ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ภาษาผู้ไท"

ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
|glottorefname=ผู้ไท
}}
'''ภาษาผู้ไท''' (เขียน '''ผู้ไทยไท''' หรือ '''ภูไท''' ก็มี) เป็นภาษาในตระกูลภาษาไท-กะได มีผู้พูดจำนวนไม่น้อย กระจัดกระจายในภูมิภาคต่าง ๆ ของ[[ประเทศไทย|ไทย]]และ[[ประเทศลาว|ลาว]] เข้าใจว่า ผู้พูดภาษาผู้ไทมีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมอยู่ในเมือง '''นาน้อยอ้อยหนู''' ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า เมืองนาน้อยอ้อยหนู อันเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของผู้ไทอยู่ทีไหน เพราะปัจจุบันมีเมืองนาน้อยอ้อยหนูอยู่ถึงสามแห่ง ตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองแถงหรือปัจจุบันคือจังหวัด[[เดียนเบียนฟู]] แห่งที่สองอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองแถง และแห่งที่สามอยู่ห่างจากเมืองลอของเวียดนามประมาณ 10 กิโลเมตร
 
[[ชาวไทดำ]]กับผู้ไทเป็นคนละชาติพันธุ์กัน นักภาษาศาสตร์สันนิษฐานว่า อพยพแยกจากกันนานกว่า 1,500 ปีมาแล้ว ในปัจจุบัน มีการจัดให้ภาษาผู้ไทเป็นกลุ่มย่อยของ[[ภาษาไทดำ]]ซึ่งไม่ถูกต้อง ผู้ไทอพยพจากนาน้อยอ้อยหนูไปอยู่ที่เมืองวังอ่างคำ ซึ่งคือเมืองวีระบุรี ใน[[แขวงสุวรรณเขต]] [[ประเทศลาว]] ก่อนถูกกวาดต้อนมาอยู่ในดินแดนประเทศไทยเมื่อไม่ถึง 200 ปีมานี้ ผู้ไทที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงมีจำนวนไม่น้อย แต่ผู้ไทซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแถบแขวงสุวรรณเขตและ[[แขวงคำม่วน]]ในลาว ก็ยังมีประปราย มักจะเรียกผู้ไททั้งสองกลุ่มนี้รวม ๆ กันว่า "ผู้ไทสองฝั่งโขง"
 
==ความเป็นมาของคน ภูไท หรือ ผู้ไทยไท ในประเทศสยาม==
 
เมื่อ พ.ศ. 2369 (ก่อนสงครามเจ้าอนุวงศ์) ตรงกับในสมัย[[รัชกาลที่ 3]] ที่เมืองวังมีความวุ่นวาย เกิดขัดแย้งภายในของกลุ่มผู้ไท ที่มีเมืองวังเป็นเมืองหลัก ได้มีไทครัวผู้ไทกลุ่มหนึ่งอพยพมาตั้งบ้านเรือนในฝั่งขวาแม่น้ำโขง มีนายไพร่ รวม 2,648 คน ต่อมาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย ในปี พ.ศ. 2373  พระสุนทรราชวงษา เจ้าเมือง[[ยโสธร]] ว่าราชการอยู่เมือง[[นครพนม]]ได้มีใบบอกขอตั้งบ้านดงหวายเป็นเมือง "[[เรณูนคร]]" ต่อมา ร.3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านบุ่งหวาย ขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร  และตั้งให้ ท้าวสาย หัวหน้าไทครัวผู้ไทเป็น "พระแก้วโกมล" เจ้าเมืองเรณูนคร คนแรก ขึ้นเมืองนครพนม(ในปี พ.ศ. 2387) ซึ่งคือท้องที่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมในปัจจุบันนั่นเอง (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ) ชาวผู้ไทเรณูนคร จึงเป็นชาวผู้ไทกลุ่มแรกที่อพยพมาอยู่ในเขตฝั่งขวาแม่น้ำโขง(หมายถึงผู้ไทที่เป็นบรรพบุรุษของคนผู้ไทในอิสานปัจจุบัน)
| เสียงขึ้นจมูก|| -||/ม/||/น/ ||/ญ/||/ง/||-
|-
|เสียงเสียดแทรก || /ฟ/|| // || -||- ||- ||//
|-
|กึ่งสระ || /ว/|| - || -||/ย/ ||- ||-
*เขา (เขาสัตว์) = เหา
 
2. เสียงสระ "ใ" ในภาษาไทยจำนวน 15 คำ (อีก 4 คำ คือ ใฝ่,ใคร่,หลงใหล,ใช่ ไม่มีในภาษาผู้ไท ส่วนคำว่า ใส ใช้เหมือนกันกับภาษาไทย) ออกเสียงเป็น "เออ" และสระ "ไ" บางคำก็ออกเสียงเป็น "เออ" เช่น
{| class="wikitable"
*ใหญ่ = เญอ
|+
*ใหม่ = เมอ
!
*ให้ = เห้อ
!
*ลูกสะใภ้ = ลุเภ้อ
!
*ใช้ = เซ้อ
!
*ใจ = เจ๋อ
|-
*ใส่ = เซอ
|
*ใคร = เพอ
|
*ใบ = เบ๋อ
|
*ใด,ไร = เลอ
|
*ใน = เนอ, เด้อ
|-
*ใต้ =เต้อ
|
*ใบ้ = เบ้อ
|
*ใย = เยอ
|
*ใกล้ = เค่อ,เก้อ
|
*ไหม (ปรับ) = เหมอ
|-
*ตะไคร้, หัวสิงไค = โหซิเคอ
|
*ไต = เต๋อ
|
*ใด,ไร,ไหร่,ไหน = เลอ
|
*ไร่นา = เฮ้อนา
|
|}
 
3. ภาษาผู้ไทใช้แต่เพียงสระเดี่ยว ไม่มีสระผสม เช่นเดียวกับภาษาลื้อ ไตขืน ไทใหญ่ เช่น
*ผัว = โผ
4

การแก้ไข