษัตริย์ทรงพยายาามเรียกร้องดินแดนเยอรมันคืนในทันที{{sfn|Petersen|2010|p=160}} กษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ทรงทำสนธิสัญญากับพระนัดดาคือ [[อ็อทโทที่ 1 ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์-ลือเนอบวร์ค]]และมุ่งหน้าไปทางใต้เพื่อยึดดินแดนที่ทรงมองว่าเป็นสิทธิของพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงโชคดีเท่าไร กองทัพเดนมาร์กพ่ายแพ้ใน[[ยุทธการบอร์นเฮอเว็ด]]ในวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1227 เป็นตัวปิดฉากการเรียกร้องดินแดนทางภาคเหนือของเยอรมัน{{sfn|Petersen|2010|p=160}} กษัตริย์วัลเดมาร์ทรงหลบหนีมาได้ด้วยการกระทำอย่างวิถีอัศวินของอัศวินเยอรมันซึ่งนำพากษัตริย์หลบหนีโดยม้าอย่างปลอดภัย
===ประมวลกฎหมายจัตแลนด์===
[[ไฟล์:Landskabslove.png|thumb|upright=1.6|ก่อนการรับรอง[[ประมวลกฎหมายเดนมาร์ก]] แต่ละ[[ดินแดนของเดนมาร์ก]]มี[[กฎหมายในยุคกลางของสแกนดิเนเวีย|กฎหมายของตัวเอง]] ยกเวนแถบ[[อูทลันเดอ]] (สีม่วง) ที่ใช้[[เล็กศ์ ฟรีซีโอนุม|ประมวลกฎหมายฟรีเชีย]]]]
หลังจากนั้นเป็นต้นมากษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ทรงมุ่งเน้นกิจการภายในประเทศ หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสมัยพระองค์คือระบบศักดินา ซึ่งพระองค์ทรงมอบทรัพย์สินแก่ผู้คนโดยความเข้าใจว่าคนเหล่านั้นต้องรับใช้พระองค์ตอบแทน สิ่งนี้เป็นการเพิ่มอำนาจของตระกูลขุนนาง (เฮอจาเดเลน) และก่อให้เกิดขุนนางชั้นผู้น้อย (ลาวาเดเลน) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเดนมาร์กเกือบทั้งหมด ชาวนาอิสระสูญเสียสิทธิดั้งเดิมและสิทธิพิเศษที่พวกเขาได้รับมาตั้งแต่สมัยไวกิง<ref>Danmark Historie IIperbenny.dk</ref>
 
กษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ทรงใช้เวลาที่เหลือในการรวมประมวลกฎหมายของ[[คาบสมุทรจัตแลนด์]] [[เกาะเชลลันด์]]และ[[สกัวเนอ]] ประมวลกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้จนถึงปีค.ศ. 1683 นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกฎหมายท้องถิ่นซึ่งเกิดจากสภาของแคว้น ซึ่งใช้เป็นประเพณีมาอย่างยาวนาน หลายวิธีที่ใช้ตัดสินว่าใครเป็นผู้กระทำผิดหรือผู้บริสุทธิ์นั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เช่น การพิจารณาคดีด้วยความเจ็บปวดหรือการพิจารณาคดีด้วยการต่อสู้ [[โคเด็กซ์ ฮ็อลเมียนซิส|ประมวลกฎหมายจัตแลนด์]]ได้รับการรับรองจากการประชุมขุนนางที่[[ปราสาทวอร์ดิงบอร์ก]] ในปีค.ศ. 1241 ซึ่งก่อนการสวรรคตของพระองค์
 
กษัตริย์วัลเดมาร์สวรรคตในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1241 สิริพระชนมายุ 70 พรรษา พระองค์ถูกฝังพระบรมศพเคียงข้างพระมเหสีพระองค์แรก คือ [[ดักมาร์แห่งโบฮีเมีย|สมเด็จพระราชินีดักมาร์]]ที่เมือง[[ริงสเต็ด]] ในเชลลันด์
==การอภิเษกสมรส==
 
==พงศาวลี==
9,448

การแก้ไข