ผลต่างระหว่างรุ่นของ "อีดี อามิน"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(Horus ย้ายหน้า อีดี้ อามิน ไปยัง อีดี อามิน)
ในปี [[พ.ศ. 2501|พ.ศ. 2501]] อามินได้รับตำแหน่งจ่านายสิบ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ชาวแอฟริกันผิวดำในกองทัพอาณานิคมบริเตนจะได้รับในเวลานั้น อามินกลับสู่มาตุภูมิในปีเดียวกัน ต่อมาอีก 2 ปีเขาได้รับการนำเสนอให้ได้รับตำแหน่งร้อยโท เป็นหนึ่งในสองชาวยูกันดาแรกที่ได้รับตำแหน่งสูงขนาดนั้น ในทันทีเขาได้รับหน้าที่ให้ปราบปรามปัญหาการขโมยปศุสัตว์ในคาราโมจองของยูกันดาและเตอกานาของเคนยา ในปี [[พ.ศ. 2504|พ.ศ. 2504]] เขาได้ถูกเสนอชื่อให้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก และพันตรีในปีถัดมา และอีกปีถัดมาก็รั้งตำแหน่งรักษาการผู้บัญชาการกองทัพ.<ref name="monitor_01012004">{{cite web |url=http://www.monitor.co.ug/specialincludes/ugprsd/amin/articles/index.php |title=Rejected then taken in by dad; a timeline |archiveurl=http://web.archive.org/web/20070612053237/http://www.monitor.co.ug/specialincludes/ugprsd/amin/articles/index.php |archivedate=2007-06-12 |last= Guweddeko |first=Fred |work=[[The Monitor]] |date=12 June 2007 |accessdate=2009-08-08}}</ref>
 
อามินยังเป็นนักกีฬาขณะที่รับใช้กองทัพ เขาสูง 193 เซนติเมตรและมีพลังสูงมาก เขาชนะเลิศในการชก[[มวย]]รุ่นไลท์เฮฟวีเวทของยูกันดาระหว่างปี พ.ศ. 2494-2503 ทั้งยัง[[ว่ายน้ำ]]ได้เก่งอีกด้วย อามินเป็นนักกีฬา[[รักบี้]]ตัวรุกที่ดุดัน<ref name=Scotsman>{{cite news |url=http://news.scotsman.com/idiamin/Idi-Amin.2453742.jp |title=Idi Amin |work=Scotsman |last=Bridgland |first=Fred |date=16 August 2003 |accessdate=2009-08-08}}</ref><ref name="rugbydummy">Cain, Nick & Growden, Greg "Chapter 21: Ten Peculiar Facts about Rugby" in ''Rugby Union for Dummies'' (2nd Edition), p294 (pub: John Wiley and Sons, [[Chichester]], England) ISBN 978-0-470-03537-5</ref> เคยเล่นให้กับทีมไนล์ อาร์เอฟซี (Nile RFC) <ref name=RugbyDis>Cotton, p111</ref> และทีมบริติชและไอริช ไลอ้อนส์ (British and Irish Lions) เกือบได้อามินมาร่วมเล่นให้กับทีมที่[[ประเทศแอฟริกาใต้]]ในฤดูกาลปี [[พ.ศ. 2498|พ.ศ. 2498]] แต่เขาเลือกที่จะเป็นตัวสำรองของทีมแอฟริกาตะวันออก 15 (East Afica XV) <ref name=rugbydummy/><ref name=RugbyDis/> ซึ่งเขาเป็นผู้เล่นผิวดำคนเดียวของทีม<ref name=RugbyDis/> อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยได้โอกาสลงเล่นในสนามเลย หลังจบการแข่งขันเขามักจะนั่งนอกอาคารของสโมสรเพื่อดื่มน้ำอัดลม[[โค้ก]]เป็นประจำ<ref name=RugbyDis/>
 
=== ผู้บัญชาการกองทัพ ===
ในเดือนมิถุนายน [[พ.ศ. 2519|พ.ศ. 2519]] อามินยอมให้เครื่องบินของสายการบิน[[แอร์ฟรานซ์]]ที่ถูกสมาชิกขบวนการปลดแอก[[ปาเลสไตน์]]-ปฏิบัติการนอกดินแดน (PFLP-EO) และสมาชิกกลุ่มปฏิวัติ[[เยอรมนี]] (RZ) [[การจี้เครื่องบิน|จี้กลางอากาศ]]ลงจอดที่สนามบินนานาชาติเอ็นเต็บเบ้ ตัวประกัน 156 คนที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางประเทศอิสราเอลถูกปล่อยตัวและได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ส่วนชาว[[ยิว]]และพลเมืองชาวอิสราเอล 83 คนกับพนักงานเครื่องบินและพวกที่เหลืออีก 20 คนยังคงเป็นตัวประกันอยู่ ในภายหลังทางอิสราเอลได้เข้าช่วยเหลือตัวประกันในปฏิบัติการณ์ที่ชื่อว่า "ปฏิบัติการณ์สายฟ้า (Thunderbolt Operation)" หรือรู้จักกันในชื่อ "ปฏิบัติการณ์เอ็นเต็บเบ้" ตัวประกันเกือบทั้งหมดรอดเป็นอิสระ แต่ตัวประกัน 3 คนเสียชีวิตและอีก 10 คนบาดเจ็บ ผู้ก่อการร้าย 6 คน, ทหารยูกันดา 45 คนและทหารอิสราเอล 1 คนคือ[[โยนาทาน เนทันยาฮู]] (Yonatan Netanyahu) ถูกสังหาร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับนานาประเทศของยูกันดาย่ำแย่ลง ทางบริเตนทำการถอนข้าหลวงออกจากประเทศยูกันดาทันที<ref>{{cite web |url=http://news.bbc.co.uk/onthisday/hi/dates/stories/july/7/newsid_2496000/2496095.stm |title=On this day: July 7th 1976: British grandmother missing in Uganda |publisher=BBC |accessdate=2009-08-08 | date=1976-07-07}}</ref>
 
