ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ไมเคิล แจ็กสัน"

เพิ่มเติมเนื้อหาอ้างอิง
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
(เพิ่มเติมเนื้อหาอ้างอิง)
ป้ายระบุ: เพิ่มยูอาร์แอล wikipedia.org
}}
 
'''ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน''' ({{Lang-en|'''Michael Joseph Jackson'''}}: 29 สิงหาคม ค.ศ. 1958 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009) เป็นนักร้องชาวอเมริกัน นักแต่งเพลง นักเต้น นักออกแบบท่าเต้น นักแสดง และโปรดิวเซอร์เพลงและนักการกุศล ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ราชา[[เพลงป็อป]]" ( The King of Pop )<ref name="edeath">{{cite web |last=Ryan|first=Joal| title= Michael Jackson, Pop's Thrilling King, Dead at 50|url=http://www.eonline.com/uberblog/b131173_michael_jackson_pops_thrilling_king.html |date=2009-06-25|publisher=E! Online|accessdate=2009-06-25}}</ref>อิทธิพลทางดนตรี การเต้นรำ แฟชั่นและผลงานด้านมนุษยธรรม กับชีวิตส่วนตัวที่ถูกเผยแพร่ควบคู่ไปกับความสำเร็จ ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมสมัยของโลกมากว่า 4 ทศวรรษ
 
เขาเป็นลูกคนที่ 8 ของครอบครัวแจ็กสัน ปรากฏตัวครั้งแรกในระดับอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 5 ปี โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวง[[เดอะแจ็กสันไฟฟ์]]ในปี 1964 เขาเริ่มมีผลงานเดี่ยวในปี 1971 ขณะที่ยังคงเป็นสมาชิกของวงอยู่ ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เขากลายเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเพลงป็อป และถือเป็นศิลปินชาว[[แอฟริกัน-อเมริกัน]]คนแรกที่มีผลงานออกอากาศผ่านทางช่องเอ็มทีวี [[มิวสิกวิดีโอ]]ของเขา ประกอบด้วยเพลง "[[Beat It]]", "[[Billie Jean]]" และ "[[ทริลเลอร์ (เพลง)|Thriller]]" ได้รับการยกย่องสำหรับการทำลายอุปสรรคทางเชื้อชาติ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของงานศิลปะ ความนิยมของมิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่อง[[เอ็มทีวี]]ที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น อัลบั้ม ''[[Bad (album)|Bad]]'' ของเขาในปี 1987 กลายนับเป็นอัลบั้มเพลงแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเพลงติดอันดับ 1 ถึง 5 เพลงบนบิลบอร์ดฮ็อต 100 จากอัลบั้มเดียว มิวสิกวิดีโอในรูปแบบใหม่อย่างเพลง "[[Black or White]]" และ "[[สกรีม/ไชลด์ฮูด|Scream]]" ก็ยังออกอากาศบ่อยทางช่องเอ็มทีวี เขายังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ตลอดคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วยชื่อเสียงที่เลื่องลือในฐานะศิลปินเดี่ยวกับลีลาบนเวทีของแจ็กสันและมิวสิกวิดีโอการแสดง แจ็กสันสร้างความโด่งดังให้กับท่าเต้นที่ซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลายๆท่า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่หลายอย่างมาก อย่างเช่นท่าเต้นหุ่นยนต์และท่าเต้น[[มูนวอล์ก]] ส่วนเอกลักษณ์ด้านดนตรีและเสียงร้องอันโดดเด่นของเขายังมีอิทธิพลต่อศิลปินหลายแนวเพลงต่างๆ อิทธิพลของเขาได้แพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่นทั่วโลก
 
อัลบั้ม ''[[ทริลเลอร์ (อัลบั้ม)|Thriller]]'' ถือเป็นอัลบั้มเพลงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล<ref>http://www.billboard.com/articles/columns/pop/6812781/michael-jackson-thriller-30x-multi-platinum-album</ref>ส่วนสี่อัลบั้มเดี่ยวที่เหลือ ก็ยังติดอันดับอัลบั้มที่ขายดีที่สุด ประกอบด้วยชุด ''[[Off the Wall (album)|Off the Wall]]'' (1979), ''[[Bad (album)|Bad]]'' (1987), ''[[Dangerous (album)|Dangerous]]'' (1991) และ ''[[HIStory: Past, Present and Future, Book I|HIStory]]'' (1995)<ref>http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5648176/Michael-Jacksons-best-selling-studio-albums.html</ref> แจ็กสันเดินทางไปทั่วโลกเพื่อร่วมกิจกรรมการกุศล เขาหาเงินนับร้อยล้านดอลลาร์เพื่อมูลนิธิการกุศลของเขา มี[[ซิงเกิล]]การกุศลและผลกำไรจากทัวร์คอนเสิร์ตมากมายที่เขาสนับสนุนให้กับองค์กร 39 แห่ง ได้รับการรับรองโดย[[กินเนสบุ้คในปีบุ๊ค|กินเนสบุ้คเวิลด์เรคคอร์ด]]ในปี 2000 เป็นจำนวนที่มากยิ่งกว่าดาราหรือศิลปินคนใดๆ <ref>http://ireport.cnn.com/docs/DOC-288836</ref> ชีวิตส่วนตัวของเขามักปรากฏตัวโดยการปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและพฤติกรรมให้คนอื่นจำไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของเขาด้วยเช่นกัน เขายังถูกข้อกล่าวหาลวนลามทางเพศเด็กในปี 1993 แต่ก็ปิดลงโดยเขาไม่มีความผิดเนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ แจ็กสันมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 และยังมีข้อมูลรายงานขัดแย้งในเรื่องฐานะการเงินของเขาตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 แจ็กสันแต่งงานมาแล้วสองครั้ง มีลูกสามคน ต่อมาในปี 2005 เขามีข้อพิพาทอีกครั้งเรื่องล่วงละเมิดทางเพศและอีกหลายคดี แต่เขาก็ไม่มีความผิด (ซึ่งในภายหลังคู่กรณีหลายรายได้ออกมายอมรับว่า แจ็กสัน ไม่ได้กระทำ และที่กล่าวหา เพราะเป็นเด็ก และถูกผู้ปกครองบังคับ โดยหวังที่จะได้รับเงินค่าเสียหาย)
 
เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน [[ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม]] ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับบันทึกสถิติหลายครั้ง [[ กินเนสบุ๊ค]]เวิลด์ เรคคอร์ด บุ้คเวิลด์เรคคอร์ดจารึกชื่อเขาเป็น "ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล" <ref>http://www.mtv.com/news/1614815/michael-jacksons-groundbreaking-career-by-the-numbers/</ref> เขาเป็นนักร้องคนเดียวจากโลกดนตรีป็อปและร็อกแอนด์โรลที่มีชื่ออยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของหอเกียรติยศแดนซ์ฮอลออฟเฟม และยังเป็นศิลปินเพียงคนเดียวที่มีเพลงฮิตติดท็อป 10 บนบิลบอร์ดฮ็อต 100 ทุก 10 ปี ติดต่อกันนานกว่าครึ่งศตวรรตศตวรรษ<ref>http://www.billboard.com/articles/news/6092276/michael-jackson-coldplay-hot-100-top-10-john-legend-no-1</ref><ref>http://www.newstimes.com/local/article/Photos-Michael-Jackson-induction-ceremony-617034.php</ref> แจ็กสันชนะรางวัลจากเวทีต่างๆ นับร้อยกว่ารางวัล ทำให้เขาเป็นศิลปินที่คว้ารางวัลได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป็อป<ref>http://www.miamiherald.com/latest-news/article1928146.html</ref>ความสำเร็จอื่นๆ ของเขาได้รับได้แก่ สถิติในกินเนสบุ้คเวิลด์เรคคอร์ดหลายครั้ง 13 [[รางวัลแกรมมี่]] รางวัลพิเศษ Grammy Legend Award , Grammy Lifetime Achievement Award 26 [[อเมริกันมิวสิกอวอร์ดส]] มากกว่าศิลปินคนใดๆ รวมไปถึงรางวัลพิเศษ "ศิลปินแห่งศตวรรษ" และ "ศิลปินแห่งทวรรษ"<ref>http://www.billboard.com/articles/news/77246/jackson-to-accept-ama-artist-of-the-century-honor</ref>มี 13 ซิงเกิลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว มากกว่าที่ศิลปินชายคนใดจะทำได้ และมียอดขายรวมกว่า 400 ล้านชุดทั่วโลก<ref>{{Cite news|last=Eisinger|first=Amy|title=Britney Spears isn't the only pop star primed for a comeback: Get ready for Michael Jackson|newspaper=[[Daily News (New York)|Daily News]]|url=http://www.nydailynews.com/entertainment/music/2009/03/04/2009-03-04_britney_spears_isnt_the_only_pop_primed_.html|date=2009-03-04|accessdate=2009-06-26}}</ref> ไมเคิล แจ็กสัน [[การเสียชีวิตของไมเคิล แจ็กสัน|เสียชีวิต]]เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 อายุได้ 50 ปี ในขณะที่เตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาในคอนเสิร์ตคัมแบ็กของเขา ''[[ดิสอีสอิต (คอนเสิร์ต)|ดิส อีส อิท]]'' การเสียชีวิตของเขาแจ็กสันสร้างความโศกเศร้าไปทั่วทุกมุมโลก และก่อให้เกิดปรากฏการณ์เครือข่ายทางข้อมูลข่าวสารที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ มี งานพิธีไว้อาลัยได้รับการออกอากาศถ่ายทอดสดพิธีไว้อาลัยไปทั่วโลก<ref>http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5771156/Michael-Jackson-memorial-service-the-biggest-celebrity-send-off-of-all-time.html</ref><ref>http://www.languagemonitor.com/global-english/michael-jackson-funeral-tops-john-paul-ii-as-no-1-media-funeral/</ref><ref>Matthew Moore (2009-06-26) [http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5643916/Michael-Jackson-King-of-Pop-dies-of-cardiac-arrest-in-Los-Angeles.html Michael Jackson, King of Pop, dies of cardiac arrest in Los Angeles] Telegraph. Retrieved on 2009-06-27.</ref> ต่อมาในปี 2010 บริษัท[[โซนี่มิวสิกเอ็นเตอร์เทนเมนต์]] ตกลงนามทำสัญญากับกองทุนจัดการมรดก เพื่อจัดจำหน่ายผลงานของเขา รวมถึงเพลงที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ไปจนถึงปี 2017 ด้วยมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสัญญาที่มีมูลค่าสูงสุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมดนตรี <ref>http://www.rollingstone.com/music/news/michael-jackson-estate-sony-strike-massive-250-million-deal-to-release-king-of-pops-music-20100316</ref>นิตยสารธุรกิจและการเงิน ''[[ฟอบส์]]'' จัดให้เขาเป็นบุคคลมีชื่อเสียงที่ทำรายได้สูงสุดอันดับ 1 หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว โดยได้อันดับด้วยรายได้ 1825 ติดต่อกันเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่หก 2016 เพียงปีเดียว สูงที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้โดยสิ่งพิมพ์<ref>http://www.forbes.com/dead-celebrities/</ref>
 
