ผลต่างระหว่างรุ่นของ "เปตรา"

เพิ่มขึ้น 64 ไบต์ ,  2 ปีที่แล้ว
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
== ประวัติ ==
=== ก่อตั้งและเจริญรุ่งเรือง ===
ชนกลุ่มแรกกกกกกกกกกกกากที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นคือชาว[[นาบาเทียน]] (Nabataeans) ในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล<ref>B6255714 ต.ค. วันปิยะ P-288 ทัวร์จอร์แดน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มรดกโลก สิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกใหม่ 6 วัน ทะเลเดดซี ลอยตัวได้จริงหรือ</ref> ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนใน[[ทะเลทรายอาหรับ]] คนกลุ่มนี้สกัดผา[[หินทราย]]เป็นบ้านเรือนและอาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยง[[แกะ]] แต่เปลี่ยนมาค้าขายและรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้สัญจรก็ช่วยให้พวกนาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น
 
สาเหตุที่เปตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแห้งแล้ง มีแต่หินกับทรายนั้นก็น่าจะเพราะเปตราตั้งอยู่เส้นทางการค้าสำคัญที่สุดของโลกในขณะนั้น 2 สาย ได้แก่เส้นทางสายสายตะวันออก - สายตะวันตก คาบสมุทรอาหรับกับ[[อ่าวเปอร์เซีย]]จนถึง[[ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน]] และสายสายเหนือ - ใต้ ที่เชื่อม[[ทะเลแดง]]กับ [[ดามัสกัส|กรุงดามัสกัส]] [[ซีเรีย]] นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมีแหล่ง[[น้ำจืด]]สำคัญซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ ''หุบเขาโมเสส'' ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อให้ชาว[[ยิว]]ได้กินแก้กระหาย เหล่าพ่อค้าหรือนักเดินทางที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างเปล่าและแห้งแล้งใกล้เคียงนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมุ่งมาที่เมืองเพตราอย่างเดียว <ref>ย้อนรอยลี้ลับอารยธรรมโลก: เปตรา, บริษัทรีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด, 2547, หน้า 192 ISBN 974-92395-4-7 </ref>
ด้วยเหตุที่เกิดเมืองใหม่และเส้นทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกกว่าในช่วงเวลาต่อมา เปตราที่เคยเจริญรุ่งเรืองด้วยการค้าก็เริ่มสูญเสียอำนาจลง เมืองอ่อนแอและถูกต่างชาติโจมตีเข้าได้ง่าย จนเมื่อถึงปี พ.ศ. 649 (ค.ศ. 106) พวกโรมันนำโดย''[[จักรพรรดิทราจัน]]'' หรือ ''ไทรอะนุส''(Traianus) ได้เข้ายึดครองเพตราและผนวกนครนี้เข้าเป็นจังหวัดใน[[จักรวรรดิโรมัน]] แต่เพตราก็ยังคงดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงราวปี ค.ศ. 300 เมื่อ[[จักรวรรดิโรมัน]]เริ่มคลอนแคลน ซึ่งต่อมาในปี [[พ.ศ. 906]] (ค.ศ. 363) แผ่นดินไหวก็ได้ทำลายอาคารและระบบ[[ชลประทาน]]ที่ถือว่าดีมากของเมืองลง<ref>http://query.nytimes.com/gst/fullpage.html?res=9D03E3DF143EF934A25753C1A9659C8B63</ref>
 
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 เปตรากลายเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนามณฑลของ[[บิชอป]] แล้วถูก[[มุสลิม]]ยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้วก็เสื่อมถอยมาเรื่อยๆ จนลบเลือนหายไปจากผู้คน
 
== การค้นพบ ==
ถึงแม้ซากเมืองเพตราจะเป็นสิ่งที่น่าอยากรู้อยากเห็นของผู้คนในช่วง[[ยุคกลาง]] เช่นมี[[สุลต่าน]]ของอียิปต์ ไบบารส์ (Sultan Baibars) เดินทางเข้าไปเยี่ยมชนในช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่การค้นพบเพตราที่นำไปสู่การเปิดเผยต่อสายตาชาวโลกเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อปี [[พ.ศ. 2355]] (ค.ศ. 1812) เมื่อมีนักสำรวจ[[ชาวสวิตเซอร์แลนด์]] [[โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท]] (Johann Ludwig Burckhardt) ซึ่งกำลังเดินทางจากจอร์แดนไป[[อียิปต์]]เพื่อไปศึกษาถึงแหล่งที่เป็นต้นกำเนิดของ[[แม่น้ำไนล์]] บวร์กฮาร์ทได้เห็นด้านหน้าอันใหญ่โตของเปตรา แต่ผู้นำทางท้องถิ่นสั่งห้ามมิให้เขาลงไปทำอะไรที่นั่น บวร์กฮาร์ทจึงแอบบันทึกย่อไว้ขณะที่อูฐเดินผ่าน ถึงแม้จะเป็นเพียงบันทึกเล็กๆ คร่าวๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการที่เปิดเมืองสู่สายตาชาวโลก ซึ่งต่อมาในปี [[พ.ศ. 2369]] (ค.ศ. 1826) ''เลออง เดอ ลาบอร์ด'' (Leon de Laborde) [[ชาวฝรั่งเศส]]ที่ได้เดินทางเข้าไปสำรวจเมืองและเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ''"Voyage de l'Arabie Pétrée"'' แปลว่า ''"การเดินทางในเปตราแห่งอาหรับ"'' (ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2373) ซึ่งการเขียนหนังสือครั้งนี้ถือเป็นการนำภาพและความรู้ต่างๆ ที่ชาวโลกไม่เคยเห็นมาเปิดเผยให้ได้รับรู้ <ref>ย้อนรอยลี้ลับอารยธรรมโลก: เปตรา, บริษัทรีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด, 2547, หน้า 195 ISBN 974-92395-4-7 </ref>
 
การสำรวจทางโบราณคดีเริ่มขึ้นในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงดำเนินการสำรวจอยู่ ซึ่งในนครเปตราเคยเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างน้อย 20,000 คน มีถนนสายหลักที่ขนาบด้วยเสารายด้านด้านหน้าบ้านเรื่อนยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ถนนนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำวาดี มูซา นอกจากนี้ยังมีอัฒจันทร์รูปครึ่งวงกลมสร้างด้วยหินโดยพวกนาบาเทียน แต่ภายหลังพวก[[โรมัน]]บูรณะขึ้นใหม่ โรงละคนนี้จุผู้ชมได้ 4,000 คน เปตรามีป้อมปราการตามธรรมชาติ มีน้ำใช้ตลอดปีจากแหล่งน้ำพุในช่องเขาซึ่งมีท่อน้ำต่อถึงกัน จริงป่ะ
 
== มรดกโลก ==
ผู้ใช้นิรนาม