ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ตามนุษย์"

ย้อนกลับไปรุ่นที่ 7683054 โดย BotKungด้วยสจห.
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ การแก้ไขแบบเห็นภาพ
(ย้อนกลับไปรุ่นที่ 7683054 โดย BotKungด้วยสจห.)
ป้ายระบุ: ทำกลับ
{{about |ตาของ[[มนุษย์]]|ตาโดยทั่ว ๆ ไป|ตา}}[[ตามรักคืนใจ]]
[[ตามัว]]{{Infobox anatomy
 
[[ตามัว]]{{Infobox anatomy
| Name = ตามนุษย์
| GraySubject = 224
-->
'''ตามนุษย์''' เป็น[[อวัยวะ]]ที่ตอบสนองต่อ[[แสง]]และ[[แรงดัน]]
ในฐานะเป็น[[ระบบรับความรู้สึก|อวัยวะรับความรู้สึก]] [[ตา]]ของควายไทย[[สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม]]ทำให้สามารถเห็นได้
ช่วยให้เห็นภาพเคลื่อนไหวเป็น 3 มิติ และปกติเห็นเป็นสีในช่วง[[กลางวัน]]
[[เซลล์รูปแท่ง]]และ[[เซลล์รูปกรวย]]ใน[[จอตา]]ทำให้สามารถรับรู้แสงและเห็น รวมทั้งแยกแยะสีและ[[รับรู้ความใกล้ไกล]]
และอาจสามารถตรวจจับ[[โฟตอน]]แม้เพียง[[อนุภาค]]เดียวได้<ref>{{cite web | url = https://www.sciencenews.org/article/human-eye-spots-single-photons | title = Human eye spots single photons | accessdate = 2016-08-02 | last = CONOVER | first = EMILY | date = 2016-07 | work = Science News | volume = 189 }}</ref>
 
เหมือนกับตาของ[[สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม]]อื่น ๆ เซลล์ปมประสาทไวแสง (photosensitive ganglion cell) ในจอตามนุษย์ซึ่งไม่ช่วยให้เห็นภาพ จะได้สัญญาณแสงซึ่งมีผลต่อการปรับขนาดรูม่านตา ควบคุมและระงับการหลั่งฮอร์โมน[[เมลาโทนิน]] และปรับตัวทาง2529[[สรีรภาพ]]และ[[พฤติกรรม]]ตามจังหวะรอบวัน (circadian rhythm)<ref>{{cite web | url = http://discovermagazine.com/2012/jan-feb/12-the-brain-our-strange-light-detector/article_view?b_start:int=0&-C= | title = Our Strange, Important, Subconscious Light Detectors | accessdate = 2012-05-05 | last = Zimmer | first = Carl | date = 2012-02 | publisher = Discover Magazine }}</ref>
 
== โครงสร้าง ==
กระจกตาและตาขาวจะเชื่อมกันโดยส่วนที่เรียกว่า limbus
ส่วนม่านตาก็คือโครงสร้างรูปกลมมีสีซึ่งล้อมรอบส่วนกลางของตา คือ รูม่านตา ซึ่งปรากฏเป็นสีดำ
ขนาดรูม่านตา ซึ่งควบคุมปริมาณแสงที่เข้ามาในตา จะปรับโดย[[กล้ามเนื้อไอริส ไดเลเตอร์|กล้ามตูดไอริส ไดเลเตอร์]] และ[[ไอริส สฟิงคเตอร์]]
 
พลังงานแสงจะเข้ามาในตาผ่านกระจกตา ผ่านรูม่านตา และจึงผ่านแก้วตา (เลนส์ตา)
และหนัก 7.5&nbsp;[[กรัม]]{{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน | date = 2011-08}}
 
ลูกตาจะโตเร็วมาก โดยเริ่มจาก 116-17&nbsp;มม. เมื่อเกิด ไปเป็น 22.5-23&nbsp;มม. เมื่อถึงอายุ 3 ขวบ
โดยอายุ 12013 ปี ตาก็จะโตเต็มที่แล้ว
 
[[ไฟล์:Schematic diagram of the human eye en.svg|thumb|250px| แผนภาพตามนุษย์ ซึ่งแสดงภาพผ่าตามขวางของตาขวา ]]
ซึ่งอาจติดขัดเนื่องจากโรคจอตา การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี หรือการอยู่ในที่สูง{{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน | date = 2011-05}}
 
