ผลต่างระหว่างรุ่นของ "การปฏิวัติทางวัฒนธรรม"

เมื่อแผนการล้มเหลว หลินเปียวจึงคิดจะยึดอำนาจด้วยการใช้กำลัง เนื่องจากอำนาจในพรรคของเขานับว่ายิ่งน้อยลง ๆ หลินเปียวได้ร่วมกับลูกชาย หลินลิกั่ว และคนสนิทใกล้ชิดก่อการใน[[เซี่ยงไฮ้]] โดยวางแผนใช้กองทัพอากาศทิ้งระเบิดปูพรม เมื่อยึดอำนาจสำเร็จก็จัดการจับกุมพวกฝ่ายตรงข้ามและเขาก็ก้าวสู่อำนาจสูงสุด ดังที่เขาได้กล่าวในเอกสารชื่อ “[[อู่ชิยี่กงเฉินจี้ย่าว]]” ไว้ว่า “การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจครั้งใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถยึดอำนาจการนำปฏิวัติสำเร็จ อำนาจก็จะตกไปอยู่ในมือของคนอื่น”
 
เมื่อการยึดอำนาจไม่สำเร็จ ข่าวลือเกี่ยวกับการลอบสังหารเหมาเกิดขึ้นมาไม่ขาดระยะ ลือกันตั้งแต่เหมาถูกฆ่าบนขบวนรถไฟในปักกิ่ง การบุกเข้าไปลอบสังหารถึงที่พัก โดยคนใกล้ชิดของหลินเปียว หลังวันที่ 11 กันยายน หลินเปียวก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นในที่สาธารณะอีก ในขณะที่ผู้ใกล้ชิดของหลินเปียวที่หนีไปทางฮ่องกงถูกจับกุมทั้งหมด ภายในวันที่ 13 หลินเปียวขึ้นเครื่องบินเตรียมหนีไป[[สหภาพโซเวียต]] แต่เครื่องบินไปตกใน[[เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน|มองโกเลียใน]] ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ในวันเดียวกันทางปักกิ่งเรียกประชุมด่วนเกี่ยวกับเรื่องของหลินเปียว ถึงวันที่ 14 กันยายน ข่าวหลินเปียวเสียชีวิตจากเครื่องบินตกจึงทราบถึงรัฐบาลที่ปักกิ่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม 1971 ทางการจีนประกาศ[[งดจัดฉลองวันชาติที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน]] เพราะเกรงว่ากองทัพที่ภักดีต่อ หลินเปียว จะก่อการยึดอำนาจ เนื่องจากจะมีการขนอาวุธสงครามเข้ามาฉลองในปักกิ่ง และสืบสวนสอบสวนขบวนการยึดอำนาจด้วยการใช้กำลังของหลินเปียว
 
== แก๊งสี่คน [[四人幫]]1971-1976 ==
หลังการเสียชีวิตของหลินเปียว เหมายังมองไม่เห็นผู้สืบทอดอำนาจ จึงได้ย้าย หวางหงเหวิน 王洪文  จากเซี่ยงไฮ้มาปักกิ่งในเดือนกันยายน 1972 และได้เป็นคณะกรรมการกลางของพรรคในอันดับสองรองจากโจวเอินไหล เหมือนหมายมั่นจะให้เป็นผู้สืบทอด ในขณะเดียวกันเติ้งเสี่ยวผิง ก็ได้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งภายในความช่วยเหลือของโจวเอินไหล จากผลกระทบในการแย่งชิงอำนาจของหลินเปียว ทำให้เหมาไม่อาจที่จะไม่พึ่งพาโจวเอินไหลกับเติ้งเสี่ยวผิง แต่เหมาก็ไม่คิดจะโอนอำนาจให้เติ้ง แต่ถ้าเทียบกำลังอำนาจ “[[ฝ่ายซ้ายจัด”จัด]]” ([[Far-left politics]]) ของฝ่ายตนแล้ว เหมาก็ยังไม่ค่อยชอบ “[[ฝ่ายซ้ายกลาง”กลาง]]” ([[Centre-left politics]])ของเติ้ง
 
กรกฎาคม 1973 เหมาวิพากษ์ว่าทั้ง[[ก๊กมินตั๋ง]]กับหลินเปียวล้วนแต่เป็นพวกฝักใฝ่[[ลัทธิขงจื๊อ|ลัทธิขงจื้อ]] จากนั้น มกราคม 1974 เจียงชิงพร้อมพวกซึ่งเป็นพวกฝักใฝ่เหมาเจ๋อตงที่แท้จริง ก็เริ่มเคลื่อนไหว “วิพากษ์หลินวิจารณ์ข่ง” โดยมีเป้าหมายอยู่ที่โจวเอินไหล เนื่องจากโจวเป็นคู่แข่งคนสำคัญทางการเมืองหลังจากหลินเปียวเสียชีวิต แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก
 
ตุลาคม 1974 โจวเอินไหลป่วยหนักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ภารกิจทั้งหมด จึงมอบหมายให้เติ้ง ในฐานะรองนายกฯ คนที่ 1 เป็นคนรับผิดชอบแทน ส่งผลทำให้เติ้งดำเนินตามริเริ่มใช้นโยบาย “สี่ทันสมัย” ( สี่ทันสมัย คือ ความทันสมัยด้านเกษตรการเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และด้านการทหาร) ต่อมา กันยายน 1975 เหมาล้มป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอีกคน
 
== สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม ปี 1976 ==
ผู้ใช้นิรนาม