ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ตามนุษย์"

เพิ่มขึ้น 6,654 ไบต์ ,  8 เดือนที่ผ่านมา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขแบบเห็นภาพ
-->
'''ตามนุษย์''' เป็น[[อวัยวะ]]ที่ตอบสนองต่อ[[แสง]]และ[[แรงดัน]]
ในฐานะเป็น[[ระบบรับความรู้สึก|อวัยวะรับความรู้สึก]] [[ตา]]ของ[[สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม|มนุุษย์​หรือคน]]ทำให้สามารถเห็นได้
ช่วยให้เห็นภาพเคลื่อนไหวเป็น 3 มิติ และปกติเห็นเป็นสีในช่วง[[กลางวัน|กลางวันและกลางคืน]]
[[เซลล์รูปแท่ง]]และ[[เซลล์รูปกรวย|เซลล์รูปปกติ]]ใน[[จอตา|ปิดจอตา]]ทำให้สามารถรับรู้แสงและเห็น รวมทั้งแยกแยะสีและ[[รับรู้ความใกล้ไกล]]
ตามนุษย์สามารถแยกแยะสีได้ประมาณ 10 ล้านสี<ref name="business">{{cite book | first = Deane B. | last = Judd | author2 = Wyszecki, Günter | title = Color in Business, Science and Industry | publisher = Wiley-Interscience | series = Wiley Series in Pure and Applied Optics | edition = third | location = New York | year = 1975 | page = 388 | isbn = 0-471-45212-2}}</ref>
และอาจสามารถตรวจจับ[[โฟตอน]]แม้เพียง[[อนุภาค]]เดียวได้<ref>{{cite web | url = https://www.sciencenews.org/article/human-eye-spots-single-photons | title = Human eye spots single photons | accessdate = 2016-08-02 | last = CONOVER | first = EMILY | date = 2016-07 | work = Science News | volume = 189 }}</ref>
 
เหมือนกับตาของ[[สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม|มนุษย์หรือคน]]อื่น ๆ เซลล์ปมประสาทไวแสง (photosensitive ganglion cell) ในจอตามนุษย์ซึ่งไม่ช่วยให้เห็นภาพ จะได้สัญญาณแสงซึ่งมีผลต่อการปรับขนาดรูม่านตา ควบคุมและระงับการหลั่งฮอร์โมน[[เมลาโทนิน]] และปรับตัวทาง[[สรีรภาพ|เสรีรภาพ]]และ[[พฤติกรรม]]ตามจังหวะรอบวัน (ตาขาวไม่เหลืองcircadian rhythm)<ref>{{cite web | url = http://discovermagazine.com/2012/jan-feb/12-the-brain-our-strange-light-detector/article_view?b_start:int=0&-C= | title = Our Strange, Important, Subconscious Light Detectors | accessdate = 2012-05-05 | last = Zimmer | first = Carl | date = 2012-02 | publisher = Discover Magazine }}</ref>
 
