ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ทวารวดี"

(ลบลิงค์ พ ศ แก้คำผิด)
เผยแพร่พระพุทธศาสนาทั่วประเทศและนอก[[ประเทศอินเดีย]] และสมณทูตสายที่ 8 คือ[[พระอุตตรเถระ]]และ[[พระโสณเถร]]ะผู้เดินทางมายังดินแดนที่ชื่อ[[สุวรรณภูมิ]]นั้น สันนิษฐานกันว่าน่าจะหมายถึง ดินแดนในประเทศพม่า ไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน และยังเชื่อกันว่าเจดีย์องค์เดิมที่ [[พระปฐมเจดีย์]] สร้างครอบทับไว้น่าจะเป็นเจดีย์ที่สร้างขี้นในสมัยนั้น โดยอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับเจดีย์สาญจีของอินเดีย ส่วนอาคารพุทธสถานอื่น ๆ ที่ไม่เหลือปรากฏในปัจจุบัน อาจจะสร้างด้วยไม้จึงปรักหักพังไปหมด
 
ร่องรอยของโบราณสถานปรากฏหลักฐานแน่ชัดอายุเก่าที่สุดคือ สมัยทวารวดีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ทุกแห่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัย[[ราชวงศ์คุปตะ]]-หลังคุปตะ และ[[ราชวงศ์ปาละ]]ราวพุทธศตวรรษที่ 9-13 และ 14-16 ตามลำดับ โบราณสถานส่วนใหญ่สร้างขึ้นเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา กำหนดอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 เกือบทุกแห่งปรักหักพังเหลือแต่เฉพาะส่วนฐาน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ ฐาน'''สถูปเจดีย์พบมากที่สุดกระจายอยู่ตามเมืองโบราณต่าง''' ทุกแห่ง นอกนั้นเป็นฐาน'''วิหารที่พบน้อย''' และ '''สีมาหรือหลักกำหนดเขตบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบพิธีกรรมในศาสนา ซึ่งมักพบตามเมืองโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ'''
 
====สถูปเจดีย์====
[[ไฟล์:1stkmdpagoda.JPG|thumb|250px|right|พระฐานเจดีย์หมายเลข 1 วัดเขากลุ่มโบราณสถานโคกไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์]]
[[ไฟล์:2ndkmdpagoda.JPG|thumb|250px|right|พระฐานเจดีย์หมายเลข 2 วัดเขากลุ่มโบราณสถานโคกไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์]]
 
สถูปเจดีย์สมัยทวารวดี คงจะสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้เป็นอุเทสิกเจดีย์ (เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์หรือบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว) มากที่สุด จากหลักฐานที่เหลืออยู่เพียงเฉพาะส่วนฐานนั้น สามารถแบ่งตามลักษณะแผนผังได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ฐานรูปกลม ฐานรูปสี่เหลี่ยม ฐานรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม และฐานแปดเหลี่ยม หรือสามารถแบ่งตามรายละเอียดที่ต่างกันได้เป็น 13 รูปแบบย่อย ซึ่งแต่ละแบบล้วนแสดงวิวัฒนาการที่ สืบทอดจากต้นแบบในอินเดียเป็นระยะ ๆ และยังเป็นต้นแบบให้สถูปเจดีย์ในยุคต่อ ๆ มาด้วย คือ
* '''แบบที่ 1''' สถูปเจดีย์ฐานกลม น่าจะเป็นแบบที่เก่าที่สุด รับอิทธิพลต้นแบบมาจากสถูปสาญจีของอินเดียเช่น โบราณสถานหมายเลข 3 (ภูเขาทอง) ที่[[อำเภอศรีมโหสถ]] [[จังหวัดปราจีนบุรี]] สถูปกลมที่อู่ทอง [[จังหวัดสุพรรณบุรี]] และพระปฐมเจดีย์องค์เดิม [[จังหวัดนครปฐม]] เป็นต้น ลักษณะการก่อสร้างใช้ดินแลงอัดหรือก่ออิฐ สถูปเจดีย์ลักษณะนี้น่าจะเหมือนต้นแบบคือลักษณะเป็นครึ่งวงกลม มีเวทิกาหรือรั้วกั้นโดยรอบ บนองค์สถูปประดับด้วยหรรมิกาหรือบัลลังก์ และมีฉัตรซ้อนกันสามชั้น และอาจมีบันไดทางขึ้นเพื่อกระทำประทักษิณและมีประตูทางเข้าขนาดใหญ่สี่ทิศ (โตรณะ)
 
