ผลต่างระหว่างรุ่นของ "นาซีเยอรมนี"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
== ภูมิศาสตร์ ==
เยอรมนีตั้งอยู่ในเขตที่ราบต่ำตอนกลางทวีปยุโรป<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 293.</ref> มีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่สามแห่ง ได้แก่ เขตที่ราบต่ำตอนเหนือ เขตภูเขาตอนกลาง และเขตที่ราบสูงและลุ่มแม่น้ำทางใต้ ดินทางตอนเหนือนั้นมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก และมีป่าสนกินอาณาเขตกว้างขวางตามตีนเขาของเทือกเขาที่ลากผ่านตอนกลางของประเทศ<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 118-119.</ref>
 
ด้านการคมนาคม ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ เยอรมนีมีทางน้ำในประเทศความยาวรวมกว่า 7,000 ไมล์ ซึ่งในจำนวนนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจถึง 4,830 ไมล์<ref name="Geo122">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 122.</ref> มีเมืองท่าที่สำคัญ คือ ดืสบูร์ก-รูรอร์ท [[ฮัมบูร์ก]] และเบอร์ลิน<ref name="Geo122"/> เช่นเดียวกับ[[คลองคีล]] ซึ่งมีสินค้าผ่านคลองกว่า 9.4 ล้านตันต่อปี ในปี 1936<ref name="Geo123">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 123.</ref> นอกจากนั้น เยอรมนียังมีทางรถไฟยาวกว่า 43,000 ไมล์<ref name="Geo123"/>; ในปี 1937 เยอรมนีมีโครงข่ายถนนยาว 134,000 ไมล์ และทางหลวงพิเศษ (เอาโทบาน) ยาว 3,150 ไมล์ ในปี 1939<ref name="Geo125">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 125.</ref>
 
[[เกษตรกรรม]]ในประเทศประสบความสำเร็จอย่างมาก และสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด ในปี 1936 ราว 61% ของพื้นที่ทั้งประเทศเป็นพื้นที่เพาะปลูก<ref name="Geo126">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 126.</ref> โดยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ [[ข้าวไรย์]] มันฝรั่ง ชูการ์บีต และไม้องุ่น<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 126-127.</ref> มีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ [[ถ่านหิน]] ปิโตรเลียม<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 130.</ref> ทองแดง สังกะสี และดีเกลือ<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 132-133.</ref>
 
=== การเปลี่ยนแปลงดินแดนก่อนสงคราม ===
ผลจากความปราชัยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและ[[สนธิสัญญาแวร์ซาย]]ซึ่งติดตามมา ประเทศเยอรมนีเสียอัลซาซ-ลอแรน นอร์เทิร์นชเลสวิกและเมเมล ซาร์ลันด์เป็นรัฐในอารักขาของประเทศฝรั่งเศสชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขว่าภายหลังผู้อยู่อาศัยจะลงประชามติตัดสินว่าจะเข้ากับประเทศใด ประเทศโปแลนด์แยกออกมาเป็นอีกประเทศหนึ่งและได้ทางออกสู่ทะเลโดยการสถาปนาฉนวนโปแลนด์ ซึ่งคั่นปรัสเซียจากประเทศเยอรมนีส่วนที่เหลือ [[ดันท์ซิช]]กลายเป็นเสรีนคร{{sfn|Evans|2003|p=62}}
 
ประเทศเยอรมนีเข้าควบคุมซาร์ลันด์อีกครั้งผ่านการลงประชามติซึ่งจัดขึ้นในปี 1935 และผนวกออสเตรียใน[[อันชลุสส์]]ปี 1938{{sfn|Evans|2005|pp=623, 646–652}} [[ความตกลงมิวนิก]]ปี 1938 ทำให้เยอรมนีได้ควบคุม[[ซูเดเทินลันด์]]และยึด[[เชโกสโลวาเกีย]]ส่วนที่เหลืออีกหกเดือนต่อมา{{sfn|Evans|2005|pp=671–674}} ภายใต้คำขู่การบุกครองทางทะเล [[ประเทศลิทัวเนีย]]ยอมยกเขตเมเมลในเดือนมีนาคม 1939{{sfn|Shirer|1960|pp=461–462}}
 
ระหว่างปี 1939 ถึง 1941 กองทัพเยอรมันบุกครองประเทศโปแลนด์ ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และสหภาพโซเวียต{{sfn|Shirer|1960|pp=696–730}} [[มุสโสลินี]]ยก[[ตรีเยสเต]] [[เซาท์ไทรอล]]และ[[อิสเตรีย]]ให้ประเทศเยอรมนีในปี 1943 มีการจัดตั้งเขตหุ่นเชิดสองเขตในพื้นที่ คือ เขตปฏิบัติการลิตโตรัลเอเดรียติก (Operational Zone of the Adriatic Littoral) และเขตปฏิบัติการตีนเขาแอลพ์ (Operational Zone of the Alpine Foothills){{sfn|Wedekind|2005|p=111}}
 