== โครงสร้าง ==
[[ไฟล์:Human eye with blood vessels.jpg|thumb|left| เส้นเลือดสามารถเห็นในตาขาว โดยเห็นวง limbal ring รอบ ๆ รูม่านตาได้ชัด ]]
ตากลมอย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นส่วนสองส่วนที่เชื่อมเข้าด้วยกัน คือส่วนหน้า (anterior segment) และส่วนหลัง (posterior segment)
[[ไฟล์:Gray892.png|thumb|208x208px|left| ส่วนด้านนอกของตา ]]
ส่วนหน้ามี[[กระจกตา]] รูม่านตา และแก้วตา/เลนส์ตา กระจกตาจะโปร่งแสงและโค้งกว่า และจะเชื่อมเข้ากับส่วนหลังที่ใหญ่กว่า ซึ่งมีตา [[จอตา]] คอรอยด์ (choroid) และเปลือกนอกคือส่วนตาขาว (sclera)
ตากลมตาไม่ได้กลมอย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นส่วนสองส่วนที่เชื่อมเข้าด้วยกัน คือส่วนหน้า (anterior segment) และส่วนหลัง (posterior segment)
กระจกตาปกติจะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12&nbsp;มม. และหนา 1/1&nbsp;มม. ใกล้ ๆ ตรงกลาง
ส่วนหน้ามี[[กระจกตา]] รูม่านตา และแก้วตา/เลนส์ตา
ส่วนหลังจะเป็นส่วน 5/5 ของตา
ส่วนหน้ามี[[กระจกตา]] รูม่านตา และแก้วตา/เลนส์ตา กระจกตาจะโปร่งแสงและโค้งกว่า และจะเชื่อมเข้ากับส่วนหลังที่ใหญ่กว่า ซึ่งมีวุ้นตา [[จอตา]] คอรอยด์ (choroid) และเปลือกนอกคือส่วนตาขาว (sclera)
กระจกตาปกติจะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1211.5&nbsp;มม. และหนา 1/12&nbsp;มม. ใกล้ ๆ ตรงกลาง
ส่วนหลังจะเป็นส่วน 5/56 ของตา
โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางปกติที่ 24&nbsp;มม.
กระจกตาและตาขาวจะเชื่อมกันโดยส่วนที่เรียกว่า limbus
กระจกตาและตาขาวจะเชื่อมกันโดยส่วนที่เรียกว่า limbus ส่วนม่านตาก็คือโครงสร้างรูปกลมมีสีซึ่งล้อมรอบส่วนกลางของตา คือ รูม่านตา ซึ่งปรากฏเป็นสีดำกับขาวขนาดรูม่านตา ซึ่งควบคุมปริมาณแสงที่เข้ามาในตา จะปรับโดย[[กล้ามเนื้อไอริส ไดเลเตอร์]] และ[[ไอริส สฟิงคเตอร์]]
ส่วนม่านตาก็คือโครงสร้างรูปกลมมีสีซึ่งล้อมรอบส่วนกลางของตา คือ รูม่านตา ซึ่งปรากฏเป็นสีดำ
กระจกตาและตาขาวจะเชื่อมกันโดยส่วนที่เรียกว่า limbus ส่วนม่านตาก็คือโครงสร้างรูปกลมมีสีซึ่งล้อมรอบส่วนกลางของตา คือ รูม่านตา ซึ่งปรากฏเป็นสีดำกับขาวขนาดรูม่านตา ซึ่งควบคุมปริมาณแสงที่เข้ามาในตา จะปรับโดย[[กล้ามเนื้อไอริส ไดเลเตอร์]] และ[[ไอริส สฟิงคเตอร์]]
 
พลังงานแสงจะเข้ามาในตาผ่านกระจกตา ผ่านรูม่านตา และจึงผ่านแก้วตา (เลนส์ตา)
รูปร่างของแก้วตาจะ[[การปรับตาดูใกล้ไกล|เปลี่ยนไปเมื่อมองใกล้ ๆ]] ซึ่งควบคุมโดย[[กล้ามเนื้อซิลิอารี]]
[[โฟตอน]]ของแสงซึ่งตกลงที่[[เซลล์รับแสง|เซลล์ไวแสง]]ของจอตา (คือ [[เซลล์รูปกรวย]]และ[[เซลล์รูปแท่ง]]) จะ[[การถ่ายโอนความรู้สึก|เปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า]]ที่ส่งไปยัง[[สมอง]]ผ่าน[[ประสาทตา]] (optic nerve) แล้วแปลผลให้เป็นการเห็นชัดเจนhd
 