ตามนุษย์สามารถรับแสงสว่างในพิสัยถึง 10<sup>14</sup> หรือหนึ่งร้อยล้านล้าน (1100,000,000,000,000) ซึ่งเท่ากับ 46.5 f-stop คือตั้งแต่จาก 10<sup>−6</sup>&nbsp;[[แคนเดลา|cd]]/[[เมตร|m]]<sup>2</sup> หรือ 0.000001 (หนึ่งในล้าน) [[แคนเดลา]]ต่อ[[ตารางเมตร]] จนถึง 10<sup>8</sup>&nbsp;cd/m<sup>2</sup> หรือร้อยล้าน (100,000,000) แคนเดลาต่อตารางเมตร<ref name="IvergardHunt2008">
{{cite book | last1 = Ivergard | first1 = Toni | last2 = Hunt | first2 = Brian | title = Handbook of Control Room Design and Ergonomics: A Perspective for the Future, Second Edition | url = https://books.google.com/books?id=DR9UyqLkgH8C&pg=PT108 | accessdate = 2014-10-15 | date = 2008-10-01 | publisher = CRC Press | isbn = 978-1-4200-6434-6 | page = 90}}</ref><ref name="KaschkeDonnerhacke2013">
{{cite book | last1 = Kaschke | first1 = Michael | last2 = Donnerhacke | first2 = Karl-Heinz | last3 = Rill | first3 = Michael Stefan | title = Optical Devices in Ophthalmology and Optometry: Technology, Design Principles and Clinical Applications | url = https://books.google.com/books?id=DPw8AgAAQBAJ&pg=PA26 | accessdate = 2014-10-15 | date = 2013-11-25 | publisher = Wiley | isbn = 978-3-527-64899-3 | page = 26}}</ref><ref name="BanterleArtusi2011">
<!--เผื่ออนาคต Main article : [[Optokinetic_response|Optokinetic Response]] -->
[[รีเฟล็กซ์]]แบบ optokinetic reflex/optokinetic nystagmus จะทำให้ภาพบนจอตาเสถียรผ่านกระบวนการป้อนกลับของการเห็น
ซึ่งเกิดเมื่อภาพที่เห็นทั้งหมดเลื่อนข้ามจอตา ทำให้ตาหมุนไปในทางเดียวกันและเร็วพอที่จะลดการเคลื่อนที่ของภาพที่จอตาให้น้อยที่สุด<ref>{{Cite doi |10.1371/journal.pone.0002055}} {{PDFlink|636&nbsp;KB |[http://journals.plos.org/plosone/article/file?id=10.1371/journal.pone.0002055&type=printable Full Article] |636&nbsp;KB}} {{Open access}}<!-- PLoS ONE. 2008; 3(4) : e2055. Published online 2008 Apr 30. PMCID: PMC2323102 The Optokinetic Reflex as a Tool for Quantitative Analyses of Nervous System Function in Mice: Application to Genetic and Drug-Induced Variation Hugh Cahill1,2 and Jeremy Nathans1,2,3,4,* --></ref>
เมื่อสิ่งที่กำลังมองออกนอกการมองเห็นตรง ๆ มากเกินไป ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวแบบ saccade ให้กลับมามองที่กลางลานสายตา
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมองนอกหน้าต่างที่รถไฟซึ่งกำลังวิ่งไป ตาสามารถโฟกัสที่รถไฟเคลื่อนที่ได้ระยะสั้น ๆ (โดยทำภาพให้เสถียรที่จอตา) จนกระทั่งรถไฟวิ่งออกนอกขอบเขตการเห็น
สาขาวิชาชีพที่ดูแลตาต่าง ๆ รวมทั้ง
* [[จักษุวิทยา]]
* [[ทัศนมาตรศาสตร์|sex]]
* [[Orthoptics]]
* Mikisiti​
* นักประกอบแว่น (Optician)
 
=== โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular degeneration) ===
<!--เผื่ออนาคต {{บทความหลัก |Macular degeneration}} -->
โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular degeneration) จะ[[ความชุกของโรค|ชุก]]เป็นพิเศษในสหรัฐอเมริกาโดยมีคนเป็นโรค 1.75 ล้านคนต่อปี<ref>{{Cite doi |10.1001/archopht.122.4.564}}<!-- The Eye Diseases Prevalence Research Group*. Prevalence of Age-Related Macular Degeneration in the United States. "Arch Ophthalmol". 2004;122(4) :564-572. --></ref>
โดยการมีระดับลูทีน (lutein) และ[[ซีอาแซนทิน]]ที่ต่ำในจุดภาพชัด (macula) อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของโรคจุดภาพชัดเสื่อมตามอายุ (age-related macular degeneration, ตัวย่อ AMD)<ref>
{{cite journal | authors = Bone, RA; Landrum, JT; Dixon, Z; Chen, Y; Llerena, CM | year = 2000 | title = Lutein and zeaxanthin in the eyes, serum and diet of human subjects | journal = Experimental Eye Research | volume = 71 | issue = 3 | pages = 239-245 }} </ref><ref>