ประเทศยูกันดาภายใต้อำนาจการปกครองของอามินได้ดำเนินการส่งเสริมการทหารให้แข็งแกร่งขึ้น เนื่องด้วยการสะสมกองกำลังของประเทศเคนยา ทางการเคนยาได้ทำการยึดเรือสินค้าของโซเวียตลำที่มีเส้นทางเข้าประเทศยูกันดาเอาไว้ที่ท่าเรือ[[มอมบาซ่า]]ของประเทศเคนยา สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างยูกันดาและเคนยาบรรลุมาถึงจุดแตกหักในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 เมื่ออามินประกาศว่าเขาจะสืบสาวเหตุการณ์ในซูดานตอนใต้และภาคตะวันตกกับภาคกลางของเคนยา เข้าไปถึง 32 กิโลเมตร (20 ไมล์) ของกรุง[[ไนโรบี]] เมืองหลวงของประเทศเคนยา ซึ่งตามประวัติศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งอาณานิคมของยูกันดา รัฐบาลของเคนยาได้ตอกกลับไปว่าเคนยาไม่เคยเป็นส่วนหนึ่ง"แม้แต่นิ้วเดียว" ต่อมาอามินเปลี่ยนใจเนื่องจากเคนยาได้ส่งกองกำลังและยานหุ้มเกราะบรรทุกทหารมาที่ชายแดนบริเวณเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างยูกันดาและเคนยา<ref>{{cite news |url=http://www.nationaudio.com/News/DailyNation/17082003/News/Amin_News170820039.html |title='Dada' always rubbed Kenya the wrong way |archiveurl=http://web.archive.org/web/20080206065709/http://www.nationaudio.com/News/DailyNation/17082003/News/Amin_News170820039.html |archivedate=2008-02-06 |work=Sunday Nation |date=17 August 2003}}</ref>
 
ความสัมพันธ์กับ[[ประเทศลิเบีย]]นั้น ผู้นำเผด็จการทหาร[[มูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี]]ก็ถือหางอามินอยู่<ref name=libya1 /> เช่นเดียวกับ[[สหภาพโซเวียต]]ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของกองทัพทหารของอามิน<ref name=ussr1 />
ไนเรอร์ระดมพล[[กองทัพประชาชนแทนซาเนีย]] (Tanzania People's Defence Force) และทำการโต้กลับกองทัพของอามิน ในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมากองทัพแทนซาเนียมีสมาชิกมากมายอาทิตำรวจ, ราชทัณฑ์, ข้าราชการและกองทหารอาสาสมัคร แทนซาเนียรับกลุ่มต่อต้านอามินมากมายที่ถูกเนรเทศ รวมตัวเป็น[[กองทัพปลดแอกแห่งชาติยูกันดา]] (Uganda National Liberation Army : UNLA) ที่ประกอบไปด้วยกองทหารกิโกซี มาลุม (เป็น[[ภาษาสวาฮีลี]]แปลว่ากองกำลังพิเศษ) นำโดย[[ติโต โอเกลโล]]และ[[เดวิด โอยิเต-โอจ็อก]], กลุ่มแนวหน้าพาชาติพ้นภัย (Front for National Salvation : FRONASA) นำโดย[[โยเวลี มุเซเวนี]] และกลุ่มคุ้มครองการเคลื่อนไหวของยูกันดานำโดย[[อเกน่า พี'โอจ็อก]], [[วิลเลียม โอมาเรีย]]และ[[อเตเกอร์ อีจาลู]]
 
กองทัพแทนซาเนียได้นำ[[เครื่องยิงจรวดคัทยูชา]] (Katyucha Rocket Launcher) ของรัสเซีย (ในยูกันดาเรียกว่า saba saba) มาใช้ในการยิงเป้าหมายภายในประเทศยูกันดา<ref>[http://www.nationaudio.com/News/EastAfrican/15042002/Features/Magazine3.html "Fighting for Amin"], ''The East African'', April 8, 2002.</ref> จนทำให้กองทัพของยูกันดาต้องถอยไปตั้งหลักกันใหม่ [[มูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี]] ผู้นำ[[ลิเบีย]]จัดส่งกองทหาร 2,500 นายให้แก่อามิน พร้อมรถถัง T-54, รถถัง T-55, รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR APCs, เครื่องยิงจรวด BM-21 Katyusha MRLs, เหล่าทหารปืนใหญ่, เครื่องบินรบ MiG-21s และเครื่องบินทิ้งระเบิด Tu-22<ref name="pollack">Kenneth M. Pollack, ''Arabs at War: Military Effectiveness 1948–91'', University of Nebraska Press, Lincoln and London, 2002, p.369-373, ISBN 0-8032-3733-2</ref> อย่างไรก็ตามลิเบียก็ได้รับรายงานจากทางแนวหน้าว่าลับหลังลิเบีย กองทัพยูกันดาได้ใช้รถถังที่ได้มาขนทรัพย์สมบัติที่ปล้นมาได้จากศัตรู<ref>[http://www.onwar.com/aced/chrono/c1900s/yr75/ftanzaniauganda1978.htm OnWar.com]</ref>
 
กองพันทหารของลิเบียเป็นการผสมรวมกันของกองทัพลิเบีย, ประชาชนอาสาสมัคร และกองทหารอาหรับ หน่วยย่อยซาฮาราน-แอฟริกัน กองพันนี้ถึงส่งมาปฏิบัติภารกิจนอกประเทศ <ref name=pollack/>
ผู้ใช้นิรนาม