* '''แบบที่ 2''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีองค์สถูปรูปทรงกลมก่อข้างบน แต่ปัจจุบันสถูปกลมได้พังทลายหมด เช่น โบราณสถานหมายเลข 8, 9, 11 และ 15 ที่บ้านโคกไม้เดน [[จังหวัดนครสวรรค์]] โบราณสถานหมายเลข 11 ที่[[อำเภออู่ทอง]] [[จังหวัดสุพรรณบุรี]] และโบราณสถานหมายเลข 6, 20 และ 23/2 ที่[[อำเภอศรีมโหสถ]] [[จังหวัดปราจีนบุรี]] เป็นต้น สันนิษฐานว่าองค์สถูปเดิมน่าจะมีลักษณะคล้ายหม้อน้ำหรือบาตรคว่ำ ตอนบนประดับด้วยฉัตรเป็นชั้น ๆ ปลายสุดมียอดรูปดอกบัวตูมและที่แท่น (หรรมิกา) ที่ตั้งก้านฉัตรมีคาถาเย ธมฺมา สลักอยู่
 
* '''แบบที่ 3''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีองค์สถูปก่อข้างบน มีแนวบันไดเพียงด้านเดียว แนวบันไดบางครั้งก่ออิฐเป็นรูปอัฒจันทร์ เช่นโบราณสถานหมายเลข 13, 16 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์
 
* '''แบบที่ 4''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้นจัตุรัส ฐานชั้นที่สองทำแต่ละด้านมีมุขยื่น เหนือขึ้นไปเป็นช่องสถูปกลม พบที่ ให้สวยงาม เช่นโบราณสถานหมายเลข 4 ที่บ้านโคกไม้เดน [[จังหวัดนครสวรรค์ ]]
 
* '''แบบที่ 5''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซ้อนทับบนฐานแปดเหลี่ยมล่างแต่ละด้านมีสถูปจำลองประดับที่มุมทั้งสี่ เช่นพบที่โบราณสถานหมายเลข 7 และ 102 ที่ บ้านโคกไม้เดนอำเภออู่ทอง จังหวัดนครสวรรค์<ref>[http://travel.sanook.com/north/nakornsawan/nakornsawan_01975.phpสุพรรณบุรี โบราณสถานบ้านโคกไม้เดนและวัดพระเมรุ จังหวัดนครสวรรค์]</ref>นครปฐม
 
* '''แบบที่ 6''' สถูปเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานมีช่องประดิษฐานพระพุทธรุปปูนปั้น ล้อมรอบด้วยลานประทักษิณ เช่นโบราณสถานหมายเลข 51 ที่อำเภออู่ทองบ้านคูบัว จังหวัดสุพรรณบุรีราชบุรี
 
* '''แบบที่ 7''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น มีลานประทักษิณรอบ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วฐานชั้นที่เว้นสองทำเป็นช่องประตูทางเข้าออกด้านทิศตะวันตกอีกชั้นหนึ่ง ที่ลานประทักษิณมีบันไดขึ้นลง 3ให้สวยงาม ด้าน (ยกเว้นทิศตะวันตก) เดิมอาจมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป พบที่เช่นโบราณสถานหมายเลข 24 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์
 
* '''แบบที่ 8''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันสองชั้น ย่อเก็จทุกด้านมีลานประทักษิณรอบ ฐานแบ่งเป็นล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่เว้นช่องประตูทางเข้าออกด้านทิศตะวันตกอีกชั้นหนึ่ง ที่ลานประทักษิณมีบันไดขึ้นลง ใหญ่เล็กสลับกัน3 ประดับด้วยภาพปูนปั้นเล่าเรื่องชาดกด้าน (ยกเว้นทิศตะวันตก) และเดิมอาจมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปสัตว์เช่น สิงห์ กินรี เช่นพบที่โบราณสถานหมายเลข 32 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์
 
* '''แบบที่ 9''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานล่างแต่ละย่อเก็จทุกด้านมีสถูปจำลอง ฐานแบ่งเป็นช่อง ๆ ใหญ่เล็กสลับกัน ประดับที่มุมทั้งสี่ด้วยภาพปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก พบที่และรูปสัตว์เช่น สิงห์ กินรี เช่นโบราณสถานหมายเลข 23 ที่อำเภออู่ทองบ้านโคกไม้เดน จังหวัดสุพรรณบุรีนครสวรรค์ และวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม
 
