เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

ลดลง 267 ไบต์ ,  4 เดือนที่ผ่านมา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
|name= ผู้ไท
|nativename= ผู้ไท
|states=[[ประเทศไทย]], [[ประเทศลาว]] และ [[ประเทศเวียดนาม]]
|speakers= 866,000 คน
|date=2545–2549
|ref=e18
|familycolor=ไทTai-กะไดKadai
|fam21=[[ตระกูลภาษาขร้า-ไท|ภาษาขร้า-ไท]]
|fam32=[[กลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้|กลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้]]
|fam3=[[กลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้|ไทตะวันตกเฉียงใต้]]
|fam4=เชียงแสน-ผู้ไท
|iso3=pht
|glotto=phut1244
|glottorefname=ผู้ไท
}}
'''ภาษาผู้ไท''' (เขียน '''ผู้ไท''' หรือ '''ภูไท''' ก็มี) เป็นภาษาในตระกูลภาษาไทขร้า-กะไดไท มีผู้พูดจำนวนไม่น้อย กระจัดกระจายในภูมิภาคต่าง ๆ ของ[[ประเทศไทย|ไทย]]และ[[ประเทศลาว|ลาว]] เข้าใจว่า ผู้พูดภาษาผู้ไทมีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมอยู่ในเมือง '''นาน้อยอ้อยหนู''' ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า เมืองนาน้อยอ้อยหนู อันเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของผู้ไทอยู่ทีไหน เพราะปัจจุบันมีเมืองนาน้อยอ้อยหนูอยู่ถึงสามแห่ง ตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองแถงหรือปัจจุบันคือจังหวัด[[เดียนเบียนฟู]] แห่งที่สองอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองแถง และแห่งที่สามอยู่ห่างจากเมืองลอของเวียดนามประมาณ 10 กิโลเมตร
 
[[ชาวไทดำ]]กับผู้ไทเป็นคนละชาติพันธุ์กัน นักภาษาศาสตร์สันนิษฐานว่า อพยพแยกจากกันนานกว่า 1,500 ปีมาแล้ว ในปัจจุบัน มีการจัดให้ภาษาผู้ไทเป็นกลุ่มย่อยของ[[ภาษาไทดำ]]ซึ่งไม่ถูกต้อง ผู้ไทอพยพจากนาน้อยอ้อยหนูไปอยู่ที่เมืองวังอ่างคำ ซึ่งคือเมืองวีระบุรี ใน[[แขวงสุวรรณเขต]] [[ประเทศลาว]] ก่อนถูกกวาดต้อนมาอยู่ในดินแดนประเทศไทยเมื่อไม่ถึง 200 ปีมานี้ ผู้ไทที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงมีจำนวนไม่น้อย แต่ผู้ไทซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแถบแขวงสุวรรณเขตและ[[แขวงคำม่วน]]ในลาว ก็ยังมีประปราย มักจะเรียกผู้ไททั้งสองกลุ่มนี้รวม ๆ กันว่า "ผู้ไทสองฝั่งโขง"
 
==ความเป็นมาของคน ภูไท หรือ ชาวผู้ไท ในประเทศสยาม==
เมื่อ พ.ศ. 2369 (ก่อนสงครามเจ้าอนุวงศ์) ตรงกับในสมัย[[รัชกาลที่ 3]] ที่เมืองวังมีความวุ่นวาย เกิดขัดแย้งภายในของกลุ่มผู้ไท ที่มีเมืองวังเป็นเมืองหลัก ได้มีไทครัวผู้ไทกลุ่มหนึ่งอพยพมาตั้งบ้านเรือนในฝั่งขวาแม่น้ำโขง มีนายไพร่ รวม 2,648 คน ต่อมาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย ในปี พ.ศ. 2373  พระสุนทรราชวงษา เจ้าเมือง[[ยโสธร]] ว่าราชการอยู่เมือง[[นครพนม]]ได้มีใบบอกขอตั้งบ้านดงหวายเป็นเมือง "[[เรณูนคร]]" ต่อมา ร.3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านบุ่งหวาย ขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร   และตั้งให้ ท้าวสาย หัวหน้าไทครัวผู้ไทเป็น "พระแก้วโกมล" เจ้าเมืองเรณูนคร คนแรก ขึ้นเมืองนครพนม(ในปี พ.ศ. 2387) ซึ่งคือท้องที่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมในปัจจุบันนั่นเอง (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ) ชาวผู้ไทเรณูนคร จึงเป็นชาวผู้ไทกลุ่มแรกที่อพยพมาอยู่ในเขตฝั่งขวาแม่น้ำโขง(หมายถึงผู้ไทที่เป็นบรรพบุรุษของคนผู้ไทในอิสานปัจจุบัน)
 
หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2387 ผู้ไทจากเมืองวังอ่างคำและเมืองใกล้เคียง ก็อพยพตามมา เป็นกลุ่มที่ 2 แล้วไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ เมืองพรรณานิคม  (จ.จังหวัดสกลนคร) เมืองคำชะอี หนองสูง (จ.จังหวัดมุกดาหาร) เมืองกุดสิมนารายณ์ (อ.อำเภอเขาวงและ อ.อำเภอกุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธฺ์จังหวัดกาฬสินธุ์)ตามลำดับ โดยผู้ไทกลุ่มจากเมืองกะป๋องได้อพยพมาตั้งที่เมืองวาริชภูมิเป็นกลุ่มผู้ไทที่ข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำโขงกลุ่มล่าสุด (ในปี พ.ศ. 2420 ในสมัย รัชกาลที่ 5)
เมื่อ พ.ศ. 2369 (ก่อนสงครามเจ้าอนุวงศ์) ตรงกับในสมัย[[รัชกาลที่ 3]] ที่เมืองวังมีความวุ่นวาย เกิดขัดแย้งภายในของกลุ่มผู้ไท ที่มีเมืองวังเป็นเมืองหลัก ได้มีไทครัวผู้ไทกลุ่มหนึ่งอพยพมาตั้งบ้านเรือนในฝั่งขวาแม่น้ำโขง มีนายไพร่ รวม 2,648 คน ต่อมาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย ในปี พ.ศ. 2373  พระสุนทรราชวงษา เจ้าเมือง[[ยโสธร]] ว่าราชการอยู่เมือง[[นครพนม]]ได้มีใบบอกขอตั้งบ้านดงหวายเป็นเมือง "[[เรณูนคร]]" ต่อมา ร.3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านบุ่งหวาย ขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร  และตั้งให้ ท้าวสาย หัวหน้าไทครัวผู้ไทเป็น "พระแก้วโกมล" เจ้าเมืองเรณูนคร คนแรก ขึ้นเมืองนครพนม(ในปี พ.ศ. 2387) ซึ่งคือท้องที่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมในปัจจุบันนั่นเอง (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ) ชาวผู้ไทเรณูนคร จึงเป็นชาวผู้ไทกลุ่มแรกที่อพยพมาอยู่ในเขตฝั่งขวาแม่น้ำโขง(หมายถึงผู้ไทที่เป็นบรรพบุรุษของคนผู้ไทในอิสานปัจจุบัน)
 
หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2387 ผู้ไทจากเมืองวังอ่างคำและเมืองใกล้เคียง ก็อพยพตามมา เป็นกลุ่มที่ 2 แล้วไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ เมืองพรรณานิคม  (จ.สกลนคร) เมืองคำชะอี หนองสูง (จ.มุกดาหาร) เมืองกุดสิมนารายณ์ (อ.เขาวงและ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธฺ์)ตามลำดับ โดยผู้ไทกลุ่มจากเมืองกะป๋องได้อพยพมาตั้งที่เมืองวาริชภูมิเป็นกลุ่มผู้ไทที่ข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำโขงกลุ่มล่าสุด (ในปี พ.ศ. 2420 ในสมัย รัชกาลที่ 5)
 
== ผู้พูดภาษาผู้ไท ==
ผู้พูดภาษาผู้ไทในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณจังหวัด[[ภาคอีสาน]]ตอนบน ได้แก่ [[จังหวัดกาฬสินธุ์]], [[จังหวัดนครพนม|นครพนม]], [[จังหวัดมุกดาหาร|มุกดาหาร]], [[จังหวัดร้อยเอ็ด|ร้อยเอ็ด]] และ [[จังหวัดสกลนคร|สกลนคร]] นอกจากนี้ยังมีอีกเล็กน้อยใน[[จังหวัดอุบลราชธานี]], [[จังหวัด|อุดรธานี]], [[ยโสธร]] และ [[จังหวัดบึงกาฬ]] โดยในแต่ละท้องถิ่นจะมีสำเนียงและคำศัพท์ที่แตกต่างกันไป
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาษาผู้ไทแม้จะกระจายอยู่ในแถบอีสาน แต่สำเนียงและคำศัพท์นั้นแตกต่างกับภาษาไทยถิ่นอีสานโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามยังมีคำยืมจากภาษาถิ่นอีสานอยู่ในภาษาผู้ไทบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่นับว่ามาก ด้วยเหตุนี้ ชาวไทยที่พูดภาษาอีสานจึงไม่สามารถพูดหรือฟังภาษาผู้ไทอย่างเข้าใจโดยตลอด แต่ชาวผู้ไทส่วนใหญ่มักจะพูดภาษาอีสานได้
 
== ลักษณะของภาษา ==
ด้วยภาษาผู้ไทเป็นภาษาใน[[ตระกูลกลุ่มภาษาไท-กะได|ตระกูลไท]] จึงมีลักษณะเด่นร่วมกับ[[ภาษาไทย]]ด้วย นั่นคือ
* เป็นภาษาคำโดด มักเป็นคำ[[พยางค์]]เดียว
* เป็นภาษามี[[วรรณยุกต์]]
* โครงสร้างประโยคแบบเดียวกัน คือ "ประธาน กริยา กรรม" (SVO) ไม่ผันรูปตามโครงสร้างประโยค
 
== หน่วยเสียงในภาษาผู้ไท ==
=== หน่วยเสียงพยัญชนะ ===
 
115,353

การแก้ไข