ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สมเด็จพระราชินีนาถอูร์รากาที่ 1 แห่งเลออน"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(ยังไม่จัดหมวดหมู่)
{{เก็บกวาด}}
[[ไฟล์:UrracaRegina TumboA.jpg|thumb|ภาพวาดย่อส่วนในคริสตศตวรรษที่ 13 ของพระราชินีอูร์รากากำลังว่าราชการ จากทุมโบตุมโบ เออา อาสนวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเตลา คริสต์ศตวรรษที่ 13]]
'''อูร์รากาผู้ไม่รอบคอบเลินเล่อ''' ({{Lang-enes|theUrraca Reckless}}, {{Lang-es|la Temeraria}}) เสด็จพระราชสมภพราว ค.ศ. 1077–811081 สิ้นพระชนม์ 8 มีนาคม ค.ศ. 1126 ที่ซัลดานาซัลดัญญา [[ราชอาณาจักรกัสติยา]] ครองราชย์เป็นพระราชินีแห่งเลออนและกัสติยาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1109 ถึงปี ค.ศ. 1126 ทรงเป็นพระธิดาของ[[พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 แห่งเลออนและกัสติยา]]
 
อูร์รากากลายเป็นทายาทของพระบิดาเมื่อซันโช (พี่น้องนอกสมรสต่างมารดา ซันโช) ถูกสังหารที่อุอูเกลสในปี ค.ศ. 1108 พระองค์เป็นภรรยาม่ายของเคานต์เรย์มงด์แห่งบูร์กอญเคานต์แรมงแห่งบูร์กอญ ทั้งคู่มีพระโอรสด้วยกันหนึ่งคนคืออัลฟอนโซอัลฟอนโซ รามิเรซ ที่ต่อมาคือ[[พระเจ้าอัลฟองโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา|พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา]] การให้สตรีสืบทอดต่อตำแหน่งในช่วงวิกฤตอัลโมราวิดนั้นมีความเสี่ยง เพื่อถ่วงดุลอำนาจ การแต่งงานของอูร์รากากับลูกพี่ลูกน้องลำดับที่สอง [[พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 1 แห่งอารากอน]] (ลูกพี่ลูกน้องลำดับที่สอง) จึงถูกจัดเตรียมขึ้นในปี ค.ศ. 1109 แต่แทนที่จะก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง การแต่งงานครั้งนี้กลับนำไปสู่ยุคอนาธิปไตย ตามข้อตกลงการแต่งงาน อูร์รากาและพระสวามีจะเป็นผู้ปกครองร่วมในดินแดนของกันและกัน พระเจ้าอัลฟอนโซจึงส่งทหารรักษาการของ[[ราชอาณาจักรอารากอน|อารากอน]]เข้าไปในหลายเมืองของ[[ราชอาณาจักรเลออน|เลออน]]และ[[ราชอาณาจักรกัสติยา|กัสติยา]] เหล่าบุคคบุคคลสำคัญจึงตั้งตนเป็นปรปักษ์ สงครามกลางเมืออุบัติขึ้นและดำเนินอยู่หลายปี หลายฝ่ายสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ของเด็กน้อยอัลฟอนโซอัลฟอนโซ รามิเรซ แต่ก็ทำได้ยากขึ้นเพราะความเข้ากันไม่ได้ของอูร์รากากับพระสวามีที่ไม่นานก็ขัดแย้งกัน อีกทั้ง[[สมเด็จพระสันตะปาปาปาสคาลที่ 2]] ยังทรงประกาศให้การแต่งงานไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา สุดท้ายทั้งคู่ก็แยกทางกันในปี ค.ศ. 1112
 
