ผลต่างระหว่างรุ่นของ "คอมมอนลอว์"

เนื้อหาที่ลบ เนื้อหาที่เพิ่ม
ไม่มีความย่อการแก้ไข
ไม่มีความย่อการแก้ไข
บรรทัด 5:
''common law'' is contrasted with ''statutory law'' ... }}</ref><ref name="Blacks10thDef1">{{cite book|title=Black's Law Dictionary – Common law|date=2014|edition=10th|p=334|quote=1. The body of law derived from judicial decisions, rather than from statutes or constitutions; [synonym] CASE LAW [contrast to] STATUTORY LAW.}} </ref> ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์เป็นระบบกฎหมายที่ทรงอิทธิพลมากระบบหนึ่งของโลก ทั้งนี้เนื่องจากการขยายตัวของ[[จักรวรรดิบริเตน]] ในระหว่างศตวรรษที่ 18 และ 19 ทำให้[[กฎหมายสหราชอาณาจักร|กฎหมายของสหราชอาณาจักร]] โดยเฉพาะ[[กฎหมายอังกฤษ]] แพร่กระจายไปทั่วดินแดนอาณานิคม. ปัจจุบันมีประมาณการว่า ประชากรกว่า 1 ใน 3 ของโลกอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายคอมม่อนลอว์ หรือภายใต้ระบบกฎหมายผสมกับระบบ[[ซีวิลลอว์ (ระบบกฎหมาย)|ซีวิลลอว์]].<ref>{{cite web |url=http://w3.uniroma1.it/idc/centro/publications/43finn.pdf |title=The Common Law in the World: the Australian Experience |publisher=W3.uniroma1.it |accessdate=2010-05-30 |archive-url=https://web.archive.org/web/20110727131223/http://w3.uniroma1.it/idc/centro/publications/43finn.pdf |archive-date=2011-07-27 |dead-url=yes |df= }}</ref>
 
"ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์" เป็นระบบกฎหมายซึ่งให้น้ำหนักในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่มีมาก่อนเป็นอย่างมาก บนแนวคิดซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการอยุติธรรมหากศาลจะมีคำพิพากษาที่แตกต่างกัน สำหรับคดีพิพาทซึ่งมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าคำพิพากษาเป็นที่มาประการหนึ่งของกฎหมาย (a source of law) ในระบบกฎหมายนี้. ด้วยเหตุนี้การตัดสินคดีในระบบ "คอมมอนลอว์" จึงไม่ได้เป็นเพียงการตีความกฎหมาย แต่มีผลเป็น "บรรทัดฐานทางกฎหมาย" (precedent) ที่ผูกมัดการตัดสินคดีในอนาคตตามไปด้วย ทั้งนี้ตามหลักการ[[ภาษาละติน]]ที่เรียกว่า ''[[stare decisis]]'' แปลว่า "ยืนตามคำวินิจฉัย (บรรทัดฐาน) ต่อไป". อย่างไรก็ตาม หากศาลพบว่าข้อพิพาทในปัจจุบันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับการตัดสินดคีข้อพิพาทในอดีตทั้งหมด (matter of first impression) รวมถึงไม่มีกฎหมายทางนิติบัญญัติที่จะปรับใช้แก่คดีได้ ผู้พิพากษาจะย่อมมีอำนาจและหน้าที่ที่จะสร้างกฎหมายโดยการริเริ่มเป็นแบบอย่าง ภายหลังจากนั้น การตัดสินคดีครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างแก่การตัดสินคดีครั้งต่อไป ซึ่งศาลในอนาคตจะต้องยึดถือตามเป็นบรรทัดฐาน.
 
ในทางปฏิบัติ ระบบคอมมอนลอว์เป็นระบบซึ่งมีความซับซ้อนยิ่งกว่าคุณสมบัติทั่วไปดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น การตัดสินดำเนินดคีของศาลหนึ่งจะผูกมัดศาลในคดีต่อไปในเฉพาะเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น. คำพิพากษาของศาลนอกเขตอำนาจ แม้จะตัดสินโดยศาลที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า ก็เป็นได้เพียงแต่ "บรรทัดฐานที่มีกำลังโน้มน้าว" (persuasive precedent) เท่านั้น. และกระทั่งภายในเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ ศาลที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวบรรทัดฐานที่ศาลระดับล่าง (lower courts หรือ inferior courts) วางไว้. นอกจากนี้ความเชื่อที่ว่าระบบกฎหมายคอมมอนลอว์เป็นระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นโดยผู้พิพากษา ก็เป็นแนวความคิดที่ได้รับโต้เถียงอย่างมากในปัจจุบัน แม้ในแวดวงวิชาชีพกฎหมายในประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์เอง, เช่น ในสหรัฐอเมริกา, ความคิดที่ว่า "ผู้พิพากษาสามารถสร้างกฎหมายเองได้" ถูกมองว่าเป็นความคิด หรือค่านิยมที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าอำนาจทางนิติบัญญัติเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนเท่านั้น. ดังนั้นหากผู้พิพากษาถือวิสาสะวินิจฉัยคดีในลัฏษณะที่เปลี่ยนผลการบังคับใช้กฎหมาย และมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นการใช้อำนาจก้าวก่ายกิจการทางนิติบัญญัติ การใช้อำนาจตุลาการในลักษณะดังกล่าวก็จะมีลักษณะเป็นการ "ตุลาการภิวัฒน์" (judicial activism). ตัวอย่างสำคัญของ judicial activism เช่น ในคดีประวัติศาสตร์ Roe vs. Wade (1973) ซึ่งศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาพิพากษาว่าการลงโทษทางอาญาต่อการทำแท้งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลัก[[วิถีทางที่ถูกต้องแห่งกฎหมาย]] หรือ Due Process ตาม[[การแก้ไขเพิ่มเติมข้อที่ 14 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา]].