ผลต่างระหว่างรุ่นของ "นวทุรคา"

ย้อนการแก้ไขที่ 8545460 สร้างโดย 159.192.99.187 (พูดคุย)
(ย้อนการแก้ไขที่ 8545460 สร้างโดย 159.192.99.187 (พูดคุย))
ป้ายระบุ: ทำกลับ
| Devanagari = नवदुर्गा
| Sanskrit_transliteration =
| deity_of = เทพีแห่งสงคราม<br>พระเทวีผู้ซึ่งอยู่ยงคงกระพัน<br>พระแม่แห่งความเหี้ยมหาญ
| affiliation = [[เทวีในศาสนาฮินดู|เทวี]], [[ทุรคา]], [[พระปารวตี]], [[Chandi|จันฑิกา]]
| abode =
| festivals = [[เทศกาลนวราตรี|นวราตรี]], [[Dussehra|วิชยาทศมี]], [[Durga Puja|ทุรคาบูชา]], [[Durga Ashtami|ทุรคาอัษฏมี]]
}}
'''พระแม่นวทุรคานวทุรคา''' ({{lang-hi|नवदुर्गा}}) เป็นการคืออวตารทั้งหมดทั้ง 9 ปางของพระแม่[[พระแม่ทุรคา]] หรือ [[พระแม่อุมา]]ใน[[ศาสนาฮินดู]] และเป็นที่มาของ[[เทศกาลนวราตรี]]อีกด้วย
 
==ภูมิหลังและความเป็นมา==
การสำแดงของพระแม่ทุรคา เป็นที่รู้จักในชื่อของพระนางในการคุ้มครองจักรวาลโดยการภาวนา (ปกติ ๑๐๘ 108ครั้งในแต่ละคืนในเทศกาลนวราตรี)
* '''พระแม่ไศลปุตรี'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่กูษมาณฑาหรือพระแม่อาทิศักติ ได้แบ่งภาคลงมาเป็นบุตรีของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาซึ่งมีพระนามว่า"พระนางปารวตี" พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อให้พระศิวะมาวิวาห์กับพระองค์ พระองค์ทรงเสวยผลไม้ ผัก และใบมะตูมอันเป็นพืชประจำพระศิวะ พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรจนพระศิวะพอใจในที่สุด ดังนั้นรูปลักษณ์ที่ยังไม่วิวาห์ของเทวีองค์นี้ ได้รับการบูชาเป็นเทวีแห่งความโสด ''พระแม่พรหมจาริณี''
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่2หรือคืนที่2ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวอังคาร
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่จันทรฆัณฏา เป็นรูปลักษณ์ที่วิวาห์แล้วของพระแม่ปารวตีต่อไปนี้จากพระแม่ไศลปุตรีและพระแม่มหาเคารี เมื่อพระนางปารวตีได้บำเพ็ญเพียรจนพระศิวะพอใจ 8วันต่อขบวนขันหมากของพระศิวะก็มาถึงหน้าประตูวังของพระนางปารวตี เมื่อท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาเห็นรูปลักษณ์ของพระศิวะ จึงเป็นลมในที่สุด พระนางปารวตีจึงได้อวตารเป็นเทวีอันงดงามและทรงขอร้องว่าให้พระศิวะฉลองพระองค์ให้งดงาม พระศิวะจึงได้อวตารเป็นพระสุนทเรศวร หรือ พระจันทเรศวร ทำให้ท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาพึงพอใจมากและพระสุนทเรศวรและพระนางปารวตีก็ได้วิวาห์กันในที่สุด พระองค์ประดับประดาพระนลาฏของพระองค์ด้วยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว(จันทรา)คล้ายรูประฆัง(ฆัณฏา)จากนี้ไปพระองค์จะกลายเป็นที่รู้จักในนามของ ''พระแม่จันทรฆัณฏา''
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่3หรือคืนที่3ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวศุกร์
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี จันทรฆัณฏาไย นะมะห์ ॐ देवी चन्द्रघण्टायै नम
 
ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระแม่จันทรฆัณฏา ทรงประทับบนเสือ พระองค์ทรงมีพระจันทร์เสี้ยว(จันทรา)บนพระนลาฏของพระองค์ซึ่งพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่บนพระนลาฏของพระองค์นั้นดูราวกับระฆัง(ฆัณฏา)จึงเป็นที่มาของพระนามของพระองค์ พระองค์มีพระกร ๑๐ 10พระกร ซึ่งแต่ละพระกรของพระองค์นั้นมีอาวุธหลายชนิดมี ตรีศูล คฑา ดาบ กมัณฑลุ ในพระหัตถ์ซ้ายที่ห้านั้น ทรงทำมือ วรทามุทรา ทรงถือลูกศร คันธนู และชปมาลาหรือสร้อยเมล็ดรุทรักษะ และพระหัตถ์ขวาที่ห้าทรงทำมืออภัยมุทรา
 