การทะเลาะเบาะแว้งยังคงดำเนินต่อไป ทั้งระหว่างขุนนางกับผู้ปกครองท้องถิ่น, ระหว่างกลุ่มบุคคลสำคัญที่เป็นอริกัน, ระหว่างอาร์ชบิชอปแห่งซานเตียโกกับอาร์ชบิชอปแห่งโตเลโด และระหว่างอูร์รากากับดิเอโก เฆลมิเรซ (อาร์ชบิชอปแห่งซานเตียโก) ดิเอโก เฆลมิเรซ กับอูร์รากาอัลฟอนโซ อัลฟอนโซรามิเรซได้รับการสวมมงกุฎจากเฆลมิเรซในปี ค.ศ. 1111 และการครองราชย์ในกาลิเซียของพระองค์เริ่มต้นขึ้นอย่างมีพระปรีชาสามารถ การสิ้นพระชนม์ของอูร์รากาในปี ค.ศ. 1126 ยุติช่วงเวลาหายนะในประวัติศาสตร์การเมืองในสมัยกลางของสเปนยุคคริสเตียน
 
== ต้นชีวิต ==
[[ไฟล์:Alfonso VI of Castile -.jpg|thumb|รูปปั้นแกะสลักของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 แห่งกัสติยา โดยฟรันซิสโก ฆาเวียร์ฆาบิเอร์ มาร์ติน เฟร์นันเดซ]]
อูร์รากาเสด็จพระราชสมภพที่[[บูร์โกส]]ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1079 พระองค์เป็นพระโอรสธิดาคนโตของ[[พระเจ้าอัลฟองโซที่ 6 แห่งเลออนและกัสติยา|พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 แห่งเลออนและกัสติยา]]กับพระมเหสีคนที่สอง กงสต็องซ์แห่งบูร์กอญสต็องส์แห่งบูร์กอญ และแม้ว่าทั้งคู่จะมีพระโอรสธิดาอีกหลายคน แต่อูร์รากาเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอดจนโต พระเจ้าอัลฟอนโซนั้นอภิเษกสมรสห้าครั้งและเป็นพระบิดาของพระโอรสธิดามากมาย แต่มีเพียงพระธิดาตามกฎหมายสามคนที่มีชีวิตรอด พระองค์ยังมีบุตรชายนอกสมรส ซันโช ที่พระองค์คิดจะแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อซึ่งเป็นการช่วงชิงสิทธิ์โดยชอบธรรมไปจากอูร์รากา แต่นับเป็นโชคดีของอูร์รากาที่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากซันโชเสียชีวิตในสมรภูมิในปี ค.ศ. 1108 ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นทายาทของพระเจ้าอัลฟอนโซ อูร์รากาได้รับการศึกษาอย่างดีและเนื่องจากเป็นไปได้ที่ถึงเวลาหนึ่งพระองค์จะต้องเป็นผู้ปกครอง พระองค์จึงได้รับอนุญาตให้ศึกษาแบบผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
 
== การแต่งงานครั้งแรก ==
อูร์รากาเป็นทายาทโดยสันนิษฐานของกษัตริย์ พระองค์จึงเป็นเจ้าสาวผู้เป็นที่หมายตาอย่างมาก พระองค์แต่งงานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองกับเรย์มงด์แห่งบูร์กอญแรมงแห่งบูร์กอญตอนพระชนมายุเพียง 8 พรรษา การแต่งงานอาจสมบูรณ์ตอนพระองค์พระชนมายุ 13 พรรษา เนื่องจากทรงให้กำเนิดทารกที่เสียชีวิตในครรภ์ตอนพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์มีบุตรกับเรมงด์แรมงอีกสองคน เป็นบุตรสาวชื่อซันชากับบุตรชายชื่ออัลฟอนโซที่อัลฟอนโซ (ต่อมาคือ[[พระเจ้าอัลฟองโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา|พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา]]) เรย์มงด์แรมงเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1107 หลังการประสูติของอัลฟอนโซไม่นาน
 
