ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สงครามกลางเมืองเนปาล"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(หน้าใหม่: {{Infobox military conflict |conflict= สงครามกลางเมืองเนปาล |image= Ktm2006-malema.JPG |image_size= 300px |caption= Communist mur...)
 
|result= [[ความตกลงสันติภาพสมบูรณ์แบบ]]
* เลือกตั้ง [[การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเนปาล พ.ศ. 2551]]
* [[พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (ลัทธิเหมา)]] เข้าสู่ [[การเมืองเนปาล]]
* สิ้นสุด [[ราชวงศ์เนปาล]]
|combatant1= {{flagicon|Nepal}} [[ราชอาณาจักรเนปาล]]<br> {{small|(รัฐบาลเนปาล)}}
'''สนับสนุนโดย:'''<br>{{flagicon|United States}} [[สหรัฐอเมริกา]] <ref name="reliefweb">{{Cite web|url=https://reliefweb.int/report/nepal/nepals-maoist-cauldron-draws-foreign-powers-closer|title=Nepal's Maoist cauldron draws foreign powers closer|last=Miglani|first=Sanjeev|date=18 August 2003|website=|publisher=Reuters|archive-url=https://web.archive.org/web/20180529120217/https://reliefweb.int/report/nepal/nepals-maoist-cauldron-draws-foreign-powers-closer|archive-date=29 May 2018|dead-url=|access-date=}}</ref><br>{{flagicon|United Kingdom}} [[สหราชอาณาจักร]]<ref>[https://www.aljazeera.com/indepth/features/2014/09/uk-covert-acts-maoists-nepal-civil-war-mi6-201491883138233479.html]</ref><br>
 
|combatant2= {{flagicon image|Flag of the Communist Party of Nepal (Maoist).svg}} [[พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (ลัทธิเหมา)]]<br>
* [[กองทัพปลดปล่อยประชาชนเนปาล]]
'''สนับสนุนโดย:'''<br>
{{flagicon image|CPI-M-flag.svg}} [[พรรคคอมมิวนิสต์อินเดีย (ลัทธิเหมา)]]
 
|commander1= {{flagicon|Nepal}} '''[[กษัตริย์เนปาล]]''':<br>[[Birendra of Nepal|Birendra Bir Bikram Shah Devสมเด็จพระราชาธิบดีพีเรนทระแห่งเนปาล]] ({{small|1972พ.ศ. 2515 -2001 2544)}}<br>[[Gyanendra of Nepal|Gyanendra Bir Bikram Shah Devชญาเนนทระแห่งเนปาล]] ({{small|2001พ.ศ. 2544 -08 2551)}}<br> {{flagicon|Nepal}}'''[[นายกรัฐมนตรีเนปาล]]''':<br>[[Sher Bahadur Deuba]] ({{small|1995-1997; 2001-02; 2004-05}})<br>[[Lokendra Bahadur Chand]] ({{small|1997-1997; 2002-03}})<br>[[Surya Bahadur Thapa]] ({{small|1997-1998; 2003-04}})<br> [[Girija Prasad Koirala]] ({{small|1998-1999; 2000-01; 2006-08}})<br>[[Krishna Prasad Bhattarai]] ({{small|1999-2000}})<br> {{flagicon|Nepal}}'''ผู้บัญชาการกองทัพเนปาล:'''<br> [[Dharmapaal Barsingh Thapa]] ({{small|1995-1999}}) <br> Prajwalla Shumsher JBR ({{small|1999-2003}}) <br>[[Pyar Jung Thapa]] ({{small|2003-2006}}) <br>[[Rookmangud Katawal]] ({{small|2006-2009}})<br>{{flagicon|Nepal}}'''[[Inspector General of Police (Nepal)|IGP of Nepal Police]]:''' <br>[[Moti Lal Bohora]] ({{small|1992-1996}}) <br> [[Achyut Krishna Kharel]] ({{small|1996–1996; 1996-1999}}) <br> [[Dhruba Bahadur Pradhan]] ({{small|1996–1996}})<br> [[Pradip Shumsher J.B.R.]] ({{small|1999–2002}})<br> [[Shyam Bhakta Thapa]] ({{small|2002-2006}})<br>[[Om Bikram Rana]] ({{small|2006-2008}})
|commander2= {{flagicon image|Flag of the Communist Party of Nepal (Maoist).svg}} [[Prachanda]]<br>{{small|([[Pushpa Kamal Dahal]])}}
<br>{{flagicon image|Flag of the Communist Party of Nepal (Maoist).svg}} [[Baburam Bhattarai]] {{small|Laldhwaj}}
|strength2=
|casualties1=เสียชีวิต 4,500 คน<ref name="Douglas">Ed Douglas. "Inside Nepal's Revolution". ''[[National Geographic Magazine]]'', p. 54, November 2005.</ref>
|casualties2= เสียชีวิต 8,200 คน<small>(ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน)</small><ref name="Douglas"/>
|casualties3=เสียชีวิตทั้งหมด 17,800<ref>[http://reliefweb.int/report/nepal/17800-people-died-during-conflict-period-says-ministry-peace 17,800 people died during conflict period, says Ministry of Peace]</ref><br> สูญหาย 1,300 คน<ref>{{cite web|url=http://www.icmp.int/the-missing/where-are-the-missing/nepal/|title=}}</ref>
}}
 