== ประวัติ ==
===1958-7164: ชีวิตช่วงแรก และเดอะแจ็กสันไฟฟ์ ===
[[ไฟล์:2300 Jackson Street.jpg|thumb|right|บ้านในวัยเด็กของแจ็กสันในเมือง[[แกรี (รัฐอินดีแอนา)|แกรี]] [[รัฐอินดีแอนา]]]]
ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1958 เขาเป็นบุตรคนที่ 8 ในจำนวน 10 คน ของครอบครัวชาว[[แอฟริกัน-อเมริกัน]]ชั้นแรงงาน อาศัยอยู่ในบ้านสองห้องนอน บนถนนแจ็กสันสตรีท ที่เมือง[[แกรี (รัฐอินดีแอนา)|แกรี]] [[รัฐอินดีแอนา]] ย่านอุตสาหกรรมชานเมืองของ[[ชิคาโก]] <ref name = "Nelson George overview 20">George, p. 20</ref> บิดาชื่อโจเซฟ วอลเตอร์ "โจ" แจ็กสัน และมารดาชื่อแคเทอรีน เอสเตอร์ (สกุลเดิม สคริวส์) <ref name = "Nelson George overview 20"/> พ่อของเขา โจเซฟ เคยเป็นอดีตนักมวยและทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานเหล็ก โจยังเล่นกีต้าร์ให้วงดนตรีท้องถิ่นแนวอาร์แอนด์บี ที่ชื่อ "เดอะฟอลคอนส์" เพื่อเสริมรายได้ให้ครอบครัว แม่ของเขา แคเทอรีน เป็นคนที่ศรัทธาในศาสนา[[พยานพระยะโฮวา]] เธอเล่นคลาริเน็ตและเปียโนและเคยมีแรงบันดาลใจเป็นนักแสดงประเทศตะวันตก เธอทำงานนอกเวลาที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อสนับสนุนครอบครัว<ref name = "Nelson George overview 20"/> ไมเคิลเติบโตมาด้วยกันกับพี่น้องคือ รีบี แจ็กกี ติโต เจอร์เมน [[ลา โทยา แจ็กสัน|ลา โทยา]] มาร์ลอน แรนดี และ[[เจเน็ต แจ็กสัน|เจเน็ต]]<ref name = "Nelson George overview 20"/>
 
แจ็กสันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับพ่อ<ref>https://web.archive.org/web/20080915120706/http://www.vh1.com/shows/dyn/vh1_news_presents/82010/episode_about.jhtml</ref> เขากล่าวว่า เขาถูกทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจจากพ่อของเขาเองตั้งแต่ครั้งยังเด็ก ที่ต้องฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดหย่อน ถูกตีและถูกด่าทอ อย่างไรก็ตามเขาก็ยังยกความดีให้กับระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของพ่อ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จเช่นนี้<ref>{{cite web | url = http://crime.about.com/od/current/p/michael_jackson.htm | title = Michael Jackson - The King of Pop or Wacko Jacko? | publisher = crime.about.com | accessdate = 2009-06-27}}</ref><ref name="MJ's secret childhood">{{cite web |url=http://www.vh1.com/shows/dyn/vh1_news_presents/82010/episode_about.jhtml |title=Michael Jackson's Secret Childhood |publisher=[[VH1]] |accessdate=June 20, 2008}}</ref> ในการทะเลาะวิวาทกันครั้งหนึ่ง — ที่มาร์ลอน แจ็กสันพูดถึง — โจเซฟห้อยไมเคิลลงด้วยขาเดียวและตีเขาครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยมือของเขา ตีเขาที่หลังและบั้นท้าย<ref name = "tara 20-22">Taraborrelli, pp. 20–22</ref> โจเซฟมักจะขัดขาหรือผลักลูกชายของเขาเข้ากำแพง มีคืนหนึ่งขณะที่แจ็กสันหลับอยู่ โจเซฟปีนเข้าห้องผ่านทางหน้าต่างห้องนอน สวมหน้ากากแล้วเข้าห้องมาด้วยเสียงตะโกน โจเซฟพูดว่าเขาต้องการสอนให้ลูก ๆ ของเขาไม่เปิดหน้าต่างทิ้งไว้เวลานอน หลายปีถัดมา แจ็กสันพูดว่าเขาทนทุกข์ทรมานจากฝันร้ายเกี่ยวกับการถูกลักพาตัวจากห้องนอนของเขา<ref name = "tara 20-22"/>
 