=== ขนาด ===
ขนาดของตาจะต่าง ๆ กันระหว่างบุคคลเพียง 1-12&nbsp;มม. โดยสม่ำเสมอมากแม้ข้าม[[กลุ่มชาติพันธุ์]]ต่าง ๆ ขนาดตรง (transverse) ของตาผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 12&nbsp;มม. ขนาดด้าน ตั้ง (ตรงกลาง) อยู่ที่ 24&nbsp;มม. และขนาดจากข้างหน้าไปด้านหลัง (axial) อยู่ที่ 22 - 22&nbsp;มม. โดยเหมือนกันอย่างสำคัญระหว่าง[[เพศ|เพศชาย]] กลุ่ม[[อายุ]] 25 ปีและ[[ชาติพันธุ์|มนุษย์]]หรือคนโดยมี[[ปริมาตร]]ที่ 7&nbsp;ซม​ และหนัก 8.8&nbsp;[[กรัม]]
ขนาดตามขวาง (transverse) ของตาผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 24.2&nbsp;มม. ขนาดด้านตั้ง (sagittal) อยู่ที่ 23.7&nbsp;มม. และขนาดจากข้างหน้าไปด้านหลัง (axial) อยู่ที่ 22.0-24.8&nbsp;มม โดยไม่แตกต่างอย่างสำคัญระหว่าง[[เพศ]] กลุ่ม[[อายุ]]ต่าง ๆ และ[[ชาติพันธุ์]]ต่าง ๆ<ref>{{Cite doi |10.1155/2014/503645}} "Conclusion. The size of a human adult eye is approximately 24.2mm (transverse)×23.7mm (sagittal)×22.0-24.8mm (axial) with no significant difference between sexes and age groups. In the transverse diameter, the eyeball size may vary from 21mm to 27mm." [http://www.pubfacts.com/detail/25431659/Variations-in-eyeball-diameters-of-the-healthy-adults Full article] {{PDFlink |[https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4238270/pdf/JOPH2014-503645.pdf Full Article] |1&nbsp;MB}}<!-- Variations in eyeball diameters of the healthy adults --></ref>
โดยมี[[ปริมาตร]]ที่ 6&nbsp;ซม<sup>3</sup><ref name=GeneralOphthal>{{cite book | last = Cunningham | first = edited by Paul Riordan-Eva, Emmett T. | title = Vaughan & Asbury's General Ophthalmology. | publisher = McGraw-Hill Medical | location = New York | isbn = 978-0-07-163420-5 | url = http://accessmedicine.com/resourceTOC.aspx?resourceID=720 | edition = 18th}}</ref>
และหนัก 7.5&nbsp;[[กรัม]]{{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน | date = 2011-08}}
 
ลูกตาจะโตเร็วมาก โดยเริ่มจาก 1816-1817&nbsp;มม. เมื่อเกิด ไปเป็น 2422.5-8-2423&nbsp;มม. เมื่อถึงอายุ 19 ปี​ โดยอายุ 27 ปี3 ตาก็จะโตปกติเหมือนนกเหยี่ยวขวบ
โดยอายุ 13 ปี ตาก็จะโตเต็มที่แล้ว
 
[[ไฟล์:Schematic diagram of the human eye en.svg|thumb|250px| แผนภาพตามนุษย์ ซึ่งแสดงภาพผ่าตามขวางของตาขวา ]]
=== องค์ประกอบ ===
ตาแบ่งออกเป็น 13 ชั้น ซึ่งล้อมรอบโครงสร้างทางกายวิภาคต่างๆต่าง ชั้นนอกสุดเรียกว่า fibrous tunic ซึ่งประกอบด้วย[[กระจกตา]]และส่วนตาขาวไม่เหลือง (ลูกดำอยู่ตรงกลาง)ชั้นกลางเรียกว่า vascular tunic หรือ uvea ซึ่งประกอบด้วยคอรอยด์ (ปกติดี), ซิลิอารีบอดี (ciliary body), iris pigment epithelium, และม่านตา (iris)
ชั้นนอกสุดเรียกว่า fibrous tunic ซึ่งประกอบด้วย[[กระจกตา]]และส่วนตาขาว (sclera)
ชั้นในสุดคือ[[จอตา]] ปกติ​ ซึ่งได้[[น้ำตา]]มาช่วยทำให้ลูกตาชุมชื่น จากหลอดเลือดของคอรอยด์ด้านหลังและจากเส้นเลือดจตาด้านหน้า
ชั้นกลางเรียกว่า vascular tunic หรือ uvea ซึ่งประกอบด้วยคอรอยด์ (choroid), ซิลิอารีบอดี (ciliary body), iris pigment epithelium, และม่านตา (iris)
ชั้นในสุดคือ[[จอตา]] ปกติ​ ซึ่งได้[[น้ำตาออกซิเจน]]มาช่วยทำให้ลูกตาชุมชื่น จากหลอดเลือดของคอรอยด์ด้านหลังและจากเส้นเลือดจอตาด้านหน้า
 
