ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ผ้าขาวม้า"

 
=== ภาคกลาง ===
1)     # <u>ผ้าขาวม้าพระนครศรีอยุธยา</u> ผ้าขาวม้าผืนเล็กใช้ทอผืนแคบ และจะมีบางผืนที่ทอผืนใหญ่เป็นพิเศษเอาไว้สำหรับตัดเป็นเสื้อผ้า  หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์  ลวดลายคละสลับกันเป็นตารางหมากรุกประมาณครึ่งนิ้ว  และมีสองสีสลับด้าน  ด้านตามยาวของปลายทั้งสองข้าง ทำเป็นลายริ้วสลับสีกัน เช่น ขาวแดง  ขาวแดง  แดงดำ  ขาวน้ำเงิน
2)     # <u>ผ้าขาวม้าจังหวัดนครสวรรค์ </u> จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าผ้าขาวม้ามักจะทอกันอยู่แถบตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว  และอีกที่หนึ่งที่นิยมทอในปัจจุบัน  บ้านตะเคียนเลื่อน  ตำบลเกาะหงส์  อำเภอเมือง  สีของผ้าขาวม้าจะเป็นสีที่ตัดกันทอเป็นลายตาสก๊อต  นิยมใช้เส้นด้ายฝ้ายในการทอผ้าขาวม้า  เพราะฝ้ายจะมีความนิ่มเนื้อละเอียด
 
3)     # <u>ผ้าขาวม้าจังหวัดกาญจนบุรี </u> จะมีสีสันสดใสหลากสีด้วยกัน  ผ้าขาวม้าผืนหนึ่งมักจะใช้สีที่ทอสลับกันประมาณสี่ 4 สี  สำหรับสีของเส้นไหมที่ทอเมื่อ 2 สีขดไปเกิดซ้อนกันก็จะทำให้ได้สีใหม่ขึ้นมา  ทำให้มีสีสันสวยงามมากขึ้น  สำหรับผ้าขาวม้าของจังหวัดกาญจนบุรีมิได้มีเพียงลวดลายเดียวตี่ที่มีหลากหลายลวดลาย  ซึ่งให้ความงดงามต่างจากถิ่นอื่น
2)      ผ้าขาวม้าจังหวัดนครสวรรค์ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าผ้าขาวม้ามักจะทอกันอยู่แถบตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว  และอีกที่หนึ่งที่นิยมทอในปัจจุบัน  บ้านตะเคียนเลื่อน  ตำบลเกาะหงส์ อำเภอเมือง สีของผ้าขาวม้าจะเป็นสีที่ตัดกันทอเป็นลายตาสก๊อต  นิยมใช้เส้นด้ายฝ้ายในการทอผ้าขาวม้า  เพราะฝ้ายจะมีความนิ่มเนื้อละเอียด
4)     # <u>ผ้าขาวม้าจังหวัดชัยนาท </u> จะมีลักษณะเป็นผ้าทอด้วยไหมประดิษฐ์  ด้วยโทเร และด้วยฝ้ายออกมาเป็นผลิตภัณฑ์  แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมทอด้วยโทเร ทอ เป็นลายสก๊อต  ลายทาง  หรือลายสี่เหลี่ยม  และผ้าขาวม้าของ ตำบลเนินขาม  อำเภอหินตามีชื่อเรียกว่า “ผ้าขาวม้า 5 สี” คือ สีแดง  เหลือง  ส้ม  เขียว  ขาว  โดยจะการทอย้อมผ้าขอม้าจะทอแบบเดียวทำเช่นเดียวกันกับกันผ้ามัดหมี่ คือ การมัดแล้วย้อมเป็นสีต่างๆ
 
5)     # <u>ผ้าขาวม้าจังหวัดลพบุรี </u>  อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรี  จัดได้ว่าเป็นแหล่งทอดผ้าพื้นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ลักษณะผ้าดั้งเดิมของอำเภอบ้านหมี่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะชาวอำเภอบ้านหมี่เป็นชาวไทยไทพวนที่อพยพมาจากประเทศลาว ดั้งนั้น ดังนั้นผ้าขาวม้าอำเภอบ้านหมี่จึงถือว่าเป็นผ้าความม้าที่มีลวดลาย  สีสันสวยงาม  และเป็นผลงานของผ้าทอมือที่ประณีตมาก
3)      ผ้าขาวม้าจังหวัดกาญจนบุรี  จะมีสีสันสดใสหลากสีด้วยกัน  ผ้าขาวม้าผืนหนึ่งมักจะใช้สีที่ทอสลับกันประมาณสี่สี  สำหรับสีของเส้นไหมที่ทอเมื่อ 2 สีขดไปเกิดซ้อนกันก็จะทำให้ได้สีใหม่ขึ้นมา  ทำให้มีสีสันสวยงามมากขึ้น สำหรับผ้าขาวม้าของจังหวัดกาญจนบุรีมิได้มีเพียงลวดลายเดียวตี่มีหลากหลายลวดลาย  ซึ่งให้ความงดงามต่างจากถิ่นอื่น
6)     # <u>ผ้าขาวม้าจังหวัดราชบุรี </u> ผ้าขาวม้าจังหวัดราชบุรี  ส่วนใหญ่จะทออยู่ 2 ลวดลาย คือ ลายหมากรุก  และลายตาปลา  เป็นผ้าขาวม้าที่สวยงามเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป  ราคาถูก  และสีไม่ตก  สำหรับผ้าขาวม้าของจังหวัดราชบุรีจะรู้จักการในนาม “ผ้าทอบ้านไร่”  แต่ในปัจจุบันผ้าขาวม้าของจังหวัดราชบุรี     มีชื่อเสียงโด่งดังมาก  จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคนรุ่นใหม่ ที่มีการพัฒนาสี  ลวดลาย  รูปแบบ  ให้ผ้าขาวม้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยมากขึ้นในชื่อ “Pakamian”
 