แจ็กสันพูดเปิดใจครั้งแรกเกี่ยวกับการถูกทารุณในวัยเด็ก ในการสัมภาษณ์กับ[[โอปราห์ วินฟรีย์]] ในปี 1993 เขาพูดว่าในช่วงวัยเด็ก เขามักจะร้องไห้จากความโดดเดี่ยวและในบางครั้งจะเริ่มอาเจียนเมื่อเห็นพ่อเขา<ref name = "campbell (1995) 14-16">Campbell (1995), pp. 14–16</ref><ref name = "lewis 165-168">Lewis, pp. 165–168</ref><ref>Taraborrelli, p. 620</ref> ในปี 2003 โจเซฟยอมรับผ่านทาง[[บีบีซี]]ว่า เขาเฆี่ยนตีแจ็กสันจริงในวัยเด็ก โจยังพูดว่าเขาใช้วาจาทำร้ายลูกชายและล้อเลียนเขาอยู่บ่อยๆ <ref name="news.bbc.co.uk">{{cite news|title=Can Michael Jackson's demons be explained?|publisher=[[BBC]]|date=2009-06-27|accessdate=2009-06-28|url=http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/magazine/8121599.stm}}</ref> การสัมภาษณ์อีกบทหนึ่งใน ''Living with Michael Jackson'' (2003) เขาปิดหน้าตัวเองด้วยมือและเริ่มร้องไห้เมื่อกำลังพูดถึงการถูกทารุณในวัยเด็ก<ref name = "tara 20-22"/> แจ็กสันหวนรำลึกว่า โจเซฟนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมถือ[[เข็มขัด]]ขณะที่เขาและพี่น้องซ้อมการแสดง และ "ถ้าคุณไม่ทำให้ถูกใจ เขาจะฉีกคุณเป็นชิ้น ๆ จัดการคุณจริง ๆ"<ref>Taraborrelli, p. 602</ref>อย่างไรก็ตามเขาก็ยังยกความดีให้กับระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของพ่อ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จเช่นนี้<ref>{{cite web | url = http://crime.about.com/od/current/p/michael_jackson.htm | title = Michael Jackson - The King of Pop or Wacko Jacko? | publisher = crime.about.com | accessdate = 2009-06-27}}</ref><ref name="MJ's secret childhood">{{cite web |url=http://www.vh1.com/shows/dyn/vh1_news_presents/82010/episode_about.jhtml |title=Michael Jackson's Secret Childhood |publisher=[[VH1]] |accessdate=June 20, 2008}}</ref>
 
===1964-75: จุดเริ่มต้นของอาชีพ และเดอะแจ็กสันไฟฟ์ ===
[[ไฟล์:__Jackson 5 television special 1971.JPG__|thumb|left|แจ็กสัน(กลาง)ขณะเป็นสมาชิกของเดอะแจ็กสันไฟฟ์ ปี 1971]]
แจ็กสันแสดงพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก ด้วยการแสดงต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นในระหว่างการเล่นดนตรี[[วันคริสต์มาส]]เมื่ออายุได้ 5 ขวบ<ref name = "Nelson George overview 20"/> ในปี 1964 แจ็กสันและมาร์ลอนเข้าร่วมวง "แจ็กสันบราเทอร์ส"— วงที่ก่อตั้งโดยพี่ชายเขา แจ็กกี ติโต และเจอร์เมน — โดยแสดงเป็นนักดนตรีสมทบที่เล่นคองกาและ[[แทมบูรีน]] ต่อมาแจ็กสันก็เริ่มเป็นนักร้องประสานและนักเต้น เมื่ออายุ 8 ปี เขาและเจอร์เมนเป็นนักร้องนำ และเปลี่ยนชื่อวงเป็น[[เดอะแจ็กสันไฟฟ์]]<ref name = "Nelson George overview 20"/> วงออกทัวร์ในมิดเวสต์ตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1968 แสดงในคลับคนผิวดำและตามงานต่าง ๆ เป็นวงสตริงที่เรียกว่า "[[ชิตลินเซอร์คิต]]" ที่พวกเขามักจะเล่นเป็นวงเปิดให้กับการเต้นระบำเปลื้องผ้าและการโชว์สำหรับผู้ใหญ่อื่น ๆ ในปี 1966 พวกเขาชนะรายการท้องถิ่นงานใหญ่ ที่พวกเขาแสดงความสามารถโดยการแสดงเลียนแบบศิลปิน[[โมทาวน์]] เพลงดัง ๆ และเพลง "I Got You (I Feel Good)" ของ[[เจมส์ บราวน์]] นำแสดงโดยไมเคิล แจ็กสัน<ref name=RRHF>{{cite web |url=http://www.rockhall.com/inductee/the-jackson-five |title=The Jackson Five |accessdate=May 29, 2007 |publisher=[[Rock and Roll Hall of Fame]]}}</ref>
 