ตาจะเต็มไปด้วยน้ำตาสารน้ำในลูกตา (aqueous humour) ในส่วนหน้าคือระหว่างกระจกตาและแก้วตา และเต็มไปด้วยน้ำตาวุ้นตา (vitreous body) ส่วนหลังแก้วตา คือเต็มส่วนหลังทั้งหมด​ น้ำเป็นน้ำตาใส ๆ ที่เต็มบริเวณสองบริเวณในตาทั้งหมด
สารน้ำเป็นน้ำใส ๆ ที่เต็มบริเวณสองบริเวณในตา
คือห้องหน้า (anterior chamber) ระหว่างกระจกตาและม่านตา และห้องหลัง (posterior chamber) ระหว่างม่านตาและแก้วตา
แก้วตาจะแขวนอยู่กับซิลิอารีบอดีด้วยเอ็นแขวนที่เรียกว่า Zonule of Zinnซึ่งเป็นเส้นใยละเอียดโปร่งแสงเป็นพัน ๆ และส่งจากเพื่อเปลี่ยนรูปร่างของแก้วตาเมื่อ[[ปรับตาดูใกล้ไกล]]ส่วนลูกตาเป็นอวัยวะ​ใช้มองเห็น​ น้ำตาและ[[โปรตีน|ลูก]] ปกติ
ซึ่งเป็นเส้นใยละเอียดโปร่งแสงเป็นพัน ๆ และส่งแรงจาก[[กล้ามเนื้อ]]เพื่อเปลี่ยนรูปร่างของแก้วตาเมื่อ[[ปรับตาดูใกล้ไกล]]
ส่วนวุ้นตาเป็นวัสดุใส ๆ ทำจากน้ำและ[[โปรตีน]] ซึ่งทำให้เหมือนวุ้นเหนียว ๆ<ref>{{Cite encyclopedia | title = eye, human | encyclopedia = Encyclopædia Britannica from Encyclopædia Britannica Ultimate Reference Suite | year = 2009 }}</ref>
 
