ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ"

เก็บกวาดให้กระชับ บทความพระพุทธรูปไม่ใช้วัด มีข้อมูลในลิงค์โยงแล้ว ไม่ต้องลากมาใส่หมด
ไม่มีความย่อการแก้ไข
(เก็บกวาดให้กระชับ บทความพระพุทธรูปไม่ใช้วัด มีข้อมูลในลิงค์โยงแล้ว ไม่ต้องลากมาใส่หมด)
'''พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ''' (นิมิต จะต้องไม่มี ร สะกด) เป็น[[พระพุทธรูป]]ทรงเครื่องใหญ่ ประดิษฐานอยู่ที่[[วัดหน้าพระเมรุ]] มีพุทธลักษณะงดงามมาก นิยมเรียกโดยย่อว่า '''พระพุทธนิมิต''' หรือ พระพุทธนิมิตฯ เป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร นิยมเรียกโดยย่อว่า [[วัดหน้าพระเมรุ]] หรือ วัดพระเมรุ ตั้งอยู่ในตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ให้สังเกตชื่อ คำว่า นิมิต มีความหมายว่าเนรมิตจึงต้องไม่มีตัว ร สะกด นอกจากนี้ยังใช้คำว่า วิชิต สะกดด้วย ว มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าพิชิต และคำว่า สรรเพชญ ไม่ใส่ทัณฑฆาต หรือเครื่องหมาย ์ )
 
ขนาดและลักษณะ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถเป็นพระพุทธรูปปางโปรดพญาชมพูบดี (บ้างเรียกว่า [[ปางทรมานพระยามหาชมพู]]) หล่อด้วยทองสำริด ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้างประมาณ 4.5 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า) ทรงเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์<ref>[Ebook] ๑๐๘ องค์พระปฏิมา พระพุทธรูปคู่แผ่นดิน กรมการศาสนา http://www.dra.go.th/th/cmsdetail-4-59-1-3213.html</ref> บ้างว่าเป็นพระพุทธรูปประจำปีกุนด้วย
 
เรื่องราวของพระพุทธเจ้าทรงโปรดพญาชมพูบดี (บ้างเรียกว่า [[ปางทรมานพระยามหาชมพู]]) โดยย่อมีว่า พญาชมพูบดีเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ริษยาพระเจ้าพิมพิสารที่มีปราสาทงดงาม จึงมารุกรานข่มเหง จนพระเจ้าพิมพิสารไปพึ่งพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงเนรมิตพระนครให้ยิ่งใหญ่ และเนรมิตพระองค์เองเป็นพระจักรพรรดิ์ที่มีเครื่องทรงงดงามดุจพระพรหม แล้วทรงขอให้ท้าวสักกเทวราชแปลงเป็นราชทูตไปทูลเชิญพญาชมพูบดีมา พญาชมพูบดีตกตะลึงในความงดงามและยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า และแม้จะพยายามสำแดงอิทธิฤทธิ์ก็มิอาจเอาชนะพระพุทธเจ้าได้ จึงยอมแพ้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัลดาลให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพเดิม พญาชมพูบดีจึงเข้าใจ ต่อมาจึงทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์จึงทรงประธานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พญาชมพูบดีในที่สุด<ref>วัดพระเมรุราชิการาม จัดพิมพ์เนื่องในงานสมโภช 513 ปี วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559</ref>
 
ประวัติการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นพร้อมวัดหน้าพระเมรุ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ต่อมาสันนิษฐานว่าได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชกาลสมเด็จ[[พระเจ้าปราสาททอง]] เนื่องจากมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปปูนปั้น ที่ประดิษฐานอยู่ภายใน เมรุทิศ เมรุมุมของระเบียงคต [[วัดไชยวัฒนาราม]] ที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์ วัดนี้ยังได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ วัดหน้าพระเมรุรอดพ้นจากการถูกเผาและทำลายเมื่อคราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดหน้าพระเมรุและพระประธานองค์นี้ และพระราชทานนามพระประธานว่า 'พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ' <ref>พระพุทธปฏิมากรองค์สำคัญของประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547</ref> โดย พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 3 ในขณะนั้น ได้ปฏิสังขรณ์โดยรักษาแบบอย่างของเดิมไว้เป็นส่วนมาก รวมถึงคงลักษณะที่วัดนี้ไม่ได้ทำหน้าต่างไว้ มีแต่ช่องลูกกรงช่องเล็กๆ ซึ่งเป็นแบบนิยมในสมัยสุโขัยและสมัยอยุธยาตอนต้น สมัยนั้นในพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งรวมถึงภาพภิกษุณี <ref>จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของ นายตรี อมาตยกุล พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปณกิจศพนางริ้ว ประกาศสุขการ และนายสุธี ประกาศสุขการ ธันวาคม พ.ศ. 2509 หน้า 57 ถึง 60 และหน้า 60 ถึง 61</ref> แต่ผู้ซ่อมแซมในสมัยต่อๆ มาได้ฉาบปูนขาวทับไว้เสียหมด
 
วัดอันเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธนิมิตนี้ประดิษฐานที่วัดหน้าพระเมรุ วัดนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารเป็นครั้งแรกว่า ราวปี พ.ศ. 2106 พระเจ้าบุเรงนอง (ภายหลังนับเป็นมหาราชองค์ที่ 2 ของพม่า) และสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทำสัญญาสงบศึก โดยได้ตั้งพลับพลาสำหรับเป็นที่เสด็จมาทรงทำสัญญาในระหว่างวัดหน้าพระเมรุแห่งนี้กับวัดหัสดาวาส ซึ่งก็ได้เจรจาสงบศึกกันได้สำเร็จในที่สุด โดยกรุงศรีอยุธยายอมมอบช้างเผือก 4 ช้างให้แก่หงสาวดี มอบบุคคลที่เคยทัดทานมิให้มอบช้างเผือกแก่หงสาวดีไปเป็นตัวประกัน ยอมส่งช้างปีละ 30 เชือก และเงินอีกปีละ 300 ช่าง และยอมให้หงสาวดีมีสิทธิเก็บภาษีอากรในเมืองมะริด ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาก็ทรงต่อรองขอดินแดนที่ฝ่ายหงสาวดียึดไว้คืนทั้งหมด ฝ่ายหงสาวดีก็ยอมคืนแต่โดยดี และถอยกลับสู่หงสาวดี ทำให้ครั้งนั้นพระเจ้าบุเรงนองยังไม่ได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช เหตุการณ์เจรจาสงบศึกได้นี้เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาฯ เสียเอกราชครั้งที่ 1 ที่เกิดขึ้นในภายหลัง (ในปี พ.ศ. 2112)<ref>เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและบางสาระที่น่ารู้ในวังหลัง-วังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์ พิมพ์ครั้งที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559 หน้า 128 ถึง 129</ref>
 
อีกครั้งหนึ่งคือ ราวปี พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญา (ภายหลังนับเป็นมหาราชองค์ที่ 3 ของพม่า) ได้ยกทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา และตั้งทัพหลวงไว้ตรงทุ่งพระเมรุ พระเจ้าอลองพญาได้ทรงบัญชาการศึกและทรงสั่งการให้นำปืนใหญ่เข้ามาตั้งในเขตวัดหน้าพระเมรุ และให้จุดไฟยิงปืนใหญ่ข้ามไปยังพระราชวังหลวงฝั่งตรงข้าม ปรากฏว่าเกิดเหตุลูกปืนอุดทำให้ปืนใหญ่ระเบิดแตกออก ต้องพระวรกายของพระเจ้าอลองพญาจนสาหัส จนต้องถอยทัพและสิ้นพระชนม์เมื่อถอยยังไม่พ้นเมืองตาก เป็นอันยุติการรุกรานกรุงศรีอยุธยาไปอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์พระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บจนต้องถอยทัพและสิ้นพระชนม์นี้เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาฯ เสียเอกราชครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในภายหลัง (ในปี พ.ศ. 2310)<ref>เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและบางสาระที่น่ารู้ในวังหลัง-วังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์ พิมพ์ครั้งที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559 หน้า 346 ถึง 347</ref>
 
การกล่าวถึงในงานวรรณกรรม สุนทรภู่ กวีเอกของโลก ได้กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทอง ที่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 (หลังสิ้นรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นสมัยที่สุนทรภู่ได้รับราชการอยู่) ว่า
322

การแก้ไข