พลังศักติของพระองค์: รูปลักษณ์ของเทวีพระองค์นี้พร้อมสำหรับทำสงครามกับอาวุธในพระหัตถ์ของพระองค์เพื่อปกป้องความสงบสุขและสวัสดิภาพของผู้ที่บูชาพระองค์ เชื่อว่าเสียงระฆังบนพระนลาฏของพระองค์สามารถปราบสิ่งชั่วร้ายทุกประเภทออกจากผู้ที่บูชาพระองค์
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ช่วงที่พระองค์ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมาด้วยการแย้มสรวลเพียงครั้งเดียว พระองค์ทรงสร้างเทพตรีมูรติขึ้นมาซึ่งมี พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ และทรงสร้างเทวีตรีศักติขึ้นมาซึ่งมี พระสุรัสวดี พระลักษมี และพระอุมา และพระแม่อทิศักติเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับพระสุริยเทพอีกด้วย
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่4หรือคืนที่4ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดวงอาทิตย์
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ในรูปลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระมารดาของเทพเจ้าแห่งสงคราม พระสกันทะ (หรือที่เรียกว่า กรรติเกยะหรือขันทกุมาร) พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักกันในนาม ''พระแม่สกันทมาตา''
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่5หรือคืนที่5ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวพุธ
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี สกันทมาตาไย นะมะห์ ॐ देवी स्कन्दमातायै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่สกันทมาตา พระองค์ทรงประทับบนสิงโต ทรงอุ้มพระสกันทะไว้บนพระเพลาของพระองค์ พระสกันทะ(หรือที่เรียกว่า กรรติเกยะหรือมุรุกัน) ทรงเป็นพระเชษฐาของพระคเณศ พระแม่สกันทมาตาทรงมีพระกร4พระกร ทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ทั้ง2ข้างของพระองค์ ทรงอุ้มพระสกันทะในพระหัตถ์ข้างขวาและในพระหัตถ์ซ้ายทรงทำมืออภัยมุทรา
 
พลังศักติของพระองค์: ผู้ที่นับถือบูชาเทวีองค์นี้จะได้รับพรจากพระสกันทะ (หรือที่เรียกว่า กรรติเกยะ) เทพแห่งสงคราม
 
