ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สุวิทย์ ทองประเสริฐ"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ไม่มีความย่อการแก้ไข
ไม่มีความย่อการแก้ไข
หลังจากการยึดอำนาจของ คสช. นายสุวิทย์ซึ่งยังบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ก็เคลื่อนไหวแสดงตนอยู่ฝ่าย คสช. มาโดยตลอด และไล่แจ้งจับศัตรูทางการเมืองของตนเอง และผู้ที่เขาไปด่าทอตนเองในเฟชบุ๊ค ซึ่งเป็นที่ไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก
 
จนกระทั่งวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 เวลา 06.00 น. พล.ต.ต.อภิชาติ สิริสิทธิ์ รองผบช.ก. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5.บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กก.5.บก.ป. พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ ผกก.ปพ.บก.ป. และคอมมานโด อาวุธครบมือ นำหมายจับศาลอาญา เข้าจับกุมพระนายสุวิทย์ ธีรธมฺโมทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย อ.เมือง จ.นครปฐม ในข้อหาสนับสนุนให้มีการปล้นทรัพย์ จากกรณีเมื่อครั้งการชุมนุมของ กปปส.เมื่อปี 2557 ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.ที่นำโดยพระสุวิทย์ ที่เวทีแจ้งวัฒนะ ปล้นทรัพย์เป็นอาวุธปืนของตำรวจสันติบาลไป
 
ขณะตรวจค้นและจับกุมตัว พบว่ากุฏิของพระสุวิทย์มีการ์ดดูแลอยู่รอบๆ ในจุดนี้เจ้าหน้าที่กองปราบฯ จึงต้องติดอาวุธทุกนาย เนื่องจากการข่าวสืบพบว่ากลุ่มการ์ดบางคนครอบครองอาวุธปืนด้วย ทั้งนี้ขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่กระจายกันควบคุมตัวการ์ดไว้ และตรวจสอบหมายจับว่าบุคคลใดมีหมายจับหรือไม่ เพราะการ์ดบางคนร่วมชุมนุมที่เวทีแจ้งวัฒนะด้วย จากนั้นก็จึงบุกเข้าไปในกุฏิ พบว่าพระสุวิทย์ อยู่ภายในห้องนอน ไม่ได้ห่มจีวร เพียงแต่นุ่งสบงและสวมอังสะ และมิได้ออกปฏิบัติกิจของสงฆ์แต่อย่างใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงหมายจับก่อนจับกุมตัว ก่อนนำตัวเข้ามาสอบสวนดำเนินคดีที่กองปราบฯ ทันที
 
==ข้อหารุนแรงและสึกจากการเป็นพระ==
 
พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกศ ผกก.1 บก.ป.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดประมาณ 60 นาย นำตัวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐหรือพระพุทธะอิสระ กลับมายังกองปราบฯ โดยแจ้งข้อหาคือ
พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกศ ผกก.1 บก.ป.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดประมาณ 60 นาย นำตัวพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย อ.เมือง จ.นครปฐม ในข้อหาเป็นผู้ใช้ผู้อื่นทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้ใช้ให้ร่วมหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นข่มขืนใจ เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปล้นทรัพย์ เป็นหัวหน้าอั้งยี่ซ่องโจรที่สมาชิกไปกระทำผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่ ซ่องโจร และข้อหาปลอมแปลงพระปรมาภิไธย จากคดีสร้างพระเครื่อง “พระนาคปรก” รุ่น “หนึ่งในปฐพี” โดยใช้เลือด หรือกระทำปะสะโลหิต เดินทางไปขออำนาจศาลอาญาเพื่อขอฝากขังครั้งแรกต่อศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.-4 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยคดีอั้งยี่ซ่องโจรยังจะต้องสอบพยานบุคคลอีกไม่น้อยกว่า 30 ปาก และรอผลตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา และผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจากกองพิสูจน์หลักฐาน ส่วนคดีปลอมพระปรมาภิไธย ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก และรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ
-เป็นผู้ใช้ผู้อื่นทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
-เป็นผู้ใช้ให้ร่วมหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นข่มขืนใจ
-เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปล้นทรัพย์
-เป็นหัวหน้าอั้งยี่ซ่องโจรที่สมาชิกไปกระทำผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่ ซ่องโจร
-ปลอมแปลงพระปรมาภิไธย จากคดีสร้างพระเครื่อง “พระนาคปรก” รุ่น “หนึ่งในปฐพี” โดยใช้เลือด หรือกระทำปะสะโลหิต
โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออำนาจศาลอาญาเพื่อขอฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.-4 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
 
ในส่วนของคำร้องฝากขังคดีปลอมพระปรมาภิไธย ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.60 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่อง โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรม ราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9
 
โดยนายวิชัย ผู้กล่าวหา ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สร้างพระสำเร็จ ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 250, 252
55

การแก้ไข