'''สงครามกลางเมืองเนปาล''' (Nepalese Civil War) หรือเป็นที่รู้จักในนามความขัดแย้งลัทธิเหมา (Maoist Conflict ({{lang-ne|माओवादी जनयुद्ध}}; [[IAST]]:''māovādī janayuddha'') การก่อการร้ายลัทธิเหมา (Maoist Insurgency) หรือ การปฏิวัติลัทธิเหมา (Maoist Revolution) เป็นความขัดแย้งทางทหารที่กินเวลานาน 10 ปี ระหว่าง [[พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (ลัทธิเหมา)]] (CPN-M) และรัฐบาลเนปาล ต่อสู้ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 - 2549 การต่อสู้นี้มักเรียกว่าเมาวาที ทวันทกาล (Maovadi Dwandakaal; {{lang-ne|द्वन्दकाल}}) ในเนปาล การกบฏโดยพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลเริ่มขึ้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อล้มล้าง รัฐบาลของ[[ราชอาณาจักรเนปาล]] และจัดตั้ง[[สาธารณรัฐประชาชน]] เหตุการณ์นี้สิ้นสุดลงโดย [[ความตกลงสันติภาพสมบูรณ์แบบ]] ลงนามเมื่อ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ความขัดแย้งนี้ประกอบไปด้วยการใช้ [[การลงประชาทัณฑ์]] [[การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์]] การกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม การจับกุมและปกครองตนเอง การสอน[[ลัทธิคอมมิวนิสต์]] ความขัดแย้งต่อผู้ปกครองและ [[อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ]] การปฏิวัติทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 17,000 คน รวมทั้งพลเรือน กลุ่มก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ และมีชาวเนปาลพลัดถิ่นร่วมแสนคน ส่วนใหญ่ในเขตชนบท ตามรายงานของ INSEC เหยื่อของความตายในสงครามกลางเมืองเป็นผู้หญิง 1,665 ราย กองกำลังรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าผู้หญิงร้อยละ 85 <ref>{{Cite web |title=Conflict Victim's Profile |publisher=INSEC |url=http://www.insec.org.np/victim/ |accessdate=3 May 2017 |archive-url=https://web.archive.org/web/20170506170532/http://www.insec.org.np/victim/ |archive-date=6 May 2017 |dead-url=yes |df=dmy-all }}</ref> การปฏิวัตินี้ประสบความสำเร็จในการล้มล้าง[[ราชวงศ์ชาห์ศาห์]] ซึ่งเป็นราชวงศ์ฮินดูของ[[ราชอาณาจักรกูรข่า]]ที่ปกครองเนปาลมานาน 240 ปี และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมในประชาชนเนปาลซึ่งเรียกว่ากรัมภังกา (Krambhanga) หรือการทำลายความต่อเนื่อง (Breach of Continuity).
 