4)      ผ้าขาวม้าจังหวัดชัยนาท  จะมีลักษณะเป็นผ้าทอด้วยไหมประดิษฐ์  ด้วยโทเร และด้วยฝ้ายออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมทอด้วยโทเร ทอเป็นลายสก๊อต ลายทาง  หรือลายสี่เหลี่ยม  และผ้าขาวม้าของ ตำบลเนินขาม อำเภอหินตามีชื่อเรียกว่า “ผ้าขาวม้า 5 สี”คือ สีแดง  เหลือง ส้ม  เขียว  ขาว การทอผ้าขอม้าจะทอแบบเดียวกับกันผ้ามัดหมี่ คือ การมัดแล้วย้อมเป็นสีต่างๆ
 
5)      ผ้าขาวม้าจังหวัดลพบุรี  ณ อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรี จัดได้ว่าเป็นแหล่งทอดผ้าพื้นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ลักษณะผ้าดั้งเดิมของอำเภอบ้านหมี่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะชาวอำเภอบ้านหมี่เป็นชาวไทยพวนที่อพยพมาจากประเทศลาว ดั้งนั้นผ้าขาวม้าอำเภอบ้านหมี่จึงถือว่าเป็นผ้าความม้าที่มีลวดลาย  สีสันสวยงาม และเป็นผลงานของผ้าทอมือที่ประณีตมาก
 
6)      ผ้าขาวม้าจังหวัดราชบุรี  ผ้าขาวม้าจังหวัดราชบุรี  ส่วนใหญ่จะทออยู่ 2 ลวดลาย คือ ลายหมากรุก และลายตาปลา เป็นผ้าขาวม้าที่สวยงามเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป  ราคาถูก และสีไม่ตก สำหรับผ้าขาวม้าของจังหวัดราชบุรีจะรู้จักการในนาม “ผ้าทอบ้านไร่”  แต่ในปัจจุบันผ้าขาวม้าของจังหวัดราชบุรี     มีชื่อเสียงโด่งดังมาก  จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคนรุ่นใหม่ ที่มีการพัฒนาสี  ลวดลาย  รูปแบบ ให้ผ้าขาวม้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยมากขึ้นในชื่อ “Pakamian”
 
=== ภาคอีสาน ===
2)      ผ้าทอจังหวัดน่าน   การทอผ้าของชาวน่านมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังปรากฏภาพฝาผนังในวัดภูมินทร์ ผ้าขาวม้าชาวน่านจะเรียกกันว่า “ผ้าตะโก้ง” ส่วนมากมักนิยมทอด้วยฝ้าย เส้นฝ้ายนั้นทำเองตั้งแต่ปั่นฝ้าย ย้อมสี และสีที่ใช้ทอมักจะเป็นสีจากเปลือกไม้กลัด ไม้ประดู่  มะเกือ  ใบสัก เป็นต้น เดิมจะนิยมทอผ้าขาวม้าเป็นสีแดงดำ ซึ่งเป็นสีดั้งเดิม แต่ปัจจุบันนิยมทอผ้าขาวม้าให้มีสีคลาสสิคมากยิ่งขึ้น  โดยเน้นสีเขียว ฟ้า น้ำตาล เป็นสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ บริเวณชายผ้ามักจะจกลายช้าง ลายม้า  ลายเจดีย์  ลายยกดอกลวดลายที่ทอเน้นเกี่ยวกับความเชื่อ  ความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ใช้ ผ้าทอของจังหวัดน่านจะคล้ายคลึงกับจังหวัดแพร่  แต่จะแตกต่างกับผ้าขาวม้าของที่อื่นตรงบริเวณเชิงผ้าที่มีการจกลายเพิ่มเติม  แต่ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าของจังหวัดต่างๆ ก็มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การทอผ้าของจังหวัดแพร่และน่านจึงมีการถ่ายทอดความรู้ไปให้จังหวัดอื่นๆ บางพื้นที่จึงมีการทอผ้าขาวม้าและจกลายบริเวณเชิงผ้าเพิ่มเติมด้วย  จัดว่าเป็นการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมอีกทางหนึ่ง
 
=== ภาคใต้  ===
ภาคใต้ เรียกว่า "ผ้าขาว"
 
== '''ลักษณะของผ้าขาวม้า''' ==
ผู้ใช้นิรนาม