ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร–สหรัฐ"

 
=== พ.ศ. 2326 - 2350 ===
[[ไฟล์:George Hammond British Minister Plenipotentiary to the U.S. 1791-1795..jpg|150px|leftright|thumb|จอร์จ แฮมมอนด์ อุปทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐคนแรก]]
การค้าขายระหว่างสองประเทศกลับมาดำเนินตามปกติภายหลังสงครามยุติลง สหราชอาณาจักรอนุญาตให้มีการส่งออกไปยังสหรัฐทุกรูปแบบ แต่ห้ามไม่ให้สหรัฐส่งออกอาหารบางประเภทไปยังอาณานิคม[[แคริบเบียน|อีนดีสตะวันตก]]ของตน การส่งออกของสหราชอาณาจักรมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงระดับ 3.7 ล้านปอนด์ฯ ในขณะที่นำเข้าจากสหรัฐมีมูลค่าเพียง 750,000 ปอนด์ฯ ความไม่สมดุลทางการค้านี้เองที่ทำให้สหรัฐขาดแคลนทองคำในเวลาต่อมา
 
นักประวัติศาสตร์ แบรดฟอร์ด เพิร์ชคินส์ กลับโต้แย้งแนวคิดของสเมลเซอร์ ว่าแท้จริงแล้วสนธิสัญญาเจย์เป็นจุดเริ่มต้นของ ''[[สายสัมพันธ์พิเศษ]]'' ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐ ในทรรศนะของเพิร์ชคิน สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นตัวช่วยนำพาช่วงเวลาแห่งความสงบสุขระหว่างสองรัฐเป็นเวลารวมสิบปี ซึ่งเข้าได้กล่าวสรุปไว้ว่า "ช่วงหนึ่งทศวรรษดังกล่าวนั้นอาจได้รับการขนานนามว่า ''การกระชับมิตรครั้งที่หนึ่ง'' ก็ว่าได้"
 
{{quoteคำพูด|เป็นเวลาสิบกว่าปีที่พื้นที่แนวหน้าสงบสุข การเล็งเห็นคุณค่าร่วมกันของพาณิชยกรรมระหว่างสองประเทศ การยุติความขัดแย้งในการยึดเรือลำต่างๆ และการผลักดันขุมอำนาจที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม<ref>Perkins p. vii</ref>}}
 
ตั้งแต่สนธิสัญญาเจย์มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2337 สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ทลายความตึกเครียดซึ่งเพิร์ชคินส์สรุปไว้ว่า: "ตลอดช่วงทศวรรษแห่งสงครามและความสงบสุขของโลก รัฐบาลชุดถัดๆ มาของรัฐจากสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกสามารถที่จะนำมาและดำรงไว้ซึ่งมิตรภาพระหว่างกัน อันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่จริงใจต่อกัน"<ref>Bradford Perkins, ''The First Rapprochement: England and the United States, 1795–1805'' (1955) p. 1.</ref>
นักประวัติศาสตร์ โจเซฟ เอลลิส มองว่าสนธิสัญญาอีกด้านหนึ่งให้ประโยชน์เอื้อแก่ฝ่ายสหราชอาณาจักร ซึ่งสวนทางกับแนวคิดของนักประวัติศาสตร์ส่วนมากที่ลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า:
 
{{quoteคำพูด|"สนธิสัญญาเจย์เป็นการต่อรองอันชาญฉลาดของสหรัฐ สนธิสัญญาเดิมพันกับอังกฤษ ชาติมหาอำนาจยุโรปผู้มีอิทธิพลที่สุดในโลกในอนาคตข้างหน้า แทนที่จะเป็นฝรั่งเศส ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงคำทำนาย สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวให้การยอมรับถึงอธิปไตยเต็มขั้นของเศรษฐกิจสหรัฐในการค้ากับสหราชอาณาจักร เป็นการแสดงให้เห็นถึงความล้าหลังของ[[ลัทธิมอนโร]] (พ.ศ. 2366) สนธิสัญญายังช่วยให้สหรัฐพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในให้เทียบเท่าสหราชอาณาจักร อันนำมาซึ่งเกราะกำบังที่จะช่วยปกป้องสหรัฐจากภาวะการณ์ที่ไม่แน่นอนของโลกตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงสงครามกับสหราชอาณาจักรไปจนกระทั่งสหรัฐมีความสามารถทางเศรษฐกิจและการเมืองมากพอที่จะต่อสู้อย่างไม่เสียเปรียบ"<ref>Joseph Ellis, ''Founding Brothers: The Revolutionary Generation'' (2000) pp. 136–7.</ref>}}
 
สหรัฐประกาศแสดงตนว่าเป็นกลางในสงครามรหะว่างสหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศส (พ.ศ. 2336 - 2358) และสร้างผลกำไรมากมายจากการขายเสบียงอาหารและท่อนซุงให้แก่ทั้งสองฝ่าย
6,298

การแก้ไข