ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระครูสวางคมุนี (จัน)"

พระครูสวางคมุนี (จัน) เจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภานั้น นับเป็นพระเถระรูปสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานราชทินนามโบราณสำหรับพระสังฆราชาเมืองฝาง ที่ปรากฎมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะหลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองคณะสงฆ์ในเมืองฝางใหม่ โดยแยกตั้งเจ้าคณะเมืองอุตรดิฐขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเจ้าอธิการแสง [[วัดธรรมาธิปไตย|วัดท่าทราย]] ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูอุทิศติยวงษ์คีรีเขตร (แสง) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเมืองอุตรดิฐ เมือง[[ทุ่งยั้ง]] เมืองลำพูน (ตำบลแม่พูล อ.ลับแล ในปัจจบุัน) เมือง[[ลับแล]] ในปี พ.ศ. 2532<ref>ราชกิจจานุเบกษา, [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2432/013/107_1.PDF ตั้งตำแหน่งพระสงฆ์], เล่ม ๖ ตอน ๑๓, ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๒, หน้า ๑๐๙</ref> ซึ่งเขตปกครองของเจ้าคณะเมืองอุตรดิตถ์ฯ ใหม่ อยู่ในฝั่งขวาแม่น้ำน่านทั้งหมด
 
เมื่อพระครูสวางคมุนี (จัน) วัดคุ้งตะเภา มรณภาพลง และมีการตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ในปี พ.ศ. 2445 ก็รวมถึงเหตุการณ์ยกฐานะเมืองบางโพเป็นเมืองอุตรดิตถ์ ในต้นรัชกาลที่ 6 ทำให้พื้นที่ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเขตเมืองฝางได้ถูกรวมเข้ากับเมืองอุตรดิตถ์โดยสมบูรณ์ เพราะไม่ปรากฎการใช้ชื่อเมืองฝางในการตั้งหรือเรียกชื่อเมือง รวมถึงไม่ปรากฎการพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระสงฆ์รูปใดให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เมืองฝางอีก พระครูสวางคมุนี (จัน) วัดคุ้งตะเภา จึงเป็นพระเถระผู้ได้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เมืองฝาง ซึ่งเคยเป็นนามตำแหน่งสังฆราชาเจ้าคณะเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นรูปสุดท้าย<ref>พระมหาเทวประภาส วชิรญาณเมธี. (2560). '''สารพันบันทึกเล่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดคุ้งตะเภา : ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น'''. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.</ref> ปัจจุบันยังหลงเหลือฐานเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านใน[[วัดคุ้งตะเภา]]
 
== อ้างอิง ==
14,300

การแก้ไข