เดอะแจ็กสันไฟฟ์ บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง "Big Boy" ภายใต้สังกัดท้องถิ่นที่ชื่อสตีลทาวน์ (ปี 1967) และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1968<ref name = "Nelson George overview 20"/> [[นิตยสารโรลลิงสโตน]] ได้อธิบายถึงแจ็กสันตอนเด็กไว้ว่า "เป็นเด็ก "อัจฉริยะ" พร้อมด้วย "พรสวรรค์ทางด้านดนตรีอย่างเต็มเปี่ยม" และยังพูดว่าแจ็กสัน "เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วที่เป็นตัวหลักในฐานะนักร้องนำ" หลังจากที่เขาเริ่มเต้นและร้องเพลงกับพี่ ๆ ของเขา<ref name="rollingstone">[http://www.rollingstone.com/artists/michaeljackson/biography Michael Jackson: Biography], [[Rolling Stone]], accessed February 14, 2008.</ref> เดอะแจ็กสันไฟฟ์ บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง "Big Boy" (ปี 1967) ซิงเกิลแรกของพวกเขาภายใต้สังกัดท้องถิ่นที่ชื่อสตีลทาวน์ และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1969 โดยในปีเดียวกัน พวกเขาย้ายออกจากแกรี่ไปยังลอสแอนเจลิส สถานที่พวกเขาบันทึกเพลงสำหรับโมทาวน์ต่อไป <ref name = "Nelson George overview 20"/> วงสร้างสถิติบนอันดับเพลงโดยการมี 4 ซิงเกิลแรก ("[[I Want You Back]]", "[[เอบีซี (เพลง) ?|ABC]]", "[[The Love You Save]]" และ "[[I'll Be There]]") ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บน[[บิลบอร์ดฮ็อต 100]]<ref name = "Nelson George overview 20"/>ในช่วงเวลานี้ ไมเคิลได้พัฒนาบทบาทจากนักแสดงเด็กไปยังทีนไอดอล ขณะที่แจ็กสันเขาเริ่มมีบทบาทปรากฏตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวในปีช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 19721970 โดยที่ยังคงผูกพันกับเดอะแจ็กสันไฟว์ เขามีผลงานเดี่ยวทั้งหมด 4 ชุดกับสังกัดโมทาวน์ อัลบั้มชุด ''[[Got to Be There]]'' และ ''[[เบน (อัลบั้ม)|Ben]]'' ที่มีเพลงดังอย่าง "Got to Be There" "[[เบ็น (เพลง)|Ben]]" ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน เป็นซิงเกิลแรกที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงของ[[นิตยสารบิลบอร์ด]] <ref>{{cite book |last=Cadman |first=Chris |authorlink= |coauthors= |title=[[Michael Jackson]]: For the Record |year=2007 |publisher=Authors OnLine |location= |id=ISBN 978-0-7552-0267-6 }}</ref> และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม [[รางวัลลูกโลกทองคำ]] และ[[รางวัลออสการ์]] และเพลงเก่าของ[[บ็อบบี เดย์]] นำมาทำใหม่ที่ชื่อ "Rockin' Robin"
 
เดอะแจ็กสันไฟฟ์ ได้รับการอธิบายว่าเป็น "แบบฉบับที่ทันสมัยของศิลปินผิวสี" แม้ว่ายอดขายอัลบั้มของวงเริ่มลดลงในปี 1973 และสมาชิกในวงก็มีปัญหากับโมทาวน์ เพราะถูกจำกัดภายใต้ข้อห้ามที่ควบคุมความคิดสร้างสรรค์<ref name = "Nelson George overview 22">George, p. 22</ref> พวกเขามีเพลงในท็อป 40 อยู่หลายเพลง รวมถึงเพลง[[ดิสโก้]]ที่ติดท็อป 5 อย่าง "Dancing Machine" และเพลงดังติดท็อป 20 "I Am Love" ก่อนที่จะออกจากโมทาวน์ในปี 1975<ref name = "Nelson George overview 22"/>
 
===1975-81: ย้ายไปค่ายอีพิก และ''Off the Wall'' ===
เดอะแจ็กสันไฟฟ์เซ็นสัญญาใหม่กับ [[ซีบีเอสเรคเคิดส์]]ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1975 โดยอยู่ในสังกัดย่อยฟิลาเดลเฟียอินเตอร์เนชันแนลเรคเคิดส์ ซึ่งต่อมาคือค่ายอีพิก<ref name = "Nelson George overview 22"/> และจากผลทางกฎหมายวงจึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น เดอะแจ็กสันส์ โดยมีแรนดี้ น้องชายคนสุดท้องเข้าร่วมวงอย่างเป็นทางการ ในขณะที่เจอร์เมนเลือกที่จะอยู่โมทาวน์และเริ่มต้นอาชีพเดี่ยว<ref name = "tara 138–144">Taraborrelli, pp. 138–144</ref> หลังจากเปลี่ยนชื่อแล้ววงออกทัวร์ในระดับนานาชาติ และยังออกผลงานอัลบั้มมากกว่า 6 อัลบั้มในระหว่างปี 1976 และ 1984 ระหว่างช่วงเวลานี้ ไมเคิล แจ็กสันยังเป็นผู้เขียนเพลงหลักของวง มีเพลงฮิตอย่าง "Shake Your Body (Down to the Ground)", "This Place Hotel" และ "Can You Feel It"<ref name="RRHF" />
 
ในปี 1978 แจ็กสันแสดงในบทบาทสแกร์โครว์ ในภาพยนตร์เพลง ''The Wiz''<ref>Taraborrelli, pp. 163–169</ref> เพลงบรรเลงประกอบภาพยนตร์เรียบเรียงโดย[[ควินซี โจนส์]] ที่เริ่มสนิทสนมกับแจ็กสันในช่วงการทำงานภาพยนตร์ และตกลงกันว่าจะร่วมทำผลงานในอัลบั้มเดี่ยวของแจ็กสันชุดต่อไป ในชุด ''[[ออฟเดอะวอลล์ (อัลบั้ม)|Off the Wall]]''<ref name = "Nelson George overview 23">George, p. 23</ref> ในปี 1979 แจ็กสันได้รับบาดเจ็บบริเวณจมูกระหว่างการฝึกซ้อมเต้น การศัลยกรรมจมูกของเขาไม่เสร็จดี เขาบ่นเรื่องความลำบากในการหายใจที่อาจเป็นผลร้ายต่ออาชีพเขาได้ เขาเอ่ยถึง ดร. สตีเวน โฮฟฟลิน ที่เป็นศัลยแพทย์จมูกเขาในครั้งที่ 2 และในการผ่าตัดอีกหลายครั้งถัดมา<ref name = "tara 205–210">Taraborrelli, pp. 205–210</ref>
 