== การเห็น ==
=== ขอบเขตภาพ ===
[[ขอบเขตภาพ]] (field of view) ของตามนุษย์แต่ละคน
จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของ[[ใบหน้า]]
จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของ[[ใบหน้า]] แต่ปกติจะอยู่ที่ 40° ด้านขึ้น (ยกหางคิ้ว), 65° ด้าน[[จมูก]] (ยกโดยจมูก), 75° ด้านล่าง, และ 110° ด้านขมับ​ เมื่อรวมการเห็นของตาทั้งสอง [[ลานสายตา]]จะจำกัดโดย 125° ด้านตั้ง และ 125° ด้านตรงกลาง เมื่อมองจากด้านข้าง ๆ โดยมุมกว้าง ม่านตาและรูม่านตาอาจจะมองเห็น ซึ่งแสดงว่าบุคคลอาจมองเห็นรอบนอกได้ที่มุมนั้น
แต่ปกติจะจำกัดอยู่ที่ 30° ด้านขึ้น (จำกัดโดยคิ้ว), 45° ด้าน[[จมูก]] (จำกัดโดยจมูก), 70° ด้านล่าง, และ 100° ด้านขมับ<ref name="SavinoDanesh-Meyer2012">
{{cite book | last1 = Savino | first1 = Peter J. | last2 = Danesh-Meyer | first2 = Helen V. | title = Color Atlas and Synopsis of Clinical Ophthalmology -- Wills Eye Institute -- Neuro-Ophthalmology | url = https://books.google.com/books?id=6RgSZGWQZGIC&pg=PA12 | accessdate = 2014-11-09 | date = 2012-05-01 | publisher = Lippincott Williams & Wilkins | isbn = 978-1-60913-266-8 | page = 12}}</ref><ref name="RyanSchachat2012">
{{cite book | last1 = Ryan | first1 = Stephen J. | last2 = Schachat | first2 = Andrew P. | last3 = Wilkinson | first3 = Charles P. | first4 = David R. | last4 = Hinton | first5 = SriniVas R. | last5 = Sadda | first6 = Peter | last6 = Wiedemann | title = Retina | url = https://books.google.com/books?id=PdAsuzFRv5oC&pg=PT342 | accessdate = 2014-11-09 | date = 2012-11-01 | publisher = Elsevier Health Sciences | isbn = 1-4557-3780-1 | page = 342}}</ref><ref name="TrattlerKaiser2012">
{{cite book | last1 = Trattler | first1 = William B. | last2 = Kaiser | first2 = Peter K. | last3 = Friedman | first3 = Neil J. | title = Review of Ophthalmology: Expert Consult - Online and Print | url = https://books.google.com/books?id=AazA_9TQnHYC&pg=PA255 | accessdate = 2014-11-09 | date = 2012-01-05 | publisher = Elsevier Health Sciences | isbn = 1-4557-3773-9 | page = 255}}</ref>
เมื่อรวมการเห็นของตาทั้งสอง [[ลานสายตา]]จะจำกัดโดย 135° ด้านตั้ง และ 200° ด้านขวาง<ref name="Dagnelie2011">
{{cite book | last = Dagnelie | first = Gislin | title = Visual Prosthetics: Physiology, Bioengineering, Rehabilitation | url = https://books.google.com/books?id=GHoEWq6tcSgC&pg=PA398 | accessdate = 2014-11-09 | date = 2011-02-21 | publisher = Springer Science & Business Media | isbn = 978-1-4419-0754-7 | page = 398}}</ref><ref name="Dohse2007">
{{cite book | last = Dohse | first = K.C. | title = Effects of Field of View and Stereo Graphics on Memory in Immersive Command and Control | url = https://books.google.com/books?id=p2pSW2D4s7gC&pg=PA6 | accessdate = 2014-11-09 | year = 2007 | publisher = ProQuest | isbn = 978-0-549-33503-0 | page = 6}}</ref>
เมื่อมองจากด้านข้าง ๆ โดยมุมกว้าง ม่านตาและรูม่านตาอาจจะมองเห็น ซึ่งแสดงว่าบุคคลอาจมองเห็นรอบนอกได้ที่มุมนั้น<ref name="SpringStiles1948">
{{cite journal | last1 = Spring | first1 = K. H. | last2 = Stiles | first2 = W. S. | title = APPARENT SHAPE AND SIZE OF THE PUPIL VIEWED OBLIQUELY | journal = British Journal of Ophthalmology | volume = 32 | issue = 6 | year = 1948 | pages = 347-354 | issn = 0007-1161 | doi = 10.1136/bjo.32.6.347 | pmc = 510837 | pmid = 18170457}}</ref><ref name="FedtkeManns2010">
{{cite journal | last1 = Fedtke | first1 = Cathleen | last2 = Manns | first2 = Fabrice | last3 = Ho | first3 = Arthur | title = The entrance pupil of the human eye: a three-dimensional model as a function of viewing angle | journal = Optics Express | volume = 18 | issue = 21 | year = 2010 | pages = 22364-76 | issn = 1094-4087 | doi = 10.1364/OE.18.022364 | pmc = 3408927 | pmid = 20941137 | bibcode = 2010OExpr..1822364F}}</ref><ref name="MathurGehrmann2013">
{{cite journal | last1 = Mathur | first1 = A. | last2 = Gehrmann | first2 = J. | last3 = Atchison | first3 = D. A. | title = Pupil shape as viewed along the horizontal visual field | journal = Journal of Vision | volume = 13 | issue = 6 | year = 2013 | pages = 3-3 | issn = 1534-7362 | doi = 10.1167/13.6.3 | url = http://www.journalofvision.org/content/13/6/3.full}}</ref>
 
ประมาณ 2015° ไปทางขมับ และ 201.5° ต่ำกว่าแนวนอน จะเป็น[[จุดบอด]] ซึ่งเกิดจากประสาทตาที่อยู่ทางด้านจมูก ซึ่งมีขนาดด้านตั้ง 57.5.° และกว้าง 5.5°<ref>{{cite web | date = 1999-08-23 | title = MIL-STD-1472F, Military Standard, Human Engineering, Design Criteria For Military Systems, Equipment, And Facilities | url = http://www.everyspec.com/MIL-STD/MIL-STD-1400-1499/MIL-STD-1472F_208/ | format = [[PDF]] | archiveurl = https://web.archive.org/web/20170722144420/http://everyspec.com:80/MIL-STD/MIL-STD-1400-1499/MIL-STD-1472F_208/ | archivedate = 2017-07-22 }}</ref>
 