==ภาพรวม==
ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2533 ได้ก่อตั้ง [[สหแนวร่วมฝ่ายซ้าย (เนปาล 2533)]]ขึ้น <ref name="Lawoti-Pahadi">{{cite book |author=Mahendra Lawoti and Anup K. Pahadi, editors |title=The Maoist Insurgency in Nepal: Revolution in the twenty-first century |year=2010 |publisher=Routledge |isbn=978-0-415-77717-9 }}</ref>{{rp|331}} และมี [[พรรคคองเกรสเนปาล]] เป็นแกนของการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไรก็ตาม กลุ่มคอมมิวนิสต์ไม่สบายใจในการเป็นพันธมิตรกับสหแนวร่วมฝ่ายซ้ายและพรรคคองเกรสเนปาล และได้จัดตั้งแนวร่วมคู่ขนานคือขบวนการประชาชนสหชาติ (UNPM) ขบวนการนี้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสภาตามรัฐธรรมนูญ และปฏิเสธกระบวนการของสหแนวร่วมฝ่ายซ้ายและพรรคคองเกรสเนปาลที่เป็นฝ่ายนิยมกษัตริย์ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ได้จัดตั้ง[[พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (สหภาพกลาง)]] หรือ CPN(UC) ซึ่งมีสมาชิกที่สำคัญของขบวนการประชาชนสหชาติด้วย ต่อมา เมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2534 พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (สหภาพกลาง) จัดตั้ง [[แนวร่วมสหประชาชนแห่งเนปาล]] โดยมี [[พาพูรัม ภัตตาไร]] เป็นหัวหน้า และจัดตั้งองค์กรแนวร่วมเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้ง <ref name="Lawoti-Pahari">{{cite book |author=Mahendra Lawoti and Anup K. Pahari, editors |title=The Maoist Insurgency in Nepal: Revolution in the twenty-first century |year=2010 |publisher=Routledge |isbn=978-0-415-77717-9 }}</ref>{{rp|332}} พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (สหภาพกลาง) จัดการประชุมครั้งแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|332}} จัดตั้งแนวทางของ "การต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่",<ref>{{cite book |author=Manesh Sreshtha and Bishnu Adhikari |title=Internal Displacement in South Asia: The Relevance of the UN's Guiding Principles |year=2005 |publisher=Sage |isbn=0-7619-3313-1}}</ref> และตัดสินใจที่จะเป็นพรรคการเมืองใต้ดินต่อไป ใน [[การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติเนปาล พ.ศ. 2534]] แนวร่วมสหประชาชนแห่งเนปาลกลายเป็นพรรคใหญ่อันดับสามในรัฐสภาเนปาล อย่างไรก็ตาม ปัญหาภายในแนวร่วมสหประชาชนแห่งเนปาลเกิดขึ้นเกี่ยวกับกลยุทธของพรรค กลุ่มหนึ่ง นำโดย [[ปุศปา กามาล ทาหัล (ฉายาประจันทา)]] ต้องการให้มีการปฏิวัติโดยทันทีด้วยอาวุธ อีกกลุ่มหนึ่งนำโดยนีร์มัล ลามา เห็นว่าสถานการณ์ในเนปาลยังไม่สุกงอมสำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธ <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|332}}
 
ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 แนวร่วมสหประชาชนแห่งเนปาลแตกออกเป็น 2 องค์กร ส่วนที่เป็นองค์กรฝ่ายทหารเปลี่ยนชื่อเป็น [[พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (ลัทธิเหมา)]] หรือ CPN(M) องค์กรนี้เรียกกองกำลังของรัฐบาล พรรคการเมืองกระแสหลักและราชวงศ์ ว่าเป็นกองกำลังระบบฟิวดัล การสู้รบด้วยอาวุธเริ่มขึ้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (ลัทธิเหมา) เปิดการโจมตี 7 แห่งในพื้นที่ 6 ตำบล <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|333}} ในช่วงแรก รัฐบาลเนปาลให้ [[ตำรวจเนปาล]] เข้าระงับเหตุฉุกเฉิน กองทัพเนปาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้โดยตรง เพราะความขัดแย้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ตำรวจสามารถระงับเหตุได้ กองทัพเนปาลจึงไม่ได้ช่วยตำรวจระหว่างการโจมตีในพื้นที่ห่างไกล ในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นายกรัฐมนตรี [[คิริชา ประสาท กอยราละ]] ลาออกเพราะไม่สามารถควบคุมการก่อการร้ายของกบฏลัทธิเหมาได้ และทหารปฏิเสธเข้าร่วมในการปราบปรามความขัดแย้ง <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|335}} เมื่อ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของ [[เชอร์ พาหาทูร์ เทวพา]] และกลุ่มก่อการร้ายลัทธิเหมาประกาศหยุดยิง และเกิดการเจรจาสันติภาพระหว่างสิงหาคม-พฤศจิกายนของปีนั้น <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|335}} ความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพทำให้ความขัดแย้งทางทหารเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยกบฏลัทธิเหมาโจมตีค่ายทหารที่ตำบลทัง เทวคูรี ทางเนปาลตะวันตกเมื่อ 22 พฤศจิกายน <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|335}} ซึ่งเกิดการสู้รบที่รุนแรงตลอดคืน สถานการณ์การก่อการร้ายค่อยๆเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ. 2545 จำนวนการโจมตีของทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้น และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|309}}
 
รัฐบาลตอบสนองต่อการก่อการร้ายโดยการคว่ำบาตรกลุ่มต่อต้านราชวงศ์ <ref>{{Cite web |title=Anti-king remarks intolerable: Lohani |publisher=NepalNews: The Kathmandu Post |date=20 December 2003 |url=http://www.nepalnews.com.np/contents/englishdaily/ktmpost/2003/dec/dec21/ |accessdate=22 November 2006 |archiveurl = https://web.archive.org/web/20041114013039/http://www.nepalnews.com.np/contents/englishdaily/ktmpost/2003/dec/dec21/ |archivedate = 14 November 2004}}</ref> จำคุกสื่อมวลชนและปิดหนังสือพิมพ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างกลุ่มก่อการร้าย มีการเจรจาและการหยุดยิงชั่วคราวหลายครั้งระหว่างกลุ่มก่อการร้ายกับรัฐบาล รัฐบาลปฏิเสธความต้องการของกลุ่มก่อการร้ายที่ต้องการให้เลือกตั้งสภารัฐธรรมนูญเพราะกลัวจะเป็นการล้มเลิกราชวงศ์โดยการออกเสียงของประชาชน ในเวลาเดียวกัน กลุมกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธการจัดตั้งราชวงศ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 รัฐบาลปฏิเสธข้อเรียกร้องของกบฏลัทธิเหมาที่ต้องการเจรจาโดยตรงกับกษัตริย์[[กยาเนนทรา]]ชญาเนนทระ มากกว่าการเจรจากับนายกรัฐมนตรีเชอร์ พาหาทูร์ เทวพา และการเรียกร้องให้มีผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นบุคคลที่สามเช่น สหประชาชาติ
 
ตลอดสงคราม รัฐบาลควบคุมได้เฉพาะเมืองหลัก กลุ่มลัทธิเหมาควบคุมพื้นที่ในชนบท ซึ่งเป็นผลมาจากข้อเท็จริงที่ว่าหน่วยงานและสถาบันของรัฐบาลตั้งอยู่ที่เมืองหลวง [[กาฏมาณฑุ]] หรือบริเวณตัวเมืองของแต่ละตำบล ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547 [[กาฏมาณฑุ]] อยู่ภายใต้การควบคุมของกบฏ โดยกลุ่มลัทธิเหมาสามารถปิดล้อมเมืองได้เป็นสัปดาห์<ref>{{Cite web |title=Maoist rebels call off Kathmandu blockade |publisher=The Guardian |date=24 August 2004 |url=https://www.theguardian.com/world/2004/aug/24/nepal |accessdate=6 January 2018}}</ref>
 