* '''พระแม่กาตยายนี''' หรือ '''พระแม่ทุรคา''' หรือ '''พระแม่มหิษาสุรมรรทินี'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระองค์ถือกำเนิดมาเพื่อมาปราบอสูรที่มีชื่อว่า '' มหิษาสูร'' พระองค์เป็นบุตรีของพระเจ้ากาฏญาญัณ เรื่องราวมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งกาฎญาญัณได้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครีด เพื่อที่จะให้ นางฟ้าหรือมหาเทวี ได้จุติลงมาเกิดเป็นบุตรีของตน ด้วยเหตุนี้ พระแม่ทุรคาได้จุติลงมาเป็นบุตรีของกาฏญาญัณ และได้พระนามที่เรียกขานว่า "พระนางกาตญายนี" แต่บางตำนานได้กล่าวพระประวัติของพระแม่กาตญายนีไว้ว่า มีอสูรตนหนึ่งมีนามว่า "มหิษาสูร" ได้ขอพรจากพระพรหม เขาได้ขอพรว่า"ขอให้ข้าพเจ้าตายด้วยฝีมือจากสตรีที่ไม่เกิดจากครรภ์เท่านั้น" พระพรหมก็ประทานพรแก่เขา เมื่อมหิษาสูรได้รับพรแล้ว จึงอาละวาดสามโลก พระอินทร์และคณะเทวดาได้ไปขอความช่วยเหลือจากมหาเทพทันใดนั้นก็เกิดเสียงจากจักรวาลซึ่งเสียงนั้นก็คือเสียงของพระแม่อทิศักติ พระองค์ได้กล่าวว่า "ขอให้คณะเทวดา มหาเทพและเทวีช่วยกันสร้างเทวีขึ้นมาจากพลังของพวกท่าน" จากนั้นเสียงของพระองค์ก็หายไป ดังนั้น คณะเทวดา มหาเทพและเทวีจึงช่วยกันสร้างเทวีขึ้นมาซึ่งเทวีองค์นั้นก็พระแม่ทุรคานั่นเอง เหล่าเทพและมหาเทพจึงมอบอาวุธให้พระองค์ และท้าวหิมวัตซึ่งเป็นพระบิดาของพระแม่ปารวาตีได้มอบสิงโตทองคำให้พระแม่ทุรคา พระแม่ทุรคาลงสู่สนามรบและได้ต่อสู้กับมหิษาสูรเป็นเวลา ๑๐ 10วันและในวันที่ ๑๐ 10พระองค์ก็สามารถฆ่ามหิษาสูรได้สำเร็จ พระแม่ทุรคาจะได้อีกพระนามหนึ่งว่า "พระแม่มหิษาสุรมรรทินี" ซึ่งแปลว่าผู้สังหารมหิษาสูรนั่นเอง
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่6หรือคืนที่6ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวพฤหัสบดี
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี กาตยายันไย นะมะห์ ॐ देवी कात्यायन्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่กาตยายนีหรือพระแม่ทุรคา ทรงประทับบนสิงห์ที่มีชื่อว่า''สีหะพานาราช'' เมื่อพระแม่เสด็จไปที่ไหน พวกเหล่าอสูรจะเกรงกลัวเป็นอันมาก ทรงฉลองพระภูษาสีชมพู มี4พระกร 2พระกร พระหัตถ์ขวาทำมือภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายถือดาบ พระหัตถ์ขวาบนทรงทำมือวราทามุทราและพระหัตถ์ซ้ายบนถือดอกบัว บางแห่งนิยมบูชาพระแม่กาตญายนีในรูปของพระแม่ทุรคาหรือพระแม่มหิษาสุรมรรทินี ทรงปราบมหิษาสูร มีพระกร ๑๐ 10พระกร ถือจักร สังข์ ดาบ คทา ธนู ลูกศร งู ดอกบัว ถาดไฟ และตรีศูล
 
* '''พระแม่กาลราตรี''' หรือ '''พระแม่กาลี'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ครั้งหนึ่งมีอสูรสองพี่น้อง คือ ศุ''มภ'' และ ''นิศุมภะ'' ต้องการต่อกลอนกับพระแม่ทุรคาในรูปของพระแม่เกาศิกีหรือพระแม่อัมพิกา จึงได้ส่งอสูรชื่อ จันและมุนเป็นแม่ทัพไปล้อมจับพระแม่อัมพิกา พระแม่อัมพิกาทรงพิโรธมาก จึงมีเทวีองค์สีดำผุดออกมาจากพระนลาฏของพระองค์ เทวีองค์นั้นคือพระแม่กาลีหรือกาลราตรี ได้ฆ่าอสูรทั้งสอง พระแม่กาลีจึงได้อีกชื่อว่า ''พระแม่จามุนฑา'' เนื่องจากได้ฆ่าอสูรจันและมุนได้นั่นเอง ดังนั้นเหล่าคณะเทวีจึงได้ทำลายกองทัพอสูรสุมภและนิสุมภ โดยมีอสูรที่มีชื่อว่า ''รักตภีช'' เมื่อพระแม่จามุนดาได้ตัดหัวของรักตภีช เลือดของรัตภีตก็จะหยดลงสู่แผ่นดิน แล้วผุดออกมาเป็นร่างโคลนอีกนับร้อยนับพัน เมื่อกำจัดไม่ได้ พระแม่กาลีจึได้ดูดเลือดของรัตภีตตามพื้นจนไม่ผุดขึ้นมาอีก ดังนั้นพระแม่กาลีจึงโสมนัสมาก บางตำราก็บอกว่าพระองค์เมาเลือดอสูร เมื่อพระองค์โสมนัสมาก พระองค์ก็กระโดดโลดเต้นไปมาจนแผ่นดินสั่นสะเทือน จนทำให้พระศิวะเกรงว่าโลกจะถูกทำลายเมื่อพระกาลีเหยียบลงบนผิวโลก จึงใช้ตัวของพระองค์ไปรองรับ จากนั้นพระแม่กาลีก็เหยียบลงบนกลางพระอุระของพระศิวะ เมื่อพระแม่กาลีเห็นพระสวามีของพระองค์เองถูกเหยียบ ก็สำนึกได้ จึงแลบพระชิวหา(ลิ้น)ออกมา เพื่อแสดงความเขินอาย จากนั้นพระแม่ก็แปลงกายเป็นพระนางปารวตีดังเดิม
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่7หรือคืนที่7ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวเสาร์
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี กาลราตรไย นะมะห์ ॐ देवी कालरात्र्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่กาลราตรีทรงประทับบนลา พระฉวีวรรณสีดำ พระเกศายาวสยาย กระเซิงไม่เป็นระเบียบ สังวาลย์เป็นหัวกะโหลกหรือแขนอสูร มีพระกร4พระกร พระหัตถ์ขวาล่างทำมือวรทามุทรา พระหัตถ์ขวาบนทำมืออภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือวัชระ นุ่งผ้าหนังสัตว์ ยืนบนซากศพหรือพระศิวะ บางแห่งนิยมบูชาพระแม่กาลราตรีในรูปของพระแม่กาลี คือมีพรระกร4พระกร ทรงถือ ดาบ หัวของอสูรรัตภีต ทำมืออภัยมุทราและวรทามุทรา ใส่สังวาลย์เป็นหัวกะโหลกหรือแขนของอสูรหรือ สังวาลย์ดอกชบาแดง ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีแดงเลือด หรือไม่ทรงฉลองพระองค์ เปลือยเปล่า กายสีดำ เหยีบพระศิวะ แลบพระชิวหา(ลิ้น)ยาวถึงทรวงอก มีเขี้ยวงอกตามพระโอษฐ์
 
