ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ลัทธิขงจื๊อใหม่"

เพิ่มแหล่งอ้างอิง
(เพิ่มแหล่งอ้างอิง)
{{Infobox Chinese|t=宋明理學|s=宋明理学|l="Song-Ming [dynasty] rational idealism"|p=Sòng-Míng lǐxué|w=Sung<sup>4</sup>-Ming<sup>2</sup> li<sup>3</sup>-hsüeh<sup>2</sup>|gr=Sonq-Ming liishyue|j=Sung<sup>3</sup>-Ming<sup>4</sup> lei<sup>5</sup>-hok<sup>6</sup>|y=Sung-Mìhng léih-hohk}} ลัทธิขงจื่อใหม่ ( Chinese : 宋明理学 (ซ่งหมิงหลี่เสวฺ) ย่อให้สั้นๆ เป็น 理学 (หลี่เสวฺ) ) เป็นหลัก[[ศีลธรรม]] [[จริยธรรม]] และ [[อภิปรัชญา]]ใน[[ ปรัชญาจีน |ปรัชญาจีน]] ซึี่งได้รับอิทธิพลจาก[[ลัทธิขงจื๊อ|ลัทธิขงจื่อ]] และมีต้นกำเนิดโดย[[ ฮั่นหยู |หานอวี้]] และ [[ Li Ao (ปราชญ์) |หลี่อ้าว]] (772–841) ในสมัย[[ราชวงศ์ถัง|ราชวงศ์ซ่ง]] และมีความโดดเด่นในช่วง[[ราชวงศ์ซ่ง]]และ[[ราชวงศ์หมิง]]
 
ลัทธิขงจื่อใหม่เป็นความพยายามที่จะสร้าง[[ลัทธิขงจื๊อ|ลัทธิขงจื่อ]]ที่มีเหตุผลและมีรูปแบบทางโลกมากขึ้น โดยการปฏิเสธเรื่องไสยศาสตร์และเรื่องลึกลับซึ่งเป็นองค์ประกอบของ[[ลัทธิเต๋า]]และ[[ศาสนาพุทธ|พุทธศาสนา]] ที่มีอิทธิพลต่อลัทธิขงจื่อในระหว่างสมัยราชวงศ์ฮั่นและยุคหลังราชวงศ์ฮั่น <ref>{{cite book|last= Blocker |first=H. Gene|last2= Starling |first2=Christopher L.|year=2001 | page= 64|title=Japanese Philosophy|publisher=SUNY Press}}</ref> ถึงแม้ลัทธิขงจื่อใหม่จะวิจารณ์ลัทธิเต๋าและพุทธศาสนาก็ตาม แต่แนวคิดทั้งสองสายนี้กลับมีอิทธิพลต่อปรัชญา ซึ่งลัทธิขงจื่อใหม่ก็ได้ยืมคำศัพท์และแนวคิดบางอย่างจากพุทธและเต๋ามาใช้อธิบายแนวคิดทางอภิปรัชญา อย่างไรก็ตามลัทธิขงจื่อใหม่ก็แตกต่างจากพุทธศาสนาและลัทธิเต๋าที่อธิบาย [[อภิปรัชญา]]ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นสำหรับการพัฒนาจิตวิญญาณ การสว่างวาบทางปัญญาของศาสนา และความเป็นอมตะ นักปรัชญาขงจื่อใหม่ใช้อภิปรัชญาเป็นแนวทางในการพัฒนาปรัชญาเชิง[[จริยธรรม]]อย่างมีเหตุผล <ref name="huang5">{{Harvard citation no brackets|Huang|1999}}.</ref> <ref name="CSB">{{Harvard citation no bracketsHarvnb|Chan|2002|p=460}}.</ref>
 
