ผลต่างระหว่างรุ่นของ "วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก"

ปรับปรุงเนื้อหาครั้งใหญ่
(ปรับปรุงเนื้อหาครั้งใหญ่)
| footnote =
}}
'''วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก''' เป็นวัดของคณะสงฆ์ฝ่าย[[ธรรมยุติกนิกาย]]ที่[[พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร]] มีพระราชดำริให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่เลขที่ 999 ซอยพระราม 9 ซอย 19 [[ถนนพระราม 9]] แขวงห้วยขวาง [[เขตห้วยขวาง]] [[กรุงเทพมหานคร]] เป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคมสีมา[[วิสุงคามสีมา]]<ref>[[ราชกิจจานุเบกษา]], [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2541/D/057/87.PDF ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา (วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก)], เล่ม ๑๑๕, ๕๗ ง , ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑, หน้า ๘๗</ref> และได้รับการยกขึ้นเป็น[[พระอารามหลวง]]ชั้นตรีเป็นกรณีพิเศษในตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2542<ref>[[ราชกิจจานุเบกษา]], [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2543/D/021/7.PDF ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง (วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก)],เล่ม ๑๑๗, ๒๑ ง , ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓, หน้า ๗</ref> ปัจจุบันมี[[พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล)]] เป็นเจ้าอาวาส<ref>วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก . แหล่งข้อมูล :http://watphraram9.org/about/</ref>
 
== ก่อนจะมาเป็นวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ==
{{โครงส่วน}}
สืบเนื่องจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ซึ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจึงมีหลายชุมชนที่ช่วยกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นคือชุมชนบริเวณ[[บึงพระราม ๙ ก็เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่ปราบปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม9]] เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น อันก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งผลให้เกิดการทำลายสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน กอรปกับขณะเดียวกัน [[แม่น้ำเจ้าพระยา]] ซึ่งเป็นแหล่งปลายทางรับน้ำเสียจากทุกหนแห่งแหล่งในประเทศ ได้ก็เริ่มเสื่อมโทรมลงทุกขณะ หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอย่างไม่หยุดยั้งยิ่งเพิ่มมากขึ้น
 
[[พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร]] ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติ จึงมีพระราชดำริให้ทดลองแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วยวิธีโดยเติมอากาศบริเวณบึงพระราม 9 ในลักษณะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็ก และทำการทดสอบการบำบัดน้ำเน่าเสียที่ไหลมาตาม[[คลองลาดพร้าว]]บางส่วนให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยใช้วิธีเติมอากาศลงไปในน้ำ และปล่อยให้น้ำตกตะกอน แล้วปรับสภาพ ก่อนระบายออกสู่ลำคลองตามเดิม รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพน้ำซึ่งเป็นการนำน้ำสะอาดจากแม่น้ำเจ้าพระยามาชะล้างเพื่อทำความสะอาดคลอง และระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยอาศัยจังหวะ[[น้ำขึ้น – น้ำลง ]]ตามธรรมชาติ อันเป็นการบรรเทาลดปัญหาน้ำเสียได้ในระดับหนึ่ง
 
== สวนสาธารณะ คือ ปอด และบึงพระราม ๙ คือไต ของกรุงเทพมหานคร ==
[[ไฟล์:กังหันน้ำชัยพัฒนา.jpeg|left|200px|thumb|กังหันน้ำชัยพัฒนาภายในวัด]]
{{โครงส่วน}}
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียในเขต[[กรุงเทพมหานคร]] โดยการฟอกน้ำเสียให้เป็นน้ำดี ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา พื้นที่บริเวณบึงพระราม 9 ก็ได้รับการพัฒนาและขึ้น เป็นตัวอย่างในการบรรเทาแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำเน่าเสียให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวให้ดีขึ้น
 