=== การขยายอาณาเขตยามสงคราม ===
{{บทความหลัก|ยุโรปที่ถูกเยอรมนียึดครอง}}
 
ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง พื้นที่ซึ่งมีพลเมืองชาวเยอรมันอาศัยอยู่ อย่างเช่น [[ออสเตรีย]] [[ซูเดเทินลันด์]], ดินแดนมาเมล รวมทั้งดินแดนซึ่งผนวกรวมภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ ได้แก่ ออยเปน-เอท-มัลเมอดี, อัลซาซ-ลอร์เรน, ดันท์ซิช และดินแดนของ[[สาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง|โปแลนด์]] นอกจากนั้น ระหว่างปี 1939-1945 [[สาธารณรัฐเช็ก|แคว้นโบฮีเมียและโบราเวีย]] ถูกปกครองในฐานะ[[รัฐอารักขาแห่งโบฮีเมียและโมราเวีย|รัฐในอารักขาของไรช์]]<ref>Hugh LeCaine Agnew. [http://books.google.com/books?id=PW_Oo2PQwocC&pg=PA215&dq=bohemia+and+moravia&as_brr=1&cd=2#v=onepage&q=protectorate&f=false The Czechs and the lands of the Bohemian crown]. Hoover Institutition Press. p.208</ref> ซึ่งเยอรมนีมีอำนาจควบคุมและบริหารประเทศ แต่ยังอนุญาตให้มีเงินตราของตัวเอง [[เช็กไซลีเซีย]]รวมเข้ากับ[[จังหวัดไซลีเซีย]]ในช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 1942 [[ลักเซมเบิร์ก]]ถูกผนวกรวมกับเยอรมนีโดยตรง<ref>Raphael Lemkin, Samantha Power. [http://books.google.com/books?id=ChhmqYeVS80C&pg=PA193&dq=luxembourg+occupied&lr=&as_brr=3&cd=1#v=onepage&q=luxembourg%20occupied&f=false Axis rule in occupied Europe: laws of occupation, analysis of government]. Rumford Press, Concord N.M. p. 193</ref> โปแลนด์ตอนกลางและแคว้นกาลิเซียถูกปกครองโดย[[รัฐบาลสามัญ|เจอเนอรัลโกอูเวอร์เนเมนท์]] ({{lang-de|Generalgouvernement}}) ที่เยอรมนีบริหาร<ref>Raphael Lemkin, Samantha Power. [http://books.google.com/books?id=ChhmqYeVS80C&pg=PA193&dq=luxembourg+occupied&lr=&as_brr=3&cd=1#v=onepage&q=luxembourg%20occupied&f=false Axis rule in occupied Europe: laws of occupation, analysis of government]. Rumford Press, Concord N.M. p. 225-226.</ref> ท้ายสุด ชาวโปแลนด์จะถูกอพยพ และจัดให้ชาวเยอรมันห้าล้านคนเข้าไปอาศัยอยู่แทน ปลายปี 1943 นาซีเยอรมนีพิชิต[[เซาธ์ไทรอล]] และ[[อิสเตรีย]] ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของ[[จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี]] ก่อนปี 1919 และยึด[[ตรีเอสเต]]หลังรัฐบาลฟาสซิสต์อิตาลี (ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะ) ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เขตการปกครองหุ่นเชิดสองเขตถูกจัดตั้งขึ้นแทนที่
 