* '''แบบที่ 1210''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อเก็จ ตั้งซ้อนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมที่ใช้เป็นลานประทักษิณ ที่ลานมีบันไดยื่นทั้งสี่ทิศและมีอัฒจันทร์อยู่ทุกด้าน ท้องไม้ของลานประทักษิณมีเสาอิงแบ่งเป็นช่องประดับภาพชาดก องค์สถูปประดับด้วยพระพุทธรูปยืนในซุ้มแต่ละด้าน เช่น[[เจดีย์จุลประโทน]] จังหวัดนครปฐม
* '''แบบที่ 10''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านมีมุขยื่น เหนือขึ้นไปเป็นสถูปกลม พบที่ บ้านโคกไม้เดน [[จังหวัดนครสวรรค์]]
 
* '''แบบที่ 11''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซ้อนทับบนฐานมีช่องประดิษฐานพระพุทธรุปปูนปั้น ล้อมรอบด้วยลานประทักษิณแปดเหลี่ยม เช่นโบราณสถานหมายเลข 17 และ 10 ที่ บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์<ref>[http://travel.sanook.com/north/nakornsawan/nakornsawan_01975.php โบราณสถานบ้านคูบัวโคกไม้เดน จังหวัดราชบุรีนครสวรรค์]</ref>
 
* '''แบบที่ 12''' สถูปเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม เช่นโบราณสถานหมายเลข 5 ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
* '''แบบที่ 12''' สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อเก็จ ตั้งซ้อนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมที่ใช้เป็นลานประทักษิณ ที่ลานมีบันไดยื่นทั้งสี่ทิศและมีอัฒจันทร์อยู่ทุกด้าน ท้องไม้ของลานประทักษิณมีเสาอิงแบ่งเป็นช่องประดับภาพชาดก องค์สถูปประดับด้วยพระพุทธรูปยืนในซุ้มแต่ละด้าน เช่น[[เจดีย์จุลประโทน]] จังหวัดนครปฐม
 
* '''แบบที่ 13''' สถูปเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมซ้อนสองชั้น ฐานแต่ละด้านทำเป็นช่องแบบซุ้มพระด้านละสองซุ้ม นับเป็นแบบสวยพิเศษสุด พบที่โบราณสถานหมายเลข 13ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
3. สถูปที่มีองค์ระฆังคล้ายหม้อน้ำ ยอดสถูปคล้ายกรวยแต่มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ ซ้อนติดกัน
 
====วิหาร ====
เป็นอาคารที่คู่มากับการสร้างวัดตั้งแต่[[สมัยพุทธกาล]]ในอินเดีย เดิมหมายถึงอาคารที่เป็นที่อยู่ของ[[พระภิกษุ]] สงฆ์ ต่อมาเมื่อมีพระภิกษุเพิ่มขึ้นวิหารจึงเป็นที่ประชุมสังฆกรรม และใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปตัวแทนของพระพุทธองค์อันเป็นประธานของการประชุมนั้น
 
 
# วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานสูง เช่นวิหารวัดโขลง ที่คูบัว [[จังหวัดราชบุรี]] มีบันไดขึ้นด้านทิศตะวันออกสู่ลานประทักษิณ ฐานประดับเสาอิงและซุ้ม แต่เดิมคงจะมีภาพปูนปั้นประดับอยู่
# วิหารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน คือวิหารที่วัดพระเมรุ [[จังหวัดนครปฐม]] มีฐานรองรับ มีมุขทางเข้าทั้งสี่ทิศตรงกับพระพุทธรูปสี่องค์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า ด้านภายในวิหารผนังทึบตัน สี่ด้านมี
 