โจนส์และแจ็กสันร่วมกันผลิตผลงานชุด ''Off the Wall'' อัลบั้มนี้เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของเขาจากวัยรุ่นไปยังเสียงร้องของเขาที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ที่เขาจะสร้างเมื่อเป็นผู้ใหญ่ มีนักเขียนเพลงในอัลบั้มนี้นอกเหนือจากแจ็กสันแล้วคือ [[ร็อด เทมเพอร์ตัน]] จากวงฮีตเวฟ [[สตีวี วันเดอร์]] และ[[พอล แม็กคาร์ตนีย์]] อัลบั้มออกวางขายในปี 1979 และยัง''Off the Wall'' ถือเป็นอัลบั้มแรกที่มีซิงเกิลท็อป 10 จำนวน 4 เพลงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในนั้นมีซิงเกิลอันดับ 1 อย่างเพลง "Don't Stop 'Til You Get Enough" และ "[[ร็อกวิธยู (เพลงไมเคิล แจ็กสัน)|Rock with You]]"<ref name = "Nelson George overview 37-38"/> ''Off the Wall'' ติดชาร์ต[[บิลบอร์ด 200]] สูงสุดที่อันดับ 3 และมียอดขาย 8 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกาและขายได้มากกว่า 20 ล้านชุดทั่วโลก<ref name="Off the Wall 20 million">{{cite web |url=http://www.virginmedia.com/music/classicalbums/michaeljackson-offthewall.php |title=Michael Jackson: Off the Wall&nbsp;— Classic albums&nbsp;— Music&nbsp;— Virgin media |publisher=[[Virgin Media]] |accessdate=December 12, 2008}}</ref><ref name="RIAA certifications">{{cite web |url=http://www.riaa.com/goldandplatinumdata.php?table=SEARCH_RESULTS&artist=Michael%20Jackson&format=ALBUM&go=Search&perPage=100
| title = Gold and Platinum |publisher=Recording Industry Association of America |accessdate=April 27, 2008}}</ref> ในปี 1980 แจ็กสันได้รับ 3 รางวัล[[อเมริกันมิวสิกอวอร์ดส]] ในสาขาอัลบั้มโซล/อาร์แอนด์บียอดนิยม สาขาศิลปินโซล/อาร์แอนด์บียอดนิยม สาขา ซิงเกิลโซล/อาร์แอนด์บียอดนิยมจากเพลง "Don't Stop 'Til You Get Enough"<ref name = "Nelson George overview 37-38">George, pp. 37–38</ref> ในปีนั้นเองเขาได้รับรางวัล[[บิลบอร์ดมิวสิกอวอร์ดส]] ในสาขาท็อปแบล็กอาร์ทิสและท็อปแบล็กอัลบั้ม และยังได้รับ[[รางวัลแกรมมี่]]ในสาขาศิลปินอาร์แอนด์บียอดเยี่ยม (กับเพลง "Don't Stop 'Til You Get Enough") <ref name = "Nelson George overview 37-38"/> เนื่องจากประสบความสำเร็จอย่างมาก แจ็กสันจึงรู้สึกว่า ''Off the Wall'' ควรจะมีผลกระทบมากขึ้นและควรเป็นที่คาดหวังให้กับการออกผลงานในชุดถัดมา<ref>Taraborrelli, p. 188</ref> ในปี 1980 แจ็กสันมีรายได้สูงสุดในอุตสาหกรรมดนตรีด้วยผลกำไรอัลบั้ม 37%<ref>Taraborrelli, p. 191</ref>
 
