ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ การแก้ไขแบบเห็นภาพ
|หม่อม=หม่อมน่วม หม่อมจับ หม่อมตาด และหม่อม (ไม่ปรากฏนาม)|พระมารดา=[[เจ้าจอมมารดาศิลา]] ราชินิกุล ณ บางช้าง}}
 
'''พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์''' ([[8 ตุลาคม]] [[พ.ศ. 2337]] - [[27 เมษายน]] [[พ.ศ. 2399]]) มีพระนามเดิมว่า '''พระองค์เจ้าพนมวัน''' ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีขาล ฉศก จุลศักราช 1156 ตรงกับวันที่ [[8 ตุลาคม]] [[พ.ศ. 2337]] เป็นพระราชโอรสใน[[พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย]]และ[[เจ้าจอมมารดาศิลา]] ณ บางช้าง ธิดาในขรัวยายฟักทอง ราชินิกุล ณ บางช้าง (ขรัวยายฟ้กทองนั้นมีบิดานาม ขุนสนิทภิรมย์ ซึ่งเป็นบุตรชายท่านยายเจ้ามุก ส่วนมารดาคือท่านยายเชียง บุตรสาวของท่านตาเจ้าแทนและท่านเจ้ามุก โดยเจ้าแทนมีศักดิ์เป็นพระชนกทอง หรือพระชนกของ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 1)
 
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ ทรงเป็นต้น ราชสกุล "พนมวัน" พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ''กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร'' และได้ทรงกำกับกรมพระนครบาล
ในวันที่ [[25 พฤษภาคม]] [[พ.ศ. 2375]] [[พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว]] โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็น ''กรมขุนพิพิธภูเบนทร'' และโปรดเกล้าฯ ให้กำกับกรมคชบาล ต่อมาใน[[รัชกาลที่ 4]] โปรดเกล้าฯ เลื่อนกรมขึ้นเป็น''กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์นเรนทรสุริยวงศ์ อิศวรพงศพรพิพัฒนศักดิรัตนธำรง คุณาลงกฎเกียรติวิบุลย อดุลยเดชบพิตร'' ในวันที่ [[25 สิงหาคม]] [[พ.ศ. 2394]]
 
กรมพระพิพิธฯ ทรงกำกับ กรมพระนครบาล (เวียง) ระหว่างรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 โดยมีการโปรดฯ ให้กำกับกรมพระคชบาลเพิ่มอีกหนึ่งกรมอีกด้วย โดยกรมทั้งสองต่างเป็นกรมสำคัญที่มีผู้คนสังกัดมากทั้งสองกรม
 
ทรงประทับอยู่ที่วังท้ายหับเผย (วังที่ 1) และสิ้นพระชนม์ใน[[รัชกาลที่ 4]] เมื่อวันจันทร์ เดือน 5 แรม 8 ค่ำ ปีมะโรง อัฐศก จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ [[27 เมษายน]] [[พ.ศ. 2399]] พระชันษา 62 ปี
 
== ความเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติ ==
ในพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงอาวุโส ช่วงใกล้จะเสด็จสวรรคตนั้น พระนามของกรมขุนพิพิธฯ นั้นปรากฏอยู่ในรายชื่อเจ้านายสี่พระองค์ที่ทรงหมายจะให้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์
โดยรายชื่อดังกล่าวมีชื่ออยู่ด้วยกัน 4 พระองค์ ประกอบด้วย
 
== ดนตรีปี่พาทย์และการละคร ==
 
กรมพระพิพิธฯ นั้น โปรดดนตรีปี่พาทย์และการละครเป็นอย่างมาก โดยทรงมีทั้งวงปี่พาทย์ และละครนอก ในช่วงรัชกาลที่ 2 และ ละครใน ในช่วงรัชกาลที่ 3 ในพระนิพนธ์เรื่อง "ตำนานละคร" ของ สมเด็จฯสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า ฯ กรมพระพิพิธฯ ทรงมีวงปี่พาทย์ผู้ชายวงหนึ่ง ซึ่งเป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่สำหรับทำรับเสภา คือประกอบการเล่นเสภา โดยเป็นพระราชนิยมใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และ ในสมัยรัชกาลที่ 3 แม้ละครของหลวงไม่มี แต่ก็มีละคร อย่างละครหลวงของเจ้านาย และขุนนางใหญ่โตถึง 11 และ โรง 1 ใน 11 คือ ละครฯ โรงของ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ ซึ่งว่ากันว่า กระบวนรำสวยงามดีกว่าโรงอื่น ๆ ทั้งนั้น
 
== การศึก ==
 
ในปี พ.ศ. 2369 เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ ยก ทัพเข้ามายึดนครราชสีมา ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้กรมขุนพิพิธฯ เป็นแม่ทัพบัญชาการกองทัพ ตั้งทัพสกัดตามชายทุ่ง ตั้งแต่ สามเสน ถึงทุ่งวัวลำพอง (หัวลำโพง) โค้งออกตามชายทุ่งบางกะปิ ไปจรดแม่น้ำเจ้าพระยา
กรมพระพิพิธฯ เป็นแม่ทัพทรงตั้งกองบัญชาการอยู่ที่บริเวณวัดแหลม (วัดแหลม หรือ บางที ก็เรียกว่า "วัดไทรทอง" เนื่องด้วยคงมีต้นไทรใหญ่อยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาวัดแหลม ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "[[วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร]]") ทรงวางแนวรบที่สองตามแนวกำแพง พระนครด้านนอก (คลองบางลำภูโค้งไปตามคลองโอ่งอ่าง) แต่กองทัพเวียงจันทน์ พ่ายแพ้กองทัพไทยทุกด้านที่ยกเข้ามา ยังไม่ทันบุกเข้ามาถึงพระนคร.
 
ผู้ใช้นิรนาม