=== พิสัยพลวัต ===
จอตามีอัตราความเปรียบต่างสถิต (static contrast ratio) ราว ๆ 1080100:1 (ประมาณ 6.5 f-stop)
ทันทีที่มัน[[Saccade|ขยับไปอย่างรวดเร็ว]] (saccade) แล้วมองที่เป้าหมาย มันก็จะเปลี่ยนการเปิดปิดรับแสงโดยปรับม่านตาอันโนมัติ​ ซึ่งเป็นตัวแปลงขนาดรูม่านตา
 
การปรับตัวต่อความมืดขั้นเบื้องต้นจะเกิดเมื่ออยู่ในที่มืดสนิทติดต่อกันประมาณ 4 วินาที
ส่วนการปรับตัวถึง 9080% ของเซลล์รูปแท่งไวแสงในจอตาจะเกิดภายใน 30 วินาที​ โดยไม่ได้เกิดอย่างเชิงเส้นแต่มีลักษณะซับซ้อน และการขัดจังหวะรับแสงจะทำให้ต้องเริ่มกระบวนการปรับตัวอีก​การปรับตัวได้เต็มที่จะขึ้นอยู่กับการไหลเวียนเลือดที่ดีนาที
โดยไม่ได้เกิดอย่างเชิงเส้นแต่มีลักษณะซับซ้อน และการขัดจังหวะรับแสงจะทำให้ต้องเริ่มกระบวนการปรับตัวอีก
ซึ่งอาจติดขัดเนื่องจากโรคจอตา การไหลเวียนเลือดที่ดี หรือการอยู่ในที่สูง
การปรับตัวได้เต็มที่จะขึ้นอยู่กับการไหลเวียนเลือดที่ดี
ซึ่งอาจติดขัดเนื่องจากโรคจอตา การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี หรือการอยู่ในที่สูง{{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน | date = 2011-05}}
 
ตามนุษย์สามารถรับแสงสว่างในพิสัยถึง 10<sup>14</sup> หรือหนึ่งร้อยล้านล้าน (100,000,000,000,000) ซึ่งเท่ากับ 46.5 f-stop คือตั้งแต่จาก 10<sup>−6</sup>&nbsp;[[แคนเดลา|cd]]/[[เมตร|m]]<sup>2</sup> หรือ 0.000001 (หนึ่งในล้าน) [[แคนเดลา]]ต่อ[[ตารางเมตร]] จนถึง 10<sup>8</sup>&nbsp;cd/m<sup>2</sup> หรือร้อยล้าน (100,000,000) แคนเดลาต่อตารางเมตร<ref name="IvergardHunt2008">
ส่วนม่านตาก็คือกลีบช่องรับแสง/ไดอะแฟรมที่เป็นตัวเปิดปิดช่องรับแสง
แต่การหักเหแสงที่กระจกตาจะมีผลทำให้ขนาดยังผลของช่องรับแสงต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของรูม่านตาจริง ๆ
รูม่านตาปกติจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 54&nbsp;มม. แต่ก็อาจมีพิสัยระหว่าง 42&nbsp;มม. ({{f/ |8.3|}}) ในที่สว่าง​ จนถึง 8&nbsp;มม. ({{f/ |2.1}}) ในที่มืด​ ค่าหลังนี่ยังลดลงช้า ๆ ตามอายุอีกด้วยสว่าง
จนถึง 8&nbsp;มม. ({{f/ |2.1}}) ในที่มืด
คือผู้สูงอายุบางครั้งจะไม่ขยายรูม่านตาเกินกว่า 5-5&nbsp;มม. ในที่มืด และรูอาจเล็กถึง 1&nbsp;มม. ในที่สว่าง ป้องกันแสงอัตโนมัติ​
ค่าหลังนี่ยังลดลงช้า ๆ ตามอายุอีกด้วย
คือผู้สูงอายุบางครั้งจะไม่ขยายรูม่านตาเกินกว่า 5-56&nbsp;มม. ในที่มืด และรูอาจเล็กถึง 1&nbsp;มม. ในที่สว่าง<ref ป้องกันแสงอัตโนมัติ​name="Timiras2007">
{{cite book | last = Timiras | first = Paola S. | title = Physiological Basis of Aging and Geriatrics, Fourth Edition | url = https://books.google.com/books?id=zLm7sO1sZ6sC&pg=PA113 | accessdate = 2014-10-18 | date = 2007-08-16 | publisher = CRC Press | isbn = 978-1-4200-0709-1 | page = 113}}</ref><ref name="McGee2012">
{{cite book | last = McGee | first = Steven R. | title = Evidence-based Physical Diagnosis | url = https://books.google.com/books?id=Xp8eZptLwX8C&pg=PA161 | accessdate = 2014-10-18 | year = 2012 | publisher = Elsevier Health Sciences | isbn = 1-4377-2207-5 | page = 161}}</ref>
 