[[ใบสีมา]] หรือ [[ใบเสมา]] (Sema หรือ Boundary stone) หมายถึง เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมสงฆ์ เป็นเขตที่สงฆ์ทั้งหลายต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน เนื่องด้วยพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้สงฆ์ต้องทำอุโบสถ ปวารณาและโดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดพร้อมกันเดือนละ 2 ครั้ง จึงทรงกำหนดเขตสีมาที่มีเครื่องหมาย (นิมิต) ที่เป็นที่ทราบกัน นิมิตที่ทรงกำหนดมี 8 อย่างได้แก่ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก ถนน แม่น้ำ และน้ำ และเขตสีมาที่สมบูรณ์ต้องมีขนาดใหญ่พอที่พระสงฆ์ 21 รูปเข้าไปนั่งหัตถบาสได้ แต่ไม่กว้างเกิน 3 โยชน์ แต่เดิมครั้งพุทธกาลเขตสีมาน่าจะกำหนดเพื่อแสดงเขตวัดหรืออารามคล้ายกำแพงวัด ในปัจจุบันมิใช่กำหนดเฉพาะเขตอุโบสถเท่านั้น ต่อมาจึงมีการนำสีมามาปักรอบเป็นเขตอุโบสถแทนเพื่อเป็นการแสดงเขตสังฆกรรมชุมนุมสงฆ์โดยเฉพาะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเริ่มเมื่อใดนั้นยังไม่อาจหาหลักฐานได้ การกำหนดนิมิตของสีมามีจุดกำหนดอย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ 3 แห่งเป็นใช้ได้ จึงเกิดวงสีมาเป็นรูปต่าง ๆ คือ รูปสามเหลี่ยม (สีมามีนิมิต 3 แห่ง) รูปสี่เหลี่ยมต่างๆ (สีมามีนิมิต 4 แห่ง) รูปตะโพน (สีมามีนิมิต 6 แห่ง)
====สีมา====
[[ใบสีมา]] หรือ [[ใบเสมา]] (Sema หรือ Boundary stone) หมายถึง เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมสงฆ์ เป็นเขตที่สงฆ์ทั้งหลายต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน เนื่องด้วยพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้สงฆ์ต้องทำอุโบสถ ปวารณาและโดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดพร้อมกันเดือนละ 2 ครั้ง จึงทรงกำหนดเขตสีมาที่มีเครื่องหมาย (นิมิต) ที่เป็นที่ทราบกัน นิมิตที่ทรงกำหนดมี 8 อย่างได้แก่ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก ถนน แม่น้ำ และน้ำ และเขตสีมาที่สมบูรณ์ต้องมีขนาดใหญ่พอที่พระสงฆ์ 21 รูปเข้าไปนั่งหัตถบาสได้ แต่ไม่กว้างเกิน 3 โยชน์ แต่เดิมครั้งพุทธกาลเขตสีมาน่าจะกำหนดเพื่อแสดงเขตวัดหรืออารามคล้ายกำแพงวัด ในปัจจุบันมิใช่กำหนดเฉพาะเขตอุโบสถเท่านั้น ต่อมาจึงมีการนำสีมามาปักรอบเป็นเขตอุโบสถแทนเพื่อเป็นการแสดงเขตสังฆกรรมชุมนุมสงฆ์โดยเฉพาะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเริ่มเมื่อใดนั้นยังไม่อาจหาหลักฐานได้ การกำหนดนิมิตของสีมามีจุดกำหนดอย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ 3 แห่งเป็นใช้ได้ จึงเกิดวงสีมาเป็นรูปต่าง ๆ คือ รูปสามเหลี่ยม (สีมามีนิมิต 3 แห่ง) รูปสี่เหลี่ยมต่างๆ (สีมามีนิมิต 4 แห่ง) รูปตะโพน (สีมามีนิมิต 6 แห่ง)
 
สีมา พบตั้งแต่สมัยทวารวดี โดยพบมากใน[[ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]] เช่นที่บ้านกุดโง้ง [[จังหวัดชัยภูมิ]] ที่ เมืองโบราณฟ้าแดดสูงยาง [[จังหวัดกาฬสินธุ์]] ที่บ้านตาดทอง [[จังหวัดยโสธร]] ที่วัดพุทธมงคล [[อำเภอกันทรวิชัย]] [[จังหวัดมหาสารคาม]] เป็นต้น สีมาทวารวดีพบว่ามีการปักรอบสถูปเจดีย์ด้วย และบ่อยครั้งไม่พบซากอาคารเข้าใจว่าอาคารเดิมอาจสร้างด้วยไม้จึงผุพังไป บางแห่งปัก 3 ใบและบางแห่งพบถึง 15 ใบ นอกจากนี้บางครั้งยังพบปักรอบเพิงหินธรรมชาติ เช่น ที่หอนางอุสา [[อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท]] [[จังหวัดอุดรธานี]] ซึ่งบริเวณนี้อาจเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อผู้คนหันมานับถือศาสนาพุทธจึงนำคติการใช้วัฒนธรรมหินปักหินตั้งเข้าผสมกับคติทางศาสนา มีการปักสีมาขึ้นกลายเป็นวัดป่าหรืออรัญญวาสีไป สีมาสมัยทวารวดีพบหลายแบบทั้งเป็นแผ่นคล้ายเสมาปัจจุบัน เป็นเสากลมหรือแปดเหลี่ยมหรือรูปสี่เหลี่ยม โดยทั่วไปสลักจากหินทราย มีขนาดใหญ่สูงตั้งแต่ 0.80 - 3 เมตร มีภาพสลักโดยทั่วไปเป็นภาพสถูปยอดแหลม หรือสลักภาพเล่าเรื่องชาดก ภาพพุทธประวัติ และลายผักกูดก้านขดเป็นต้น
ผู้ใช้นิรนาม