=== การเปลี่ยนแปลงหลังสงคราม ===
[[ไฟล์:Germanborders.svg|thumb|300px|ดินแดนที่เยอรมนีสูญเสียไปหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง]]
พรมแดนโดยพฤตินัยของนาซีเยอรมนีเปลี่ยนแปลงมานานก่อนการล่มสลายในเดือนพฤษภาคม 1945 เพราะกองทัพแดงคืบหน้ามาทางตะวันออก พร้อมกับที่ประชากรเยอรมันหลบหนีมายังแผ่นดินเยอรมนี และสัมพันธมิตรตะวันตกรุกคืบมาทางตะวันออกจากฝรั่งเศส เมื่อสงครามยุติ มีเพียงผืนดินเล็ก ๆ จากออสเตรียถึงโบฮีเมียและโมราเวีย และภูมิภาคที่ถูกโดดเดี่ยวอื่น ๆ เท่านั้นที่ยังไม่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครอง ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสถาปนาเขตยึดครอง ดินแดนเยอรมนีก่อนสงครามทางตะวันออกของแนวโอเดอร์-นีซเซ (อันประกอบด้วย [[ปรัสเซียตะวันออก]] [[ไซลีเซีย]] [[ปรัสเซียตะวันตก]] ราวสองในสามของ[[แคว้นโพเมอราเนีย]] และบางส่วนของ[[บรันเดนบูร์ก]]) และสเทททิน และบริเวณโดยรอบ (เกือบ 25% ของดินแดนเยอรมนีก่อนสงครามเมื่อปี 1937) อยู่ภายใต้การปกครองของโปแลนด์และโซเวียต โดยแบ่งให้โปแลนด์และโซเวียตผนวก นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังได้ยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของ[[แคว้นซาร์]] ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมถ่านหินที่สำคัญของเยอรมนีที่เหลืออีกด้วย ดินแดนส่วนใหญ่ที่เยอรมนีเสียไปนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ยกเว้น [[อัปเปอร์ไซลีเซีย]] ซึ่งเป็นศูนย์อุตสาหกรรมหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของเยอรมนี ฝ่ายสัมพันธมิตรขับไล่ผู้อยู่อาศัยชาวเยอรมัน ในปี 1947 สภาควบคุมฝ่ายสัมพันธมิตรยุบเลิกปรัสเซียด้วยกฎหมาย ที่ 46 (20 พฤษภาคม 1947) ตามการประชุมพอทสดัม ดินแดนปรัสเซียทางตะวันออกของแนวโอเดอร์-นีซเซถูกแบ่งแยกและปกครองโดยโปแลนด์และ[[มณฑลคาลินินกราด]] ตามสนธิสัญญาสันิภาพขั้นสุดท้าย ภายหลัง โดยการลงนาม[[สนธิสัญญากรุงวอร์ซอ]] (ค.ศ. 1970) และ[[สนธิสัญญาว่าด้วยการตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับดินแดนเยอรมนี]] (ค.ศ. 1990) เยอรมนีสละการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่เสียไประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
 
การเปลี่ยนแปลงดินแดนดังกล่าวส่งผลกระทบให้ชาวเยอรมันราว 14 ล้านคน<ref name="expelled">de Zayas, Alfred-Maurice: ''A Terrible Revenge: The Ethnic Cleansing of the Eastern European Germans 1944-1950'', New York: St. Martin's Press, 1994</ref> ถูกขับออกจากดินแดนซึ่งอยู่นอกพรมแดนประเทศเยอรมนีใหม่ มีผู้เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์นี้ประมาณ 1-2 ล้านคน<ref name="expelled"/> เช่นเดียวกับเมืองใหญ่น้อยทั้งหลาย เช่น [[สเทททิน]], [[เคอนิกซเบิร์ก]], [[เบรสเลา]], [[เอลบิง]] และ[[ดันท์ซิช]] ที่ได้ขับชาวเยอรมันออกจากเมืองเช่นกัน
 
== การเมืองการปกครอง ==
ไรช์ยกย่องฮิตเลอร์ว่าเป็น ''[[ฟือเรอร์]]'' ที่รวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ในมือ การโฆษณาชวนเชื่อนาซีมีศูนย์กลางอยู่ที่ฮิตเลอร์และสร้างสิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า "เรื่องปรัมปราฮิตเลอร์" คือ ฮิตเลอร์เป็นผู้รู้แจ้งและความผิดพลาดหรือความล้มเหลวใด ๆ ของผู้อื่นจะถูกแก้ไขให้ถูกต้องหากเขาให้ความสนใจ แต่ในความเป็นจริง ฮิตเลอร์มีความสนใจแคบ และการวินิจฉัยสั่งการกระจายกันระหว่างศูนย์อำนาจที่ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกัน ฮิตเลอร์ไม่มีปฏิกิริยาในบางประเด็น เพียงแต่เห็นพ้องกับแรงกดดันจากผู้ใดก็ตามที่เขารับฟัง ข้าราชการระดับสูงรายงานตรงต่อฮิตเลอร์และปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐาน แต่ยังมีความเป็นอิสระในงานประจำวันพอสมควร ผ่านการบรรจุสมาชิกพรรคนาซีในตำแหน่งหน้าที่รัฐบาลส่วนใหญ่ จนถึงปี 1935 รัฐบาลแห่งชาติเยอรมันและพรรคนาซีก็แทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน จนถึงปี 1938 ผ่านนโยบาย[[ไกลช์ชัลทุง]] รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐสูญเสียอำนาจนิติบัญญัติทั้งหมดและสนองตอบผู้นำพรรคนาซีในการปกครอง ซึ่งเรียกว่า "[[เกาไลเทอร์]]"
ผู้ใช้นิรนาม