[[ไฟล์:Fundus photograph of normal right eye.jpg|thumb| จุดสว่างกลม ๆ ก็คือ จานประสาทตา (optic disc) ซึ่งเป็นจุดที่เส้นประสาทตาออกจากจอตา ]]
=== การเคลื่อนตา ===
<!--เผื่ออนาคต {{บทความหลัก |Eye movement}} -->
[[ระบบการเห็น]]ใน[[สมองมนุษย์]]ช้าเกินที่จะประมวลข้อมูล ถ้าภาพวิ่งข้ามจอตาได้เร็วกว่าไม่กี่องศาต่อวินาที​วินาที<ref>{{cite ดังนั้นjournal เพื่อให้มองเห็นเมื่อกำลังเคลื่อนไหว| สมองจะต้องชดเชยการเคลื่อนไหวของศีรษะโดยกลอกตาlast1 = Westheimer | first1 = Gerald | last2 = McKee | first2 = Suzanne P | year = 1975 | title = Visual acuity in the presence of retinal-image motion | journal = Journal of the Optical Society of America | volume = 65 | issue = 7 | pages = 847-50 | doi = 10.1364/josa.65.000847 | pmid = 1142031}}</ref>
ดังนั้น เพื่อให้มองเห็นเมื่อกำลังเคลื่อนไหว สมองจะต้องชดเชยการเคลื่อนไหวของศีรษะโดยกลอกตา
สัตว์ที่มีตาหันไปทางด้านหน้ามจะมีบริเวณเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในจอตาที่เห็นได้ชัดมาก คือ [[รอยบุ๋มจอตา]]
ซึ่งครอบคลุมมุมการมองเห็นประมาณ 2 องศาในมนุษย์
การมีสองตาทำให้สมองสามารถ[[รู้ความใกล้ไกล]]ของวัตถุ และให้ความรู้สึกว่าภาพมี 3 มิติ
ทั้งสองตาจะต้องมองแม่นพอเพื่อให้วัตถุเป้าหมายตกลงที่จุดซึ่งสอดคล้องกันที่จอตาทั้งสองซึ่งทำให้[[เห็นเป็น 3 มิติ]]
ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็อาจจะ[[เห็นภาพซ้อน|เห็นภาพ]]​ คนที่มี[[ตาเหล่]]แต่กำเนิดมักจะไม่สนใจสิ่งที่เห็นจากตาข้างหนึ่ง จึงไม่เห็นเป็นภาพซ้อน แต่ก็ไม่เห็นเป็น 3 มิติ
คนที่มี[[ตาเหล่]]แต่กำเนิดมักจะไม่สนใจสิ่งที่เห็นจากตาข้างหนึ่ง จึงไม่เห็นเป็นภาพซ้อน แต่ก็ไม่เห็นเป็น 3 มิติ
 
กล้ามเนื้อตา 26 มัดที่ติดอยู่กับตาแต่ละข้าง จะเป็นตัวควบคุมการเคลื่อนไของตา ซึ่งทำให้เหลือบตาขึ้นลง เหล่ตาเข้า เหล่ตาออก และหมุนตาได้
กล้ามเนื้อเหล่านี้ควบคุมโดยทั้งจิตใต้สำนึกและเหนือสำนึก เพื่อตามมองวัตถุหรือและชดเชยการเคลื่อนไหวศีรษะไปพร้อมกัน
 
