ผลต่างระหว่างรุ่นของ "อ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค"

ย้อน
ไม่มีความย่อการแก้ไข
(ย้อน)
{{ใช้ปีคศ|264px}}
 
'''ออทโทอ็อทโท อีดวร์ทเอดูอาร์ท เลโอโพลด์เลโอพ็อลท์ ฟ็อน เจ้าบิสมาร์ค ดยุกเลาเอนบุร์ก-เชินเฮาเซิน''' ({{lang-de|Otto Eduard Leopold Fürst von Bismarck, Herzog zu Lauenburg-Schönhausen}}) หรือสกุลเมื่อเกิดที่นิยมเรียกว่า '''ฟอนอ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค-เชินเฮาเซิน''' ({{lang-de|von Bismarck-Schönhausen}}) เป็นรัฐบุรุษและนักการทูตแห่ง[[อนุรักษนิยมราชอาณาจักรปรัสเซีย]]ชาวและ[[ปรัสเซียจักรวรรดิเยอรมัน]]ผู้ครอบงำการเมืองเยอรมันและทวีป เขาเป็นผู้นำทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรปช่วงคริสต์ระหว่างทศวรรษ 1860 ถึงปี 1890 และดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจักรวรรดิเยอรมันคนแรกแห่งจักรวรรดิเยอรมันระหว่างปี 1871 ถึง 1890
 
ในปี 1862 [[จักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ 1 แห่งเยอรมนี|จักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย]] ทรงแต่งตั้งบิสมาร์คเป็นมุขมนตรีแห่งปรัสเซีย ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งนี้จนถึงปี 1890 เขานำพาปรัสเซียเข้าสู่สงครามสามครั้งอันได้แก่ [[สงครามชเลสวิชครั้งที่สอง]], [[สงครามออสเตรีย-ปรัสเซีย]] และ[[สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย]] และได้รับชัยชนะในสงครามทั้งสาม หลังชนะในสงครามกับออสเตรีย บิสมาร์คได้ยุบ[[สมาพันธรัฐเยอรมัน]]ทิ้ง และจัดตั้ง[[สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ]]อันมีปรัสเซียเป็นแกนนำขึ้นมาแทน ศูนย์อำนาจทางการเมืองของ[[ยุโรปภาคพื้นทวีป]]ได้ย้ายจากกรุงเวียนนาของ[[ออสเตรีย]]ไปยังกรุง[[เบอร์ลิน]]ของปรัสเซีย และเมื่อปรัสเซียมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศสแล้ว บิสมาร์คก็ได้สถาปนาสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือขึ้นเป็นจักรวรรดิเยอรมัน โดยทูลเชิญจักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งจักรพรรดิเยอรมันพระองค์แรกในปี 1871 บิสมาร์คจึงกลายเป็นทั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารของปรัสเซียและจักรวรรดิเยอรมัน
ความสำเร็จใน[[การรวมชาติเยอรมัน]]ในปี 1871 บิสมาร์คได้ใช้ทักษะทางการทูตของเขารักษาดุลอำนาจของเยอรมันในยุโรปไว้ บิสมาร์คได้อุทิศตนเองในการพยายามรักษาสันติภาพในบรรดามหาอำนาจเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่เยอรมันผนวกแคว้น[[อาลซัส-ลอแรน]]มาจากฝรั่งเศส ได้จุดชนวนขบวนการชาตินิยมขึ้นในฝรั่งเศส การเรืองอำนาจของเยอรมันทำให้เกิดภาวะ "กลัวเยอรมัน" (Germanophobia) ขึ้นในฝรั่งเศส<ref>Hopel, Thomas (23 August 2012) [http://ieg-ego.eu/en/threads/crossroads/border-regions/thomas-hoepel-the-french-german-borderlands#InsertNoteID_44_marker45 "The French-German Borderlands: Borderlands and Nation-Building in the 19th and 20th Centuries"]</ref> เป็นความครุกครุ่นก่อนปะทุเป็น[[สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง]]
 
นโยบายเรอัลโพลีทิค (''realpolitik)'' ของบิสมาร์คประกอบกับบารมีที่มากล้นของเขาทำให้บิสมาร์คได้รับสมญาว่า '''นายกฯเหล็ก''' ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดของเยอรมันถือเป็นรากฐานของนโยบายเหล่านี้ บิสมาร์คเป็นคนไม่ชอบลัทธิการล่าอาณานิคมแต่เขาก็จำยอมฝืนใจต้องสร้าง[[จักรวรรดิอาณานิคมเยอรมัน]]ขึ้นจากเสียงเรียกร้องของบรรดาชนชั้นนำและมวลชนในจักรวรรดิ บิสมาร์คมีชั้นเชิงทางการทูตชนิดหาตัวจับได้ยาก เขาเล่นกลการเมืองด้วยการจัดการประชุม การเจรจา และการร่วมเป็นพันธมิตรที่สอดประสานกันอย่างซับซ้อนหลายครั้งเพื่อถ่วงดุลอำนาจในทวีปยุโรปให้เกิดสันติสุขตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 และ 1880 ได้สำเร็จ
 
ไม่เพียงด้านการทูตและการต่างประเทศเท่านั้น บิสมาร์คยังเป็นปรมาจารย์ด้านการเมืองในประเทศ เขาริเริ่ม[[รัฐสวัสดิการ]]เป็นครั้งแรกในโลกสมัยใหม่ มีเป้าหมายเพื่อดึงการสนับสนุนของมวลชนจากชนชั้นแรงงาน ซึ่งมิเช่นนั้นแล้วมวลชนเหล่านี้อาจไปเข้าร่วมกับสังคมนิยมซึ่งเป็นศัตรูของเขาได้<ref>Steinberg, 2011, pp.8, 424, 444; Bismarck specifically referred to Socialists, among others, as "Enemies of the Reich".</ref> ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 เขาเข้าเป็นพันธมิตรกับเสรีนิยม (ผู้นิยมอัตราภาษีศุลกากรระดับต่ำและต่อต้านคาทอลิก) และต่อสู้กับศาสนจักรคาทอลิกที่ซึ่งถูกขนานนามว่า ''คุลทูร์คัมพฟ์'' ({{lang-de|Kulturkampf}}; การต่อสู้ทางวัฒนธรรม) แต่พ่ายแพ้ โดยฝ่ายศาสนจักรตอบโต้ด้วยการจัดตั้งพรรคกลาง (Centre Party) อันทรงพลังและใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปของชายเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภา ด้วยเหตุนี้บิสมาร์คจึงกลับลำ ล้มเลิกปฏิบัติการคุลทูร์คัมพฟ์ ตัดขาดกับฝ่ายเสรีนิยม กำหนดภาษีศุลกากรแบบคุ้มกัน และร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพรรคกลางเพื่อต่อกรกับฝ่าย[[สังคมนิยม]]
32,757

การแก้ไข