ภายใต้โล่ของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลกและเป้าหมายของการทำให้เป็นรัฐล้มเหลว ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายภายในประเทศ [[สหรัฐอเมริกา]] [[สหราชอาณาจักร]] และ [[อินเดีย]] ให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่รัฐบาลเนปาล เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เพื่อตอบต่อการที่รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ กษัตริย์กยาเนนทราชญาเนนทระเข้าควบคุมประเทศเนปาลเพื่อยุติการก่อการร้าย <ref>{{Cite web |title=Royal Proclamation of February 1, 2005 |publisher=Nepal Monarchy |date=4 May 2012 |url=http://www.nepalroyal.com/proclamationsfeb012005/ |accessdate=6 January 2018 |archive-url=https://web.archive.org/web/20171016080039/http://www.nepalroyal.com/proclamationsfeb012005/ |archive-date=16 October 2017 |dead-url=yes |df=dmy-all }}</ref> ผลจากการเข้าควบคุม สหราชอาณาจักรและอินเดียระงับการสนับสนุนเนปาล <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|337}} ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 เพื่อตอบโต้การยึดอำนาจของกษัตริย์กยาเนนทราชญาเนนทระ พรรคการเมือง 7 พรรคได้จัดตั้งกลุ่ม [[พันธมิตร 7 พรรค]] (SPA) ขึ้น<ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|338}} ต่อมา 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 กลุ่มกบฏลัทธิเหมาและพันธมิตร 7 พรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย ร่วมมือกันเสนอข้อเรียกร้อง 12 ข้อ ซึ่งอธิบายว่าระบอบราชาธิปไตยเป็นอุปสรรคที่สำคัญของประชาธิปไตย สันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง การยกระดับของสังคม เอกราช และอธิปไตยของเนปาล <ref>{{Cite web |title=12-point Maoist MoU |publisher=Nepali Times |date=25 November 2005 |url=http://nepalitimes.com/news.php?id=9190#.WlGCYijPxFQ |accessdate=6 January 2018}}</ref> รวมทั้งเรียกร้องให้เลือกตั้งสภารัฐธรรมนูญและละทิ้งการใช้ความรุนแรงของกลุ่มกบฏลัทธิเหมา <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|339}}
 
ใน พ.ศ. 2549 ความขัดแย้งที่รุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเกิดกระแสประชาธิปไตยขึ้น <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|339}} ตลอดเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วเนปาล ผู้ชุมนุมในกาฏมาณฑุราว 400 คนถูกจับกุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 คน ในวันที่ 21 เมษายน กษัตริย์กยาเนนทราชญาเนนทระประกาศคืนอำนาจให้แก่นายกรัฐมนตรีที่มาจากพันธมิตร 7 พรรค แต่ทั้งกบฏลัทธิเหมาและพันธมิตร 7 พรรคปฏิเสธ <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|339}} ในวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์กยาเนนทราชญาเนนทระประกาศคืนสิทธิกาสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นที่พอใจของพันธมิตร 7 พรรค ที่ได้จัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นอีก <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|339}} กลุ่มกบฏลัทธิเหมายังคงต่อต้าน และในวันที่ 2 มิถุนายน ในกาฏมาณฑุ กลุ่มกบฏลัทธิเหมาจัดชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย มีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 200,000 คน<ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|339–340}} ในวันที่ 9 สิงหาคม รัฐบาลและกลุ่มกบฏลัทธิเหมาตกลงที่จะยอมให้สหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบกระบวนการสันติภาพและปลดอาวุธทั้งสองฝ่าย <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|340}} ในวันที่ 21 พฤศจิกายน รัฐบาลกลุ่มพันธมิตร 7 พรรค และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาลงนามในความตกลงสันติภาพสมบูรณ์แบบ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดสงครามกลางเมือง <ref name="Lawoti-Pahari" />{{rp|340}}
 
สงครามกลางเมืองบีบให้คนหนุ่มสาวต้องไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในอ่างเปอร์เซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเคลื่อนย้ายแรงงานทำให้เนปาลพบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ยุ่งยาก เศรษฐกิจของเนปาลต้องพึ่งพารายได้จากแรงงานที่ไปทำงานต่างชาติ (คล้ายกับเศรษฐกิจเลบานอนในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองเลบานอน) ผลจากสงครามกลางเมือง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเนปาลได้รับความเดือดร้อน เนปาลลดอับดับจากดินแดนที่น่าไปเที่นวอันดับ 10 เหลือเพียงอันดับที่ 27