=== กล้ามเนื้อตา (extraocular muscles) ===
<!--เผื่ออนาคต {{บทความหลัก |Extraocular muscles}} -->
ตาแต่ละข้างมี[[กล้ามเนื้อ]]4หกมัดที่ควบคุมการเคลื่อนไหว คือ
กล้ามเนื้อ [[กล้ามเนื้อแลทเทอรัล เรกตัส|lateral rectus]], [[กล้ามเนื้อมีเดียล เรกตัส|medial rectus]], [[กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ เรกตัส|inferior rectus]], [[กล้ามเนื้อซุพีเรียร์ เรกตัส|superior rectus]], [[กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ ออบลีก|inferior oblique]], และ [[กล้ามเนื้อซุพีเรียร์ ออบลีก|superior oblique]]
เมื่อกล้ามเนื้อหดเกร็งต่าง ๆ กัน ก็จะเกิดทอร์ก/แรงบิดซึ่งหมุนลูกตา โดยเป็นการหมุนเกือบล้วน ๆ และเคลื่อนไปข้าง ๆ เพียงแค่ประมาณ[[มิลลิเมตร]]เดียว<ref>{{cite book | authors = Carpenter, Roger HS | year = 1988 | title = Movements of the eyes | edition = 2nd | location = London | publisher = Pion Ltd | isbn = 0-85086-109-8 }}</ref>
<!--เผื่ออนาคต Main article : [[Optokinetic_response|Optokinetic Response]] -->
[[รีเฟล็กซ์]]แบบ optokinetic reflex/optokinetic nystagmus จะทำให้ภาพบนจอตาเสถียรผ่านกระบวนการป้อนกลับของการเห็น
ซึ่งเกิดเมื่อภาพที่เห็นทั้งหมดเลื่อนข้ามจอตา ทำให้ตาหมุนไปในทางเดียวกันและเร็วพอที่จะลดการเคลื่อนที่ของภาพที่จอตาให้น้อยที่สุด<ref>{{Cite doi |10.1371/journal.pone.0002055}} {{PDFlink|636&nbsp;KB |[http://journals.plos.org/plosone/article/file?id=10.1371/journal.pone.0002055&type=printable Full Article] |636&nbsp;KB}} {{Open access}}<!-- PLoS ONE. 2008; 3(4) : e2055. Published online 2008 Apr 30. PMCID: PMC2323102 The Optokinetic Reflex as a Tool for Quantitative Analyses of Nervous System Function in Mice: Application to Genetic and Drug-Induced Variation Hugh Cahill1,2 and Jeremy Nathans1,2,3,4,* --></ref>
เมื่อสิ่งที่กำลังมองออกนอกการมองเห็นตรง ๆ มากเกินไป ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวแบบ saccade ให้กลับมามองที่กลางลานสายตา
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมองนอกหน้าต่างที่รถไฟซึ่งกำลังวิ่งไป ตาสามารถโฟกัสที่รถไฟเคลื่อนที่ได้ระยะสั้น ๆ (โดยทำภาพให้เสถียรที่จอตา) จนกระทั่งรถไฟวิ่งออกนอกขอบเขตการเห็น
=== โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular degeneration) ===
<!--เผื่ออนาคต {{บทความหลัก |Macular degeneration}} -->
โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular degeneration) จะ[[ความชุกของโรค|ชุก]]เป็นพิเศษในสหรัฐอเมริกาโดยมีคนเป็นโรค 1.75 ล้านคนต่อปี<ref>{{Cite doi |10.1001/archopht.122.4.564}}<!-- The Eye Diseases Prevalence Research Group*. Prevalence of Age-Related Macular Degeneration in the United States. "Arch Ophthalmol". 2004;122(4) :564-572. --></ref>
โดยการมีระดับลูทีน (lutein) และ[[ซีอาแซนทิน]]ที่ต่ำในจุดภาพชัด (macula) อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของโรคจุดภาพชัดเสื่อมตามอายุ (age-related macular degeneration, ตัวย่อ AMD)<ref>
{{cite journal | authors = Bone, RA; Landrum, JT; Dixon, Z; Chen, Y; Llerena, CM | year = 2000 | title = Lutein and zeaxanthin in the eyes, serum and diet of human subjects | journal = Experimental Eye Research | volume = 71 | issue = 3 | pages = 239-245 }} </ref><ref>
120,977

การแก้ไข