ผลต่างระหว่างรุ่นของ "กระแสไฟฟ้า"

เพิ่มขึ้น 46 ไบต์ ,  1 ปีที่แล้ว
เพิ่มลิงก์ จัดการข้อมูลให้ถูกต้อง
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ การแก้ไขแบบเห็นภาพ
(เพิ่มลิงก์ จัดการข้อมูลให้ถูกต้อง)
[[ไฟล์:Ohm's Law with Voltage source TeX.svg|thumb|upright=1.2|วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย โดยที่กระแสถูกแสดงด้วยอักษร ''i'' ความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า (V), ตัวต้านทาน (R), และกระแส (I) คือ V=IR; ความสัมพันธ์นี้เป็นไปตาม [[กฏของโอห์ม]]]]
{{ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า}}
'''กระแสไฟฟ้า''' ({{lang-en|Electric current}}) คือการไหลของ [[ประจุไฟฟ้า]] ในวงจรไฟฟ้า [[อิเล็กตรอน]] ที่เคลื่อนที่ในประจุ ยังสามารถถูกนำพาโดย [[ไอออน]] ได้เช่นกันในสาร [[อิเล็กโทรไลต์]] หรือโดยทั้งไอออนและ[[อิเล็กตรอน]]เช่นใน [[พลาสมา]]<ref>{{cite book
| title = The electronics companion
| author = Anthony C. Fischer-Cripps
}}</ref>
 
กระแสไฟฟ้ามี[[SI|หน่วยวัด SI]] เป็น [[แอมแปร์]] ซึ่งเป็นการไหลของประจุไฟฟ้าที่ไหลข้ามพื้นผิวหนึ่งด้วยอัตราหนึ่ง [[คูลอมบ์]] ต่อวินาที กระแสไฟฟ้าสามารถวัดได้โดยใช้ [[แอมป์มิเตอร์]]<ref name="learn-physics-today" >{{cite web
| url = http://library.thinkquest.org/10796/ch13/ch13.htm
| title = Learn Physics Today!
}}</ref>
 
กระแสไฟฟ้าก่อให้เกิดผลหลายอย่าง เช่น [[ความร้อน]] ([[Joule heating]]) ซึ่งผลิต [[แสงสว่าง]] ใน[[หลอดไฟ]] และยังก่อให้เกิด [[สนามแม่เหล็ก]] อีกด้วย ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายใน [[มอเตอร์]], [[ตัวเหนี่ยวนำ]], และ[[เครื่องกำเนิดไฟฟ้า]]
 
[[อนุภาค]]ที่นำพาประจุถูกเรียกว่า [[พาหะของประจุไฟฟ้า]] ใน [[โลหะ]] ตัวนำไฟฟ้า อิเล็กตรอนจากแต่ละอะตอมจะยึดเหนี่ยวอยู่กับอะตอมอย่างหลวม ๆ และพวกมันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระอยู่ภายในโลหะนั้นภายใต้สภาวะการณ์หนึ่ง อิเล็กตรอนเหล่านี้เรียกว่า [[อิเล็กตรอนนำกระแส]] ({{lang-en|conduction electron}}) พวกมันเป็นพาหะของประจุในโลหะตัวนำนั้น
 
กระแสไฟฟ้า  (I)  เกิดขึ้นจากการไหลของอิเล็กตรอน   ผ่านวัสดุชนิดหนึ่ง นั่นคือการถ่ายโอนประจุไฟฟ้า  อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ถ้าอยู่ใน[[สนามไฟฟ้า   ]]ซึ่งสร้าง[[ความต่างศักย์ไฟฟ้า ]]ระหว่างสองบริเวณ เพราะฉะนั้น  ความต่างศักย์ไฟฟ้าจึงจำเป็นในการทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าเป็นวงจรปิด ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
ระบบไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ ดังนี้
 
1. ระบบไฟฟ้า 1 เฟส คือระบบไฟฟ้าที่มีสายไฟฟ้าจำนวน 2 เส้น เส้นที่มีไฟเรียกว่าสายไฟ หรือสายเฟส หรือสายไลน์ เขียนแทนด้วยตัวอักษร L (Line) เส้นที่ไม่มีไฟเรียกว่าสายนิวทรอล หรือสายศูนย์ เขียนแทนด้วยตัวอักษร N (Neutral) ทดสอบได้โดยใช้ไขควงวัดไฟ เมื่อใช้ไขควงวัดไฟแตะสายเฟส หรือสายไฟ หรือสายไลน์ หลอดไฟเรืองแสงที่อยู่ภายไขควงจะติด สำหรับสายนิวทรอล หรือสายศูนย์ จะไม่ติด แรงดันไฟฟ้าที่ใช้มีขนาด 220 โวลท์ (Volt) ใช้สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่มากนัก
 
2. ระบบไฟฟ้า 3 เฟส คือระบบไฟฟ้าที่มีสายเส้นไฟจำนวน 3 เส้น และสายนิวทรอล 1 เส้น จึงมีสายรวม 4 เส้น ระบบไฟฟ้า 3 เฟส สามารถต่อใช้งานเป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส ได้ โดยการต่อจากเฟสใดเฟสหนึ่งและสายนิวทรอลอีกเส้นหนึ่ง แรงดันไฟฟ้าระหว่างสายเฟสเส้นใดเส้นหนึ่งกับสายนิวทรอลมีค่า 220 โวลท์ และแรงดันไฟฟ้าระหว่างสายเฟสด้วยกันมีค่า 380 โวลท์ ระบบนี้จึงเรียกว่าระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย 220/380 โวลท์ ระบบนี้มีข้อดีคือสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าระบบ 1 เฟส ถึง 3 เท่า จึงเหมาะสมกับสถานที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามาก ๆ เช่น อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม​ เป็นต้น
 