* '''พระแม่มหาเคารี'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ครั้งหนึ่ง พระแม่อุมาทรงสรงน้ำในอุทยานแล้วพระฉวีวรรณของพระองค์เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ จึงทำให้พระศิวะขบขันเป็นอย่างมากและคอยล้อพระองค์ พระองค์จึงหนีพระศิวะไปบำเพ็ญตบะเพื่อขอพรจากพระพรหมเทพเพื่อที่จะให้พระฉวีวรรณของพระนางได้กลับมาเป็นสีขาวผุดผ่องเหมือนเดิม จากนั้นพระพรหมก็ให้พรแก่พระองค์ให้พระฉวีวรรณพระองค์กลับมาเป็นสีขาวผุดผ่องดั่งทองคำเหมือนเดิมนั่นเอง คำว่า เคารีนั้นตรงข้ามกับคำว่ากาลี โดยคำว่า เคารี แปลว่า สุกสว่าง แต่คำว่า กาลี แปลว่า ดำมืดมน เหมือนหยินกับหยางในลัทธิเต๋าของจีน
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่8หรือคืนที่8ของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวราหู
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี มหาเคารไย นะมะห์ ॐ देवी महागौर्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่มหาเคารีทรงประทับบนหลังโคนนทิ มี4พระกร พระหัตถ์ขวาบนถือตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างทรงทำมืออภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายบนทำมือวรทามุทรา และพระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือกลองบัณเฑาะว์ และทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีขาวบริสุทธิ์
 
* '''พระแม่สิทธิทาตรี''' หรือ '''พระแม่อาทิปราศักติ'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ในช่วงเริ่มต้นของจักรวาล พระแม่อาทิปราศักติเป็นพลังงานบริสุทธิ์และไม่มีรูปร่าง พระองค์จึงปรากฏจากครึ่งหนึ่งของพระศิวะในปางพระอรรถนารีศวร ซึ่งพระแม่สิทธิทาตรีเป็นร่างดั้งเดิมของพระแม่อทิศักติ
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่9หรือคืนที่9ซึ่งเป็นวันสุดท้ายหรือคืนสุดท้ายของเทศกาลนวราตรี
 
ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวเกตุ
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี สิทธิทาตรไย นะมะห์ ॐ देवी सिद्धिदात्र्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่สิทธิทาตรีทรงประทับอยู่บนดอกบัว มี4พระกร พระหัตถ์ขวาบนถือจักร พระหัตถ์ขวาล่างถือคทา พระหัตถ์ซ้ายบนถือสังข์ และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือดอกบัว และพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีแดง
 
พลังและอำนาจศักติของพระองค์: พระองค์สามารถให้อำนาจสิทธิ(พลังงานเหนือธรรมชาติ) และพระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับพรหมันหรือปรมาตมัน ให้กับผู้ที่บูชาพระองค์และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้รับการบูชาจากมนุษย์ คนธรรพ์ อสูร และเทวะ