ผลต่างระหว่างรุ่นของ "แกร์ท ฟ็อน รุนท์ชเต็ท"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
{{Infobox military person
|name= คาร์ล รูดอล์ฟด็อล์ฟ แกร์ดแกร์ท ฟอนฟ็อน รุนด์ชเตดท์รุนท์ชเต็ท
|image= [[ไฟล์:Bundesarchiv Bild 183-S37772, Gerd v. Rundstedt.jpg|250px]]
|คำอธิบาย= คาร์ล รูดอล์ฟด็อล์ฟ แกร์ดแกร์ท ฟอนฟ็อน รุนด์ชเตดท์รุนท์ชเต็ท
|birth_date= [[12 ธันวาคม]] [[ค.ศ. 1875]]
|death_date= [[24 กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 1953]]
|death_place=[[ฮันโนเฟอร์]] [[รัฐนีเดอร์ซัคเซิน]] [[เยอรมนีตะวันตก]]
|nickname= "อัศวินดำ"
|branch=[[กองทัพบก (เวร์มัคท์แวร์มัคท์)|กองบัพบก]]
|serviceyears= ค.ศ. 1892 - 1945
|rank=[[จอมพล]]
|allegiance={{flag|German Empire}} <br/>{{flag|Weimar Republic}}<br/>{{flag|Nazi Germany}}
|branch=[[กองทัพบกเยอรมัน (เวร์มัคท์แวร์มัคท์)|กองทัพบก]]
|battles= [[สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง]]<br>[[สงครามโลกครั้งที่สอง]]
|awards=[[กางเขนเหล็กกางเขนอัศวิน]]<br />
}}
 
'''คาร์ล รูดอล์ฟด็อล์ฟ แกร์ดแกร์ท ฟอนฟ็อน รุนด์ชเตดท์รุนท์ชเต็ท''' ({{lang-de|Karl Rudolf Gerd von Rundstedt}}; [[12 ธันวาคม]] [[ค.ศ. 1875]] - [[24 กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 1953]]) เป็น[[จอมพล]]แห่งกองทัพบกเยอรมันในช่วง[[สงครามโลกครั้งที่สอง]] ผู้ได้รับสมญานามว่า '''"อัศวินดำ"''' (Black Knight)
 
== สงครามโลกครั้งที่สอง ==
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น เขาถูกเรียกตัวกลับมารับราชการทหารอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำกองทัพกลุ่มใต้ระหว่างการรุกรานโปแลนด์ และในระหว่างการรบในฝรั่งเศส เขาได้บัญชาการกองพลแพนเซอร์พันท์เซอร์ 7 หน่วย กองพลยานยนต์ทหารราบ 3 หน่วย และกองพลทหารราบ 35 หน่วย
 
แกร์ดแกร์ท ฟอนฟ็อน รุนด์ชเตดท์รุนท์ชเต็ทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจอมพลเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม [[ค.ศ. 1940]] และมีส่วนในการวางแผน[[ปฏิบัติการสิงโตทะเล]] เมื่อแผนการบุกดังกล่าวถูกเลื่อนเวลาออกไป เขาจึงเป็นผู้บัญชาการกองกำลังยึดครองและได้รับมอบหมายให้สร้างแนวป้องกันทางทะเลตามชายฝั่งของ[[ประเทศเนเธอร์แลนด์|เนเธอร์แลนด์]] [[ประเทศเบลเยียม|เบลเยียม]] และ[[ประเทศฝรั่งเศส|ฝรั่งเศส]]
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น เขาถูกเรียกตัวกลับมารับราชการทหารอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำกองทัพกลุ่มใต้ระหว่างการรุกรานโปแลนด์ และในระหว่างการรบในฝรั่งเศส เขาได้บัญชาการกองพลแพนเซอร์ 7 หน่วย กองพลยานยนต์ทหารราบ 3 หน่วย และกองพลทหารราบ 35 หน่วย
 
แกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจอมพลเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม [[ค.ศ. 1940]] และมีส่วนในการวางแผน[[ปฏิบัติการสิงโตทะเล]] เมื่อแผนการบุกดังกล่าวถูกเลื่อนเวลาออกไป เขาจึงเป็นผู้บัญชาการกองกำลังยึดครองและได้รับมอบหมายให้สร้างแนวป้องกันทางทะเลตามชายฝั่งของ[[ประเทศเนเธอร์แลนด์|เนเธอร์แลนด์]] [[ประเทศเบลเยียม|เบลเยียม]] และ[[ประเทศฝรั่งเศส|ฝรั่งเศส]]
 
=== ปฏิบัติการบาร์บารอสซา ===
{{ดูเพิ่มที่|ปฏิบัติการบาร์บารอสซา|แนวรบด้านตะวันออก (สงครามโลกครั้งที่สอง)}}
 
ระหว่างปฏิบัติการบาร์บารอสซา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน [[ค.ศ. 1941]] เขาได้รับมอบอำนาจบัญชาการกองทัพกลุ่มใต้ ซึ่งประกอบด้วยกองพลทหารราบ 52 หน่วย และกองพลแพนเซอร์พันท์เซอร์ 5 หน่วย บุกเข้าไปใน[[สหภาพโซเวียต]] เมื่อถึงเดือนกันยายน กองทัพกลุ่มใต้สามารถยึด[[เคียฟ]] ในปฏิบัติการโอบล้อมสองครั้ง ทำให้สตาลินจำเป็นต้องละทิ้งเมืองไว้ กองทัพเยอรมันอ้างว่าตนสามารถจับเชลยศึกชาวโซเวียตได้กว่า 665,000 นาย หลังจากนั้น จึงเป็นผู้บัญชาการการโจมตีคาร์คอฟและรอสตอฟในเวลาต่อมา เขามีความเห็นคัดค้านการเดินหน้ารุกรานสหภาพโซเวียตต่อไปในฤดูหนาวและแนะนำให้ฮิตเลอร์สั่งหยุดการโจมตีไว้ก่อน แต่ข้อเสนอของเขาไม่ได้รับความเห็นชอบ
 
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1941 เขาเกิดอาการ[[กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด]] แต่เขาปฏิเสธที่จะได้รับการรักษาพยาบาล และยืนยันที่จะบัญชาการรบต่อไป หลังจากตีได้รอสตอฟ เมื่อวันที่ [[21 พฤศจิกายน]] แล้ว แต่กองทัพเยอรมันถูกตีโต้กลับมา เขาจึงสั่งการให้กองทัพบางส่วนล่าถอย ฮิตเลอร์โกรธมาก จึงสั่งให้นายพล[[วัลเทอร์ ฟอนฟ็อน ไรเชอเนา]] บัญชาการรบแทน
 
=== แนวรบด้านตะวันตก ===
{{ดูเพิ่มที่|แนวรบด้านตะวันตก (สงครามโลกครั้งที่สอง)}}
 
ฮิตเลอร์เรียกตัวแกร์ดแกร์ท ฟอนฟ็อน รุนท์ชเต็ท รุนด์ชเตดท์กลับเข้ารับหน้าที่ดังเดิมในกองบัญชาการกองทัพเยอรมันด้านตะวันตก ในเดือนมีนาคม [[ค.ศ. 1942]] แต่การทำงานของเขาล่าช้า จนกระทั่งถึงฤดูใบไม้ผลิ [[ค.ศ. 1943]] ก็ยังแทบไม่มีการสร้างป้อมปราการใดตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเลย จนเมื่อเออร์วิน[[แอร์วีน รอมเมลร็อมเมิล]] ได้รับมอบหมายมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา จึงค่อยได้เห็นความคืบหน้าการก่อสร้างบ้าง
 