โครงการบึงพระราม 9 จึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีการดำเนินงานบำบัดน้ำเสียในเขตที่ดินพื้นที่ของ[[สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์]] ซึ่งอยู่ติดกับ[[คลองลาดพร้าว]]ฝั่งทิศตะวันตก และด้านใต้จรดติดกับ[[คลองแสนแสบ]]ฝั่งทิศใต้ มีพื้นที่ประมาณ ๑๓๐130 ไร่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๑พ.ศ. 2531 มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ประกอบด้วย[[สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ]] (สำนักงาน[[กรมชลประทาน กปร.(ประเทศไทย) |กรมชลประทาน]] [[สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์]] และ[[กรุงเทพมหานคร]] ร่วมกันดำเนินงานในการเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียที่บึงพระราม 9 ให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อบรรเทาลดปัญหาน้ำเน่าเสียและเป็นการระบายน้ำซึ่งอีกทางหนึ่ง ส่งผลต่อให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนบึงพระราม 9 ให้ดียิ่งขึ้น จวบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
 
== ศูนย์รวมแห่งจิตใจ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ==
{{โครงส่วน}}
เมื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ตามโครงการบึงพระราม 9 ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้มีพระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม เมื่อวันที่ ๑๕15 สิงหาคม ๒๕๓๑พ.ศ. 2531 ให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่ และชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับโครงการบึงพระราม ๙ ดังกล่าว9 พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน ๘ – ๒ – ๕๔8-2-54 ไร่ และได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจาก[[กรมการศาสนา]] เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ๒๕๓๔พ.ศ. 2534 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า "วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก" โดยมี[[สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร]] เป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์ และ[[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]] เป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆราวาส ในการนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการ[[มูลนิธิชัยพัฒนา]] เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัด ทำหน้าที่ในรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัดให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ในลักษณะคือ เป็นวัดขนาดเล็กที่ มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ และศรัทธา เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ทั้งทางศาสนา สังคม และจริยธรรม แก่เยาวชน และประชาชนในชุมชน เพื่อขัดเกลาจิตใจของชุมชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคมโดยส่วนรวมอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการเปิดประชุม[[ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์]] ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ความตอนหนึ่งว่า
 
{{คำพูด|...จุดมุ่งหมายโดยตรงแท้ของศาสนาทั้งปวง และโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนามุ่งจะให้บุคคลศึกษาพิจารณาหลักการ และแนวความคิดในศาสนธรรม และน้อมนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการครองชีวิต คือให้เกิดความผาสุก ความร่มเย็น และความเจริญในแต่ละบุคคลในส่วนรวม และให้เกิดความบริสุทธิ์หลุดพ้นอันเป็นปรมัตถประโยชน์ ดังนั้นการบำรุงส่งเสริมพระศาสนาจึงควรจะได้กระทำให้ถูกเป้าหมาย...|พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร}}
ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการเปิดประชุมยุวพุทธิกสมาคม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ความตอนหนึ่งดังต่อไปนี้
 
“...จุดมุ่งหมายโดยตรงแท้ของศาสนาทั้งปวง และโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนามุ่งจะให้บุคคลศึกษาพิจารณาหลักการ และแนวความคิดในศาสนธรรม และน้อมนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการครองชีวิต คือให้เกิดความผาสุก ความร่มเย็น และความเจริญในแต่ละบุคคลในส่วนรวม และให้เกิดความบริสุทธิ์หลุดพ้นอันเป็นปรมัตถประโยชน์ ดังนั้นการบำรุงส่งเสริมพระศาสนาจึงควรจะได้กระทำให้ถูกเป้าหมาย...”
 
== โปรดให้สร้างด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ==
{{โครงส่วน}}
เบื้องต้น คณะอนุกรรมการฝ่ายออกแบบ ได้ออกแบบอาคารศาสนสถานในวัดแห่งนี้ และประมาณราคาการก่อสร้างอยู่ในวงเงินประมาณ ๑๐๐100 ล้านบาท เพื่อให้สมพระเกียรติ แต่เมื่อนำความกราบบังคมทูลแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้ปรับแบบพระอุโบสถและอาคารอื่นๆอื่น ๆ ให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม เพราะมีพระราชประสงค์ให้เป็นเพียงวัดเล็กๆเล็ก มีโบสถ์เล็กๆเล็ก มีกุฏิเล็กๆเล็ก ไม่โปรดให้สร้างวัดขนาดใหญ่ และให้ใช้งบประมาณไม่ควรเกิน ๑๐10 ล้านบาท นอกจากนี้ สภาพพื้นที่ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นวัดใหญ่ ทรงเน้นว่าให้มีวัดเพื่อให้มีพระไว้สั่งสอนชาวบ้านในบริเวณนั้นบึงพระราม ไม่จำเป็นต้องเป็นวัดใหญ่โต9 เน้นให้สามารถเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนได้เป็นสำคัญ อีกทั้งให้ยึดหลักแห่งความประหยัด เรียบง่าย และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ จึงได้ออกแบบที่ง่ายๆอย่างง่าย ไม่หรูหรา ซึ่งประกอบด้วยพระอุโบสถ ศาลาอเนกประสงค์ กุฏิเจ้าอาวาส กุฏิพระ จำนวน 5 หลัง หอระฆัง โรงครัว มีอาคารสะอาด สวยงาม และบริเวณพื้นที่โดยรอบให้ปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิดทั้งไม้ป่าและพันธุ์ไม้หายากในลักษณะป่าผสมผสาน เพื่อให้เกิดร่มเงาและความร่มเย็นแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
 
ในส่วนของพระอุโบสถ จะเป็นลักษณะผสมผสานกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมสมัยโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ๒๕๔๐พ.ศ. 2540 [[กระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศไทย)|กระทรวงศึกษาธิการ]]จึงได้ประกาศตั้งวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์
 
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาส[[พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม ๒๕๔๒2542]] ซึ่งและได้ผ่านมติความเห็นชอบของ[[มหาเถรสมาคม ]]เมื่อวันที่ ๑๒12 ธันวาคม ๒๕๔๒พ.ศ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว2542
 
== บันทึกการก่อสร้าง ==
{{โครงส่วน}}
การดำเนินการก่อสร้าง วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เริ่มดำเนินการโดยการถมดินปรับพื้นที่โครงการก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่บริเวณบึงพระราม 9 แขวงห้วยขวาง [[เขตห้วยขวาง]] [[กรุงเทพมหานคร]] นับตั้งแต่วันที่ ๑๐10 พฤศจิกายน ๒๕๓๘พ.ศ. 2538 และเริ่มงานก่อสร้างอาคารวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเมื่อวันที่ ๒๑21 กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙พ.ศ. 2539
 
จากนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม ๒๕๓๙พ.ศ. 2539 เวลาประมาณ ๖.๐๐6:00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้[[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]] เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และทรงเปิดอาคารเรียน [[โรงเรียนวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก]]
 
== อาณาเขตที่ตั้งวัด ==
{{โครงส่วน}}
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ตั้งอยู่ ที่เลขที่ ๙๙๙999 [[ถนนพระราม 9]] ซอย ๑๙19 แขวงห้วยขวาง [[เขตห้วยขวาง]] [[กรุงเทพมหานคร]] เดิมเป็นที่ลุ่มว่างเปล่า ขอบเขตที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ทั้งหมด ๘ – ๒ – ๕๔8-2-54 ไร่ด้านทิศเหนือ ยาว ๒๓๔ เมตร ติดมีอาณาเขตติดต่อกับโรงเรียนสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และที่ว่างเปล่าของเอกชน ด้านทิศตะวันออก ยาว ๖๑.๕ เมตร ติดคลองลาดพร้าว ด้านทิศใต้ ยาว ๒๑๗ เมตร ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า ด้านทิศตะวันตก ยาว ๖๕ เมตร ติดกับโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ของกรุงเทพมหานครพื้นที่ดังต่อไปนี้
 
* ทิศเหนือ ยาว 234 เมตร ติดกับ[[โรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น]] และพื้นที่ว่างเปล่าของเอกชน
* ทิศตะวันออก ยาว 61.5 เมตร ติดกับ[[คลองลาดพร้าว]]
* ทิศใต้ ยาว 217 เมตร ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า-ออกจากถนนพระราม 9 ซอย 19
* ทิศตะวันตก ยาว 65 เมตร ติดกับ[[โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก]] ของ[[กรุงเทพมหานคร]]
 
== พระอุโบสถ : ปฐมเหตุแห่งความประหยัด==
[[ไฟล์:วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (2).jpeg|left|200px|thumb|พระอุโบสถ]]
{{โครงส่วน}}
แรกเริ่ม การออกแบบพระอุโบสถ นาวาอากาศเอก [[อาวุธ เงินชูกลิ่น]] ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม สถาปนิก ๑๐10 [[กรมศิลปากร]] (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้นำแบบพระอุโบสถขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หลังจากทอดพระเนตรแล้ว มีพระราชกระแสรับสั่งให้ย่อลง ให้มีขนาดกะทัดรัด สอดคล้องกับลักษณะของชุมชน ด้วยไม่โปรดสิ่งที่ให้ใหญ่โตเกินความจำเป็น
 
มีพระราชประสงค์ให้วัดนี้เป็นวัดของชุมชนบึงพระราม 9 เพื่อให้ประกอบศาสนกิจ จากเดิมที่ออกแบบให้ภายในพระอุโบสถจุคนได้ ๑๐๐100 คนเศษ ทรงให้ลดเหลือเพียง ๓๐ — ๔๐30-40 คน ลดงบประมาณจากที่ตั้งไว้ เดิม ๕๗57 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 3 ล้านบาท เหล่านี้ ชี้ให้เห็นพระราชนิยมที่ประหยัด เรียบง่าย เน้นเพียงการใช้ประโยชน์สูงสุดที่สำคัญ และมีพระราชประสงค์ให้เป็นตัวอย่างของการสร้างวัดสำหรับชุมชนอีกด้วย
นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น จึงน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว มาออกแบบเป็นพระอุโบสถใหม่ โดยเน้นประโยชน์ในอาคารอย่างคุ้มค่า วัสดุก่อสร้างทั้งหมดเป็นของที่ผลิตในประเทศ ส่วนรูปแบบทางศิลปกรรมเป็นการผสมผสานรูปแบบอย่างสถาปัตยกรรมปัจจุบัน โดยได้ต้นเค้าจากพระอุโบสถวัดต่างๆ ดังนี้
 
- พระอุโบสถ [[วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร]] [[กรุงเทพมหานคร]] เช่น รูปทรงเสาของเสาอุโบสถ
- พระอุโบสถ [[วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร]] [[จังหวัดนครปฐม]] เช่น ความเรียบง่ายและ มุขประเจิด
 
- พระอุโบสถ [[วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร]] [[จังหวัดนนทบุรี]] ซึ่งเป็นต้นแบบในการผูกลายปูนปั้นประดับหน้าบัน
 
ซึ่งเป็นต้นแบบในการผูกลายปูนปั้นประดับหน้าบัน โครงสร้างอุโบสถวันพระราม ๙ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคม หลังคามุงกระเบื้องทำด้วยแผ่นเหล็กสีขาว องค์ประกอบเครื่องบนหลังคาเป็นปูนปั้นลาย[[ดอกพุดตาน]] ประดับหน้าบันด้วยลายปูนปั้นปิดทองเฉพาะที่ตรา[[พระราชลัญจกร ประจำพระองค์รัชกาล]]ที่ 9 ช่อฟ้า ใบระกา เป็นลวดลายปูนปั้น ไม่ปิดทองประดับกระจก ผนังและเสาก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสีขาว บานประตูหน้าต่างใช้กรอบอะลูมิเนียม ลูกฟักเป็นกระจก เพดานพระอุโบสถเป็นเพดานไม้เรียบ แต่ได้มีผู้มีจิตศรัทธาถวายโคมระย้าเป็นพุทธบูชาประดับไว้แทนรวม 4 ช่อ
 
[[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]] โปรดให้จารึกคาถา เยธมมาฯ ธมฺมาฯ ซึ่งในที่นี้ ใช้[[อักษรอริยกะ]] ซึ่งเป็นอักษรที่[[พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ]]ทรงประดิษฐ์ขึ้น แบบเดียวกับที่พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์
 
== ข้อมูลจำเพาะ ==
6,001

การแก้ไข