===1982-83: ''Thriller'' และ ''โมทาวน์ 25'' ===
[[ไฟล์:__Michael-jackson-vector.jpg__|thumb|left|ไมเคิล แจ็กสัน บนมิวสิกวีดีโอ ''Thriller'' ]]
ปี 1982 แจ็กสันมุ่งความสนใจของเขาในการแต่งเพลงและภาพยนต์ โดยมีผลงานเพลง "Someone In the Dark" ซึ่งประกอบภาพยนตร์เรื่อง ''[[อี.ที. เพื่อนรัก]]'' ซึ่งได้รับรางวัลแกรมมี่ในสาขาอัลบั้มยอดเยี่ยมประเภทเพลงสำหรับเด็ก<ref name = "MJ Grammy's">{{cite web|url=http://www.grammy.com/GRAMMY_Awards/Winners/Results.aspx?title=&winner=Michael+Jackson&year=0&genreID=0&hp=1|title=Grammy Award Winners|publisher=[[National Academy of Recording Arts and Sciences]]|accessdate=February 14, 2008}}</ref> ความสำเร็จที่มากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับการเปิดตัวอัลบั้มชุดที่หกของเขา ''[[ทริลเลอร์ (อัลบั้ม)|Thriller]]'' อัลบั้มทำให้เขาได้รับ 7 รางวัลแกรมมี่ และ 8 อเมริกันมิวสิกอวอร์ดส จากอัลบั้มเดียว ''Thriller'' เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดทั่วโลกในปี 1983 รวมทั้งในอเมริกา และกลายเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล มียอดขายสูงกว่า 109 ล้านชุด <ref name="109 Newswire">{{cite web |url=http://news.prnewswire.com/ViewContent.aspx?ACCT=109&STORY=/www/story/01-16-2009/0004956264&EDATE= |title=Music Icon Quincy Jones Kicks-Off New Series in Tribune Newspapers |publisher=[[PR Newswire]] |date=January 16, 2009 |accessdate=January 24, 2009}}</ref><ref name = "Nelson George overview 50-53">George, pp. 50–53</ref><ref name="Showbuzz">{{cite web |url=http://www.cbsnews.com/stories/2007/11/06/entertainment/main3461884.shtml?source=search_story |title=Michael Jackson Opens Up |publisher=[[CBS]] |date=November 6, 2007 |accessdate=July 24, 2008}}</ref><ref>{{cite news|first=Jill |last=Serjeant|url=http://www.reuters.com/article/topNews/idUSTRE55O6V920090625|title=Michael Jackson superstardom tarnished by scandal|publisher=Reuters|date=June 25, 2009|accessdate=June 28, 2009}}</ref> อัลบั้มติดในท็อป 10 บนบิลบอร์ด 200 นาน 80 สัปดาห์ติดต่อกันและอยู่อันดับ 1 นาน 37 สัปดาห์ และเป็นอัลบั้มแรกที่มี 7 ซิงเกิล ที่ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮ็อต 100 ประกอบด้วย "[[เดอะเกิร์ลอิสมาย|The Girl Is Mine]]" "[[Billie Jean]]", "[[Beat It]]" "[[วอนนาบีสตาร์ตินซัมติน|Wanna Be Startin' Somethin']]" "[[ฮิวแมนเนเจอร์ (เพลงไมเคิล แจ็กสัน)|Human Nature]]" "[[พี.วาย.ที. (พริตตี ยัง ธิง)|P.Y.T. (Pretty Young Thing]]" และ "[[ทริลเลอร์ (เพลง)|Thriller]]"<ref>Lewis, p. 47</ref>ในปี 2015 อัลบั้มได้รับการรับรองมียอดขายมากกว่า 32 ล้านชุด เฉพาะในสหรัฐอเมริกาโดย''RIAA'' ทำให้อัลบั้มนี้ถือเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดเฉพาะในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
 
นอกเหนือจากอัลบั้มเพลงแล้ว แจ็กสันได้ปล่อยผลงาน"[[ไมเคิล แจ็กสัน ทริลเลอร์| Thriller]]" มิวสิกวิดีโอภาพยน์สั้นที่มีความยาว 14 นาที กำกับโดยจอห์น แลนดิส ในปี 1983<ref>http://www.reuters.com/article/us-thriller-idUSTRE5BT43W20091230?type=musicNews</ref> มิวสิกวิดีโอนี้ได้รับคำนิยามว่า "ทลายอุปสรรคทางเชื้อชาติ" ได้รับการออกอากาศทาง[[เอ็มทีวี]]ซึ่งเป็นช่องรายการที่พึ่งเปิดใหม่ในเวลานั้น ในปี 2009 มิวสิกวิดีโอนี้ ได้รับการจดทะเบียนเข้าสู่หอภาพยนตร์แห่งชาติ โดย[[หอสมุดรัฐสภา]] ซึ่งนับเป็นผลงานมิวสิควีดีโอชิ้นแรกและชิ้นดียวเท่านั้นที่ได้รับเกียรติยศในฐานะ "วัฒนธรรมภาพยนต์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์" <ref>http://www.mtv.com/news/1628945/michael-jacksons-thriller-added-to-national-film-registry/</ref>
 
[[ไฟล์:__Michael Jackson's Glove and Cardigan.jpg__|thumb|เสื้อแจ็คเก็ตและถุงมือสีขาวประดับเพชรที่เขาสวมขึ้นแสดงในงาน ''โมทาวน์ 25'' หนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด]]
นักกฏหมายของแจ็กสัน จอห์น บรังกา ตั้งข้อสังเกตุว่าแจ็กสันมีส่วนแบ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมดนตรี ราว 2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่ออัลบั้ม เขายังทำรายได้เป็นประวัติการณ์จากภาพยนต์[[สารคดี]] "''The Making of Michael Jackson's Thriller''" ผลิตโดยแจ็กสันและจอห์น แลนดิส มียอดขายกว่า 350,000 ชุด ในเวลาไม่กี่เดือน นอกจากนี้เขายังทำเงินกับภาพลักษณ์อย่างจริงจัง อย่างเช่น [[ตุ๊กตา]]จำลอง ไมเคิล แจ็กสันและสินค้าใหม่ ๆ ในตลาด<ref name=TIME/> จนผู้เขียน[[ชีวประวัติ]]ของแจ็กสันที่ชื่อ เจ. แรนดี ทาราบอร์เรลลี วิเคราะห์ไว้ว่า "ในบางกรณี ''Thriller'' หยุดขายไปเหมือนอย่างอุปกรณ์สันทนาการ อย่างจำพวก[[นิตยสาร]] [[ของเล่น]] ตั๋วหนังดังๆ และเมื่อเริ่มขายก็เหมือนกับสิ่งของสำคัญประจำบ้าน"<ref name="tara 226">Taraborrelli, p. 226</ref> ในปี 1985 ภาพยนต์สารคดี "''The Making of Michael Jackson's Thriller''" ก็ยังได้รับรางวัลแกรมมี่สาขามิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยมแบบยาว <ref>http://www.grammy.com/nominees/search?artist=%22Michael+Jackson%22&field_nominee_work_value=&year=All&genre=All</ref>''นิตยสารไทม์'' ได้กล่าวถึงอิทธิพลของแจ็กสันตรงจุดนั้นว่า "ดวงดาวแห่งการบันทึกเสียง คลื่นวิทยุ และวิดีโอ ชายผู้ฟื้นฟูธุรกิจอุสาหกรรมดนตรี นักแต่งเพลงผู้กำหนดจังหวะแห่งทศวรรษ นักเต้นรำด้วยฝีเท้าแห่งจินตนาการ นักร้องผู้ก้าวข้ามพรมแดนแห่งรสนิยมและสีผิว"<ref>http://content.time.com/time/magazine/article/0,9171,950053,00.html</ref>''เดอะนิวยอร์กไทมส์'' เขียนว่า "ในโลกแห่งเพลงป็อป เมื่อมีไมเคิล แจ็กสัน จึงมีคนอื่นๆ"<ref>https://en.wikipedia.org/wiki/Michael_Jacksonง</ref>
 