ส่วนแผนการป้องกันทางทะเล เขาเห็นว่า ควรจะมีการจัดวางกำลังยานเกราะอยู่ในแนวหลัง เพื่อที่จะได้สั่งโจมตีพื้นที่ที่กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกมา แต่จอมพลรอมเมลไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว เขาเห็นว่า ควรจะจัดวางกำลังยานเกราะใกล้กับแนวชายฝั่ง โดยอยู่นอกวิถีของปืนใหญ่ฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนทางด้านฟอนฟ็อน รุนด์ชเตดท์รุนท์ชเต็ทถูกชักจูงให้เชื่อว่า การยกพลขึ้นบกตามแนวชายฝั่งทางด้านตะวันตกของฝรั่งเศสจะไม่เกิดขึ้น และควรจะมีการวางกำลังยานเกราะเพียงเล็กน้อยไว้ที่นั้น ทำให้มีกองกำลังยานเกราะเพียงสองกองพลป้องกันเขต[[นอร์มังดีนอร์ม็องดี]] ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียมหาศาลเมื่อการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรมาถึง
 
หลังจาก[[การรุกรานนอร์มังดีนอร์ม็องดี|การยกพลขึ้นบกในนอร์มังดีนอร์ม็องดี]] เมื่อเดือนมิถุนายน [[ค.ศ. 1944]] เขาได้กระตุ้นให้ฮิตเลอร์เจรจาสันติภาพกับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่เมื่อเขาถูกปฏิเสธ ว่ากันว่า เขาได้ระเบิดออกมาว่า "''"สงบศึกซะ ไอ้โง่"''" ฮิตเลอร์ได้ปลดเขาออก และแทนที่โดยจอมพล [[กึนเทอร์ ฟอนฟ็อน คลูเกอ]]
 
กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 เขาได้รับตำแหน่งในกองบัญชาการกองทัพเยอรมันด้านตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง เขาได้รวบรวมกองกำลังเพื่อต่อกรกับ[[ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน]]อย่างรวดเร็ว และได้รับชัยชนะ เขาถูกปลดออกจากกองบัญชาการอีกครั้งหนึ่งในเดือนมีนาคม [[ค.ศ. 1945]] เนื่องจากเขาบอกกับเคย์เทลว่า ฮิตเลอร์ควรจะเจรจาสันติภาพกับฝ่ายสัมพันธมิตร ดีกว่าสู้รบในสงครามอันสิ้นหวังนี้
 
== หลังสงคราม ==
ในวันที่ [[1 พฤษภาคม]] [[ค.ศ. 1945]] เขาถูกจับกุมตัวโดยกองพลทหารราบที่ 36 แห่งสหรัฐอเมริกาจับกุม ระหว่างการถูกควบคุมตัว เขาประสบกับภาวะหัวใจขาดเลือดอีกครั้งหนึ่ง และได้ถูกนำตัวไปพิจารณาคดีที่เกาะอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษแจ้งข้อกล่าวหาเขาในฐานะอาชญากรสงคราม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสุขภาพอันย่ำแย่ของเขา เขาจึงถูกปล่อยตัวโดยไม่มีการพิจารณาคดีในปี [[ค.ศ. 1948]] และอาศัยอยู่ใน[[ฮานโนเฟอร์ฮันโนเฟอร์]] จนกระทั่งเสียชีวิต
 
ในวันที่ [[1 พฤษภาคม]] [[ค.ศ. 1945]] เขาถูกจับกุมตัวโดยกองพลทหารราบที่ 36 แห่งสหรัฐอเมริกา ระหว่างการถูกควบคุมตัว เขาประสบกับภาวะหัวใจขาดเลือดอีกครั้งหนึ่ง และได้ถูกนำตัวไปพิจารณาคดีที่เกาะอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษแจ้งข้อกล่าวหาเขาในฐานะอาชญากรสงคราม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสุขภาพอันย่ำแย่ของเขา เขาจึงถูกปล่อยตัวโดยไม่มีการพิจารณาคดีในปี [[ค.ศ. 1948]] และอาศัยอยู่ใน[[ฮานโนเฟอร์]] จนกระทั่งเสียชีวิต
 
== อ้างอิง ==
 
{{คอมมอนส์|Gerd von Rundstedt|แกร์ท ฟ็อน รุนท์ชเต็ท}}
 
* Bungay, Stephen. ''The Most Dangerous Enemy: A History of the Battle of Britain''. London: Aurum Press 2000. ISBN 1-85410-721-6(hardcover), ISBN 1-85410-801-8(paperback 2002).
132,236

การแก้ไข