== ประกายไฟฟ้า ==
== สัญลักษณ์ ==
 
สัญลักษณ์ตามธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับกระแสไฟฟ้าคือ <math>I</math> ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากวลีภาษาฝรั่งเศสว่า ''intensité de courant'' หมายถึง[[ความเข้มของกระแส]] ({{lang-en|current intensity}})<ref>T. L. Lowe, John Rounce, ''Calculations for A-level Physics'', p. 2, Nelson Thornes, 2002 ISBN 0-7487-6748-7.</ref><ref>Howard M. Berlin, Frank C. Getz, ''Principles of Electronic Instrumentation and Measurement'', p. 37, Merrill Pub. Co., 1988 ISBN 0-675-20449-6.</ref>
ความเข้มของกระแสนี้มักจะหมายถึงง่าย ๆ ว่า ''กระแส''.<ref>K. S. Suresh Kumar, ''Electric Circuit Analysis'', Pearson Education India, 2013, ISBN 9332514100, section 1.2.3 "'Current intensity' is usually referred to as 'current' itself."</ref> สัญลักษณ์ <math>I</math> ถูกใช้โดย [[อ็องเดร-มารี อ็องแปร์]] หลังจากที่ชื่อของเขาถูกตั้งให้เป็นหน่วยของกระแสไฟฟ้าในการจัดตั้ง [[กฏแรงของแอมแปร์]] ที่ถูกค้นพบในปี 1820.<ref>A-M Ampère, [http://www.ampere.cnrs.fr/textes/recueil/pdf/recueilobservationsd.pdf ''Recuil d'Observations Électro-dynamiques''], p. 56, Paris: Chez Crochard Libraire 1822 (in French).</ref> ชื่อเสียงของเขาเดินทางจากฝรั่งเศสไปยังอังกฤษจนกลายเป็นมาตรฐานที่นั่น ทั้ง ๆ ที่มีอย่างน้อยหนึ่งสิ่งพิมพ์ที่ไม่ยอมเปลี่ยนจากการใช้ <math>C</math> ไปเป็น <math>I</math> จนกระทั่งปี 1896<ref>[http://books.google.com/books?id=BCZLAAAAYAAJ ''Electric Power''], vol. 6, p. 411, 1894.</ref>
 
 
===กระแสสลับ===
ในกระแสสลับ (AC หรือ ac), เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้ากลับไป-กลับมาอย่างรวดเร็ว เช่นไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านหรืออาคารทั่วไป รูปร่างเป็น sine wave ในบางอย่างอาจเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือรูปสี่เหลี่ยม ส่วนใหญ่มีกระแสสูง อันตรายมาก สามารถผลิตจากไฟ DC ได้ แต่ในขนาดเล็ก เช่นเปลี่ยนจากไฟเซลล์แสงอาทิตย์มาเป็น AC เพื่อให้แสงสว่างหรือเปิดทีวีในพื้นที่ห่างไกล ระบบไฟฟ้ากระแสสลับแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ ดังนี้
 
1. ระบบไฟฟ้า 1 เฟส คือระบบไฟฟ้าที่มีสายไฟฟ้าจำนวน 2 เส้น เส้นที่มีไฟเรียกว่าสายไฟ หรือสายเฟส หรือสายไลน์ เขียนแทนด้วยตัวอักษร L (Line) เส้นที่ไม่มีไฟเรียกว่าสายนิวทรอล หรือสายศูนย์ เขียนแทนด้วยตัวอักษร N (Neutral) ทดสอบได้โดยใช้ไขควงวัดไฟ เมื่อใช้ไขควงวัดไฟแตะสายเฟส หรือสายไฟ หรือสายไลน์ หลอดไฟเรืองแสงที่อยู่ภายไขควงจะติด สำหรับสายนิวทรอล หรือสายศูนย์ จะไม่ติด แรงดันไฟฟ้าที่ใช้มีขนาด 220 โวลท์ (Volt) ใช้สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่มากนัก
 
2. ระบบไฟฟ้า 3 เฟส คือระบบไฟฟ้าที่มีสายเส้นไฟจำนวน 3 เส้น และสายนิวทรอล 1 เส้น จึงมีสายรวม 4 เส้น ระบบไฟฟ้า 3 เฟส สามารถต่อใช้งานเป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส ได้ โดยการต่อจากเฟสใดเฟสหนึ่งและสายนิวทรอลอีกเส้นหนึ่ง แรงดันไฟฟ้าระหว่างสายเฟสเส้นใดเส้นหนึ่งกับสายนิวทรอลมีค่า 220 โวลท์ และแรงดันไฟฟ้าระหว่างสายเฟสด้วยกันมีค่า 380 โวลท์ ระบบนี้จึงเรียกว่าระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย 220/380 โวลท์ ระบบนี้มีข้อดีคือสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าระบบ 1 เฟส ถึง 3 เท่า จึงเหมาะสมกับสถานที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามาก ๆ เช่น อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม​ เป็นต้น
 
==แม่เหล็กไฟฟ้า==
75

การแก้ไข