== ต้นกำเนิด ==
[[ไฟล์:庐山白鹿洞书院周敦颐铜像.JPG|right|thumb| รูปปั้นทองแดงของโจวตุนอี๋ (周敦颐) ใน White Deer Grotto Academy (白鹿洞書院) ]]
ลัทธิขงจื่อใหม่มีจุดกำเนิดใน[[ราชวงศ์ถัง|สมัยราชวงศ์ถัง]] ปราชญ์ขงจื่อ [[ ฮั่นหยูหานอวี้ |หานอวี้]] และ [[ Li Ao (ปราชญ์) |หลี่อ้าว]] ถูกมองว่าเป็นบรรพชนของนักปราชญ์ขงจื่อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง <ref name="huang5">{{Harvnb|Huang|1999|p=5}}.</ref> [[ Zhou Dunyi |โจวตุนอี๋]] (1017-1073) นักปรัชญาสมัยราชวงศ์ซ่งถูกมองว่าเป็น "ผู้บุกเบิก" ลัทธิขงจื่อใหม่ที่แท้จริงคนแรก โดยนำหลักอภิปรัชญาของลัทธิเต๋าเป็นกรอบสำหรับปรัชญาจริยธรรมของเขา ลัทธิขงจื่อใหม่เป็นการฟื้นฟูลัทธิขงจื่อแบบดั้งเดิมที่ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับค่านิยมทางสังคมของคนจีนในสมัยราชวงศ์ซ่งและการตอบสนองต่อความท้าทายของปรัชญาและศาสนาของพุทธและเต๋าซึ่งเกิดขึ้นในช่วงราชวงศ์โจวและฮั่น {{Sfnsfn|Levinson|Christensen|2002|pp=302-307}} แม้ว่านักปราชญ์ลัทธิขงจื่อใหม่จะวิจารณ์อภิปรัชญาของพุทธ แต่ลัทธิขงจื่อใหม่ก็ได้ยืมคำศัพท์และแนวคิดจากลัทธิเต๋าและพุทธศาสนาเข้ามาด้วย
 
หนึ่งในนักปราชญ์ขงจื่อใหม่ที่สำคัญที่สุด คือ [[จู ซี|จูซี]] (1130-1200) คำสอนของเขามีอิทธิพลมากจนมีการนำคำสอนของเขามารวมเข้ากับการสอบรับราชการ - บริการเมื่อปี ค.ศ.1314 ถึง 1905 .{{Sfnsfn|Levinson|Christensen|2002|pp=305-307}} เขาเป็นนักเขียนที่อุดมสมบูรณ์ และปกป้องความเชื่อของลัทธิขงจื่อของเขาในเรื่องสังคมประสานกลมกลืนและความประพฤติส่วนบุคคลที่เหมาะสม หนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของเขาคือหนังสือ "''พิธีกรรมครอบครัว"'' ซึ่งเขาได้ให้คำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการจัดงานแต่งงาน งานศพ พิธีกรรมในครอบครัว และความเลื่อมใสในบรรพบุรุษ ความคิดของชาวพุทธในไม่ช้าก็ดึงดูดเขาและเขาก็เริ่มโต้แย้งกันในสไตล์ขงจื่อสำหรับการปฏิบัติทางพุทธศาสนาของมาตรฐานทางศีลธรรมขั้นสูง นอกจากนี้เขายังเชื่อว่าการฝึกปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญทั้งในวงการวิชาการและวงการปรัชญา ทั้งการแสวงหาความสนใจแม้ว่างานเขียนของเขาจะเข้มข้นในประเด็นทฤษฎี ซึ่งขึ้นชื่อว่าเขาเขียนบทความมากมายที่พยายามอธิบายว่าความคิดของเขาไม่ใช่ทั้งพุทธหรือเต๋าและรวมถึงการปฏิเสธอย่างรุนแรงของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า
 
หลังจากยุคซีหนิง (1,070) [[ วังหยางหมิง |หวางหยางหมิง]] (ค.ศ. 1472–1529) ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิดขงจื่อใหม่ที่สำคัญที่สุด การตีความลัทธิขงจื่อของหวางหยางหมิงปฏิเสธการใช้เหตุผลเชิงทวินิยมในปรัชญาดั้งเดิมของจูซี
 
== ปรัชญา ==
ลัทธิขงจื่อใหม่เป็นปรัชญาสังคมและหลักจริยศาสตร์ที่ใช้แนวคิดทางอภิปรัชญาซึ่งหยิบยืมมาจากลัทธิเต๋า ปรัชญานั้นมีลักษณะที่เห็นอกเห็นใจและมีเหตุผลด้วยความเชื่อที่ว่าเราสามารถเข้าใจจักรวาลได้ด้วยเหตุผลของมนุษย์และขึ้นอยู่กับมนุษยชาติในการสร้างความสัมพันธ์ที่ประสานกลมกลืนกันระหว่างจักรวาลกับปัจเจกบุคคล <ref name="craig">{{Harvard citation no bracketsHarvnb|Craig|1998|p=552}}.</ref>
 