== การแต่งงานครั้งที่สอง ==
[[ไฟล์:Alfonso I de Aragón por Pradilla (1879).jpg|thumb|พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 1 แห่งอารากอนและนาวาร์ โดยฟรันซิสโก ปราดิยา ออร์ติสอี ออร์ติซ]]
อูร์รากาพระชนมายุเพียง 28 พรรษาตอนเป็นม่ายและกลายเป็นหญิงม่ายที่โด่งดังที่สุดในเวลานั้น ขุนนางหลายคนชิงชัยกันเพื่อให้ได้แต่งงานกับพระองค์ แต่ก่อนที่จะได้คนที่จะมาแต่งงานกับอูร์รากา พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 กลับสิ้นพระชนม์ เชื่อกันว่าการจากไปของพระองค์เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1109 ราชอาณาจักรไม่ควรอยู่แบบไร้ผู้ปกครอง อูร์รากาวัย 30 พรรษาจึงกลายเป็นพระราชินี จากนั้นพระองค์ก็ฝืนใจอภิเษกสมรสกับ[[พระเจ้าอัลฟอลโซที่ 1 แห่งอารากอนและนาวาร์|พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 1 แห่งอารากอนและนาวาร์]] แต่พระองค์ไม่มีความสุขกับการแต่งงาน พระองค์คัดค้านการแต่งงานกับชายผู้นี้ แต่ด้วยเป็นความประสงค์ของพระบิดา พระองค์จึงจำยอมต้องแต่งงานหลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตรืย์
 
พระองค์ไม่ใช่คนเดียวที่ไม่ยินดีกับการอภิเษกสมรส ข่าวการแต่งงานจุดชนวนการก่อกบฏในกาลิเซีย ขุนนางจำนวนมากในเลออน, กัสติยา และกาลิเซียต่อต้านการแต่งงานครั้งนี้ ทว่าการก่อกบฏของกาลิเซียใหญ่โตจนพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 1 ต้องยกทัพไปที่กาลิเซียและโจมตีปราสาทมองเตร์โมนเตร์โรโซในปี ค.ศ. 1110 อูร์รากาไม่เห็นชอบในเรื่องนี้ พระองค์กล่าวหาว่าอัลฟอนโซทำร้ายร่างกายและทิ้งพระสวามีไป สถานะของพระองค์ในฐานะพระราชินีและนักการเมืองแข็งแกร่งพอจนไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายมาหนุนหลัง แต่ไม่นานอูร์รากาก็มีคนรักคือโกเมซกอนซาเลซเคานต์โกเมซ กอนซาเลซ แต่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1111 ในสมรภูมิกันเดสปินา พระองค์มีคนรักอีกคนชื่อเปโดรกอนซาเลซเปโดร กอนซาเลซ เด ลารา และทั้งคู่มีบุตรนอกสมรสด้วยกันสองคนเป็นบุตรชายชื่อเฟร์นันโดเปเรซฟูร์ตาโดเฟร์นันโด เปเรซ ฟูร์ตาโด กับบุตรสาวชื่อเอลบิราเปเรซลบิรา เปเรซ เด ลารา ในปี ค.ศ. 1112 การแต่งงานระหว่างอูร์รากากับอัลฟอนโซถูกประกาศให้เป็นโมฆะ
 
== การรวมตัวกันของราชอาณาจักรของอูร์รากา ==
[[ไฟล์:Doña Urraca.jpg|thumb|รูปปั้นแกะสลักของพระราชินีอูร์รากาใน ''ปาร์เกเดลบุเอ็นปาร์เกเดลบูเอนเรติโร'' กรุงมาดริด ประเทศสเปน]]
ในช่วงที่ปกครอง อูร์รากาสามารถกอบกู้ดินแดนกลับคืนมา หาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และมีการทูตที่ยอดเยี่ยม ทำให้ราชอาณาจักรของพระองค์เจริญรุ่งเรือง นับเป็นโชคดีของพระองค์ที่มีเครือข่ายผู้สนับสนุนขนาดใหญ่ในกัลติยากัสติยา พระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1126 ด้วยพระชนมายุ 45 พรรษา อาจจะจากการคลอดบุตรซึ่งในตอนนั้นเป็นสาเหตุการตายโดยทั่วไปของผู้หญิง ทรงทิ้งเลออนและกัสติยาไว้ให้พระโอรส อัลฟอนโซ ร่างของพระองค์ถูกฝังที่มหาวิหารซันอินักบุญอิซิโดโรในประเทศสเปน
 
== อ้างอิง ==
140,293

การแก้ไข