นอกจากประสบความสำเร็จ สร้างสถิติใหม่ ๆ แล้ว ''Thriller'' ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมดนตรี อย่างแรกได้ยกระดับความสำคัญของ[[อัลบั้ม]] ขณะที่ความท้าทายต่อความเชื่อเกี่ยวกับความคาดหวังเพลงดังในอัลบั้มที่ควรจะเป็น<ref name=vh1>{{cite web |url=http://www.vh1.com/artists/az/jackson_michael/bio.jhtml |title=Michael Jackson |publisher=VH1 |year= (2007) |accessdate=February 22, 2007}}</ref> อย่างที่สองคือ ยังช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมดนตรีกับความเชื่อมั่นในความสามารถเป็นศิลปะชั้นสูง ท่ามกลางในระยะเวลานั้นที่รายได้จมไปเนื่องจากที่มีการวิเคราะห์ออกมาว่า "เป็นยุคความหายนะของ[[พังก์]]และเพลงป็อปสังเคราะห์เสียง"<ref name=TIME>{{cite news | first= Jay | last= Cocks |authorlink=Jay Cocks | title= Why He's a Thriller | date= March 19, 1984| publisher= ''[[Time (magazine)|Time]]'' | url= http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,950053-1,00.html | accessdate= March 17, 2007}}</ref> ข้อสามคือ นำ[[เอ็มทีวี]]ก้าวไปสู่ยุครุ่งเรือง ขณะที่เอ็มทีวีก็ช่วยส่งเสริมในความสำเร็จของ ''Thriller'' ข้อสี่ ''Thriller'' ยังปูทางให้กับศิลปินอื่นตามมาอย่างเช่น [[พรินซ์]]<ref name=WashPost1>{{cite news | first= Richard | last= Harrington | title= Prince & Michael Jackson: Two Paths to the Top of Pop |date= October 9, 1988 | work=[[The Washington Post]] | url= http://pqasb.pqarchiver.com/washingtonpost/access/73636369.html?dids=73636369:73636369&FMT=ABS&FMTS=ABS:FT&date=Oct+9%2C+1988&author=Richard+Harrington&pub=The+Washington+Post+ (pre-1997+Fulltext) &edition=&startpage=g.01&desc=Prince+%26+Michael+Jackson%3A+Two+Paths+to+the+Top+of+Pop | accessdate= May 21, 2007}}</ref> จนแล้วจนเล่า แจ็กสันก็ถือเป็นคนเดียวที่รอดจากธุรกิจดนตรี<ref name="NYTimes">{{cite news|url=http://select.nytimes.com/gst/abstract.html?res=F40F10FB3A5C0C778DDDA80894DC484D81|title=Michael Jackson at 25: A Musical Phenomenon|last=Pareles|first=Jon|authorlink=Jon Pareles|date= January 14, 1984 |accessdate= March 30, 2009 |work=[[The New York Times]]}}</ref> ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของอัลบั้ม ''Thriller'' ก็ยังคงเป็นอิทธิพลสำคัญในวงการดนตรี ต่อศิลปินและวัฒนธรรมชาวอเมริกันอย่างมาก<ref name="tara 226"/>
 
25 มีนาคม ค.ศ. 1983 เขาแสดงสดใน[[รายการโทรทัศน์]]เทปพิเศษครบรอบ 25 ปีโมทาวน์ที่ชื่อ ''Motown 25: Yesterday, Today, Forever'' ทั้งร่วมกับวงเดอะแจ็กสันไฟฟ์เองและได้ร้องเพลงของเขาเองในเพลง "Billie Jean" และยังเปิดตัวท่าเต้นที่ถือเป็นท่าเต้นที่สร้างชื่อเสียงของเขา "[[มูนวอล์ก]]" การแสดงของเขาในงานนี้มีผู้รับชมมากกว่า 47 ล้านคนในระหว่างการออกอากาศ <ref>http://www.whittierdailynews.com/general-news/20090625/michael-jackson-left-indelible-mark-on-pasadena</ref> ผู้สื่อข่าวจากนิตยสารโรลลิงสโตน มิเกล กิลมอ รายงานในภายหลังว่า "มีช่วงเวลาเมื่อคุณรู้ว่ากำลังได้ยิน หรือเห็น บางสิ่งที่น่าอัศจรรย์...ที่มาในคืนนั้น