หลักเหตุผลของลัทธิขงจื่อใหม่มีความตรงกันข้ามกับเรื่องมหัศจรรย์ของ[[เซน|พุทธศาสนานิกายเซน]]ที่โดดเด่นในยุคก่อนหน้านี้ [[เซน|จัน]] ต่างจากพุทธศาสนิกชนและปราชญ์ลัทธิขงจื่อใหม่เชื่อว่าความเป็นจริงมีอยู่จริงและสามารถเข้าใจได้ด้วยมนุษย์ แม้ว่าการตีความของความเป็นจริงจะแตกต่างกันเล็กน้อยอันขึ้นอยู่กับสำนักของลัทธิขงจื่อใหม่<ref name="craig">{{Harvard citation no brackets|Craig|1998}}.</ref>
 
{{คำพูด|จิตวิญญาณของลัทธิขงจื่อใหม่แบบเน้นเหตุผลมีความตรงกันข้ามกับรหัสยนัยของพุทธศาสนา แต่ทว่าพุทธศาสนาเน้นย้ำถึงความเป็นสุญญตาของสรรพสิ่ง ส่วนลัทธิขงจื่อใหม่เน้นย้ำถึงความเป็นจริง พุทธศาสนาและลัทธิเต๋ามองว่าการดำรงอยู่ออกไปและกลับเข้าสู่ภาวะการไม่ดำรงอยู่ ลัทธิขงจื่อใหม่คำนึงถึงความเป็นจริงในฐานะที่เป็นการทำให้เป็นความจริงขั้นสูงสุด ชาวพุทธและชาวเต๋าเน้นการทำสมาธิและความเห็นแจ้งในเหตุผลขั้นสูงสุด ในขณะที่นักขงจื่อใหม่เลือกที่จะใช้เหตุผลตามหลักการ <ref name="chan">{{Harvnb|Chan|1946|p=268}}</ref>}}
 
หลักเหตุผลของลัทธิขงจื่อใหม่มีความตรงกันข้ามกับเรื่องมหัศจรรย์ของ[[เซน|พุทธศาสนานิกายเซน]]ที่โดดเด่นในยุคก่อนหน้านี้ [[เซน|จัน]] ต่างจากพุทธศาสนิกชนและปราชญ์ลัทธิขงจื่อใหม่เชื่อว่าความเป็นจริงมีอยู่จริงและสามารถเข้าใจได้ด้วยมนุษย์ แม้ว่าการตีความของความเป็นจริงจะแตกต่างกันเล็กน้อยอันขึ้นอยู่กับสำนักของลัทธิขงจื่อใหม่<ref name="craig">{{Harvard citation no brackets|Craig|1998}}.</ref>
{{คำพูด|จิตวิญญาณของลัทธิขงจื่อใหม่แบบเน้นเหตุผลมีความตรงกันข้ามกับรหัสยนัยของพุทธศาสนา แต่ทว่าพุทธศาสนาเน้นย้ำถึงความเป็นสุญญตาของสรรพสิ่ง ส่วนลัทธิขงจื่อใหม่เน้นย้ำถึงความเป็นจริง พุทธศาสนาและลัทธิเต๋ามองว่าการดำรงอยู่ออกไปและกลับเข้าสู่ภาวะการไม่ดำรงอยู่ ลัทธิขงจื่อใหม่คำนึงถึงความเป็นจริงในฐานะที่เป็นการทำให้เป็นความจริงขั้นสูงสุด ชาวพุทธและชาวเต๋าเน้นการทำสมาธิและความเห็นแจ้งในเหตุผลขั้นสูงสุด ในขณะที่นักขงจื่อใหม่เลือกที่จะใช้เหตุผลตามหลักการ <ref name="chan">{{Harvnb|Chan|1946|p=268}}</ref>}}
ความสำคัญของ "หลี่''"'' (理) ในลัทธิขงจื่อใหม่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของจีนซึ่งมีชื่อเรียกว่า "การศึกษาหลี่"
 
ลัทธิขงจื่อใหม่ เป็นประเพณีทางปรัชญาที่มีความแตกต่างและแบ่งออกเป็นสองสำนักย่อย
 
=== รูปแบบของการจำแนกแบบสองสำนักกับรูปแบบของการจำแนกแบบสามสำนัก ===
ในยุคกลางของจีน กระแสความคิดของลัทธิขงจื่อใหม่ได้รับการขนานนามว่า "สำนักเต๋า" ได้จัดแบ่งโดยนักปรัชญาที่มีนามว่า [[ Lu Jiuyuan |ลู่จิ่วหยวน]] ซึ่งเป็นนักเขียนนอกรีตที่ไม่ใช่ขงจื่อ อย่างไรก็ตามในศตวรรษที่ 15 นักปรัชญาชื่อดังอย่าง[[ วังหยางหมิง |หวังหยางหมิง]]ได้รับอิทธิพลจากลู่จิ่วหยวนและได้วิพากษ์แนวคิดบางส่วนที่เป็นรากฐานของสำนักเต๋า แม้ว่าจะไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดทั้งหมดก็ตาม .<ref>{{cite book|last1=Wilson|first1=Thomas A.|title=Genealogy of the way: the construction and uses of the Confucian tradition in late imperial China|date=1995|publisher=Stanford Univ. Press|location=Stanford, CA|isbn=978-0804724258|pages=168–169}}</ref> การคัดค้านเกิดขึ้นกับปรัชญาของหวางหยางหมิงภายในช่วงชีวิตของเขาและไม่นานหลังจากที่เขาเสียชีวิต เฉินเจี้ยน (ค.ศ. 1497–1567) ได้จัดกลุ่มหวางร่วมกับลู่ในฐานะนักเขียนนอกรีต {{Sfnsfn|de Bary|1989|pp=94–95}} ดังนั้นลัทธิขงจื่อใหม่จึงแบ่งออกเป็นสองสำนักที่แตกต่างกัน สำนักที่ยังคงโดดเด่นตลอดยุคกลางและยุคใหม่ตอนต้น เรียกว่า "[[ โรงเรียน Cheng-Zhu |สำนักเฉิง-จู]]" เพื่อแสดงความยกย่องในตัวของ[[ เฉิงยี่ (ปราชญ์) |เฉิงอี้]] [[ เฉิงห่าว |เฉิงฮ่าว]] และ [[จู ซี|จูซี]] สำนักที่ไม่ค่อยโดดเด่นและอยู่ตรงกันข้ามกับสำนักเฉิง-จู คือ [[ โรงเรียนหลู่หวาง |สำนักลู่-หวาง]] เพื่อแสดงความยกย่องต่อลู่จิ่วหยวน และ หวางหยางหมิง
 
นักปรัชญาขงจื่อสมัยใหม่ที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับสองสำนักนี้ คือ [[ มูซองซาน |โหมวจงซาน]] ซึ่งได้โต้แย้งว่ามีสำนักขงจื่อใหม่สำนักที่สาม นั่นคือ สำนักหู-หลิว ตามคำสอนของ [[ หูหง |หูหง]] (1106–1161) และ [[ Liu Zongzhou |หลิวจงโจว]] (1578-1645) โหมวได้กล่าวว่าความสำคัญของสำนักที่สามนี้เป็นตัวแทนสายตรงของผู้บุกเบิกลัทธิขงจื่อใหม่ อย่าง โจวตุนอี๋ จางจ๋ายและเฉิงฮ่าว ยิ่งไปกว่านั้น การรวมตัวกันของ[[ โรงเรียนหูหลิว |สำนักหู-หลิว]]กับ[[ โรงเรียนหลู่หวาง |สำนักลู่-หวาง]]ก่อให้เกิดกระแสหลักของลัทธิขงจื่อใหม่อย่างแท้จริงแทนที่[[ โรงเรียน Cheng-Zhu |สำนักเฉิง-จู]] กระแสหลักเป็นตัวแทนการกลับไปสู่คำสอนของ[[ขงจื๊อ|ขงจื่อ]] [[เม่งจื๊อ|เมิ่งจื่อ]] [[ หลักคำสอนของค่าเฉลี่ย |จงยง]] และข้อคิดจาก[[อี้จิง|คัมภีร์อี้จิง]] ดังนั้น[[ โรงเรียน Cheng-Zhu |สำนักเฉิง-จู]] จึงเป็นเพียงสาขาย่อยที่อยู่บนพื้นฐานของ[[ การเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม |การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่]] และเน้นการศึกษาทางปัญญาเกี่ยวกับการศึกษาของปราชญ์ <ref>{{cite book|last=Yao|first=Xinzhong|title=An Introduction to Confucianism|year=2000|publisher=Cambridge University Press|location=Cambridge|isbn=978-0-521-64430-3|page=259}}</ref>
 
=== สำนักเฉิง-จู ===
 
== ลัทธิขงจื่อใหม่ในเกาหลี ==
ในเกาหลียุค[[ราชวงศ์โชซ็อน|โชซอน]] ลัทธิขงจื่อใหม่ได้ก่อตั้งขึ้นในฐานะอุดมการณ์ของรัฐ การยึดครองคาบสมุทรเกาหลีโดยอาณาจักรต้า[[ราชวงศ์หยวน|หยวน]] ได้นำสำนักขงจื่อใหม่ของ[[จู ซี|จูซี]]เข้าสู่เกาหลี <ref name="columbia 53-12">Paragraph 12 in [[Emanuel Pastreich]] "The Reception of Chinese Literature in Korea"</ref> {{Sfnsfn|Mair|2001|loc=chapter 53}} ลัทธิขงจื่อใหม่เริ่มเข้ามาในเกาหลีโดย[[ อันฮุง |อัน-ฮยาง]] ในยุค[[โครยอ|ราชวงศ์โครยอ]] {{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน|date=April 2016}} เขาแนะนำลัทธิขงจื่อใหม่ในยุคศตวรรษสุดท้ายของสมัยอาณาจักรโครยอและได้รับอิทธิพลจาก[[ราชวงศ์หยวน]]ของพวกมองโกล {{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน|date=April 2016}}
<sup class="noprint Inline-Template Template-Fact" data-ve-ignore="true" style="white-space:nowrap;">&#x5B; ''[[วิกิพีเดีย:ต้องการอ้างอิง|<span title="This claim needs references to reliable sources. (April 2016)">ต้องการอ้างอิง</span>]]'' &#x5D;</sup>
นักวิชาการเกาหลีหลายคนได้ไปเยือนจีนในสมัยราชวงศ์หยวนและอัน-ฮยางก็เป็นหนึ่งในนั้น ในปี ค.ศ.1286 เขาได้อ่านหนังสือของ[[จู ซี|จูซี]]ใน[[ปักกิ่ง|เมืองเยี่ยนจิง (ปักกิ่งในปัจจุบัน)]] และรู้สึกประทับใจมาก เขาจึงถอดความจากหนังสือทั้งหมดและนำกลับมาเกาหลีด้วย อันเป็นแรงบันดาลใจอย่างมากต่อปัญญาชนชาวเกาหลีในเวลานั้น และผู้มีอำนาจมาจากชนชั้นกลางและทำให้องค์กรทางศาสนาจำนวนมาก (อย่างเช่น พุทธศาสนา) เกิดความกระจ่าง และชนชั้นสูงรุ่นเก่าได้นำลัทธิขงจื่อใหม่มาใช้ ปัญญาชนของลัทธิขงจื่อใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่เป็นกลุ่มผู้นำที่มุ่งล้มล้างราชวงศ์โครยอ
สาวกที่โดดเด่นที่สุดของอีฮวฺาง คือคิมซองอิล (金誠一, 1538–1593), [[รยู ซ็อง-รย็อง|รฺยูซอง-รยฺอง]] (柳成龍 1542-1607) และ ชองกู (한강정구, 寒鄭郑求, 1543–1620) ที่รู้จักในนาม "ฮีโร่สามคน" หลังจากพวกเขาก็ตามมาด้วยนักวิชาการรุ่นที่สองซึ่งรวมถึง [[ จางฮยองวัง |ชางฮยฺองวาง]] (1554-1637) และ [[ จางฮึงฮโย |ชางฮึง-ฮโย]] (敬堂 , 1564–1633) และรุ่นที่สาม (รวมถึง [[โฮมก|ฮอมก]], [[ยุนฮยู|ยุนฮฺยฺู]], [[ หยุนซอนโด |ยุนซอนโด]] และ [[ซง ชี-ย็อล|ซงชียอล]]) ที่นำโรงเรียนเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 18 <ref>【李甦平】 Lisu Ping, 论韩国儒学的特点和精神 "On the characteristics and spirit of Korean Confucianism", 《孔子研究》2008年1期 (''Confucius Studies'' 2008.1).
See also [[List of Korean philosophers]].
<!--from a cached version of Lisu Ping 2008:
</ref>
Yi Hwang 李滉退溪(1501–1570)
identified as the founder (?) of the "mainstream" ("main reason") school “主理”学
 
The "three back door heroes"(?) 退门三杰。(what does this actually mean?)
forming the "first generation":
鹤峰(1538–1593)
...(1542–1607)
寒冈(1543–1620)
 
second generation:
轩张显光(1554–1637)
愚伏郑经世(1563–1633)
敬堂张兴孝(1564–1633)
拙斋柳元之(1598–1674)
 
third generation:
庵李玄逸(1627–1704)
密庵李栽(1657–1730)
-->
</ref>
 
 
แต่ลัทธิขงจื่อใหม่กลายเป็นพวกหัวดื้อรั้นมากในเวลาที่ค่อนข้างเร็วซึ่งขัดขวางการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นมากและนำไปสู่การแบ่งแยกและการวิจารณ์ของทฤษฎีใหม่ ๆ อย่างไม่คำนึงถึงความน่าสนใจอันเป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่นทฤษฎีของ[[ วังหยางหมิง |หวางหยางหมิง]] ซึ่งเป็นที่นิยมใน[[ราชวงศ์หมิง|สมัยราชวงศ์หมิง]]ของจีนถือว่าเป็ฯแนวคิดที่นอกรีตและถูกประณามอย่างรุนแรงจากนักปรัชญาขงจื่อใหม่ชาวเกาหลี นี่ยังไม่รวมคำอธิบายประกอบในลัทธิขงจื่อใหม่แบบคานงที่แตกต่างจากจูซีซึ่งถูกกันออกไป ภายใต้ราชวงศ์โชซอน ชนชั้นปกครองที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ที่เรียกว่า ''[[ซาริม]]'' (사림, 士林) ก็แยกออกเป็นกลุ่มการเมืองตามความหลากหลายของมุมมองของลัทธิขงจื่อใหม่ในแง่การเมือง มีกลุ่มใหญ่สองกลุ่มและกลุ่มย่อยอีกจำนวนมาก
 
== ลัทธิขงจื่อใหม่ในญี่ปุ่น ==
{{หัวข้อ|Edo Neo-Confucianism}}
{{เพิ่มเติม||Kansei Edict|Fujiwara Seika|Hayashi Razan|Toju Nakae}}
 
== ลัทธิขงจื่อใหม่ในเวียดนาม ==
 
== ลัทธิขงจื่อสมัยใหม่ ==
ในปี ค.ศ.1920 [[ลัทธิขงจื๊อสมัยใหม่|ลัทธิขงจื่อสมัยใหม่]]ได้เริ่มพัฒนาและซึมซับการเรียนรู้แบบตะวันตกเพื่อค้นหาวิธีในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจีนให้ทันสมัยโดยอาศัยหลักการขงจื่อแบบดั้งเดิม มีทั้งหมดสี่หัวข้อ ได้แก่ การปฏิรูปวัฒนธรรมจีนให้ทันสมัย, จิตวิญญาณของมนุษย์ในวัฒนธรรมจีน, การอธิบายความหมายของศาสนาในวัฒนธรรมจีน, วิธีคิดโดยการหยั่งรู้ที่อยู่นอกเหนือตรรกะและขจัดแนวคิดของการวิเคราะห์แบบแยกส่วน การยึดติดกับลัทธิขงจื่อแบบดั้งเดิมและลัทธิขงจื่อใหม่ทำให้ประเทศจีนล้าหลัง ลัทธิขงจื่อสมัยใหม่มีส่วนช่วยให้ประเทศเกิดใหม่ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนโบราณในกระบวนการการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย นอกจากนี้ยังส่งเสริมวัฒนธรรมโลกของอารยธรรมอุตสาหกรรมมากกว่าความรู้สึกส่วนบุคคลแบบดั้งเดิม <ref>http://baike.baidu.com/view/2053255.htm {{Full citation neededfcn|date=November 2019|reason=English please}}</ref>
 
== นักวิชาการขงจื่อใหม่ที่มีชื่อเสียง ==
* (in English and Chinese)[http://www.wdl.org/en/item/4682 Writings of the Orthodox School] from the [[ราชวงศ์ซ่ง|Song Dynasty]]
[[หมวดหมู่:ปรัชญาจีน]]
[[หมวดหมู่:ลัทธิขงจื้อขงจื่อ]]
[[หมวดหมู่:ลัทธิขงจื่อสมัยใหม่]]
[[หมวดหมู่:บทความที่มีข้อความภาษาจีน]]
[[หมวดหมู่:บทความที่มีข้อความภาษาจีนตัวเต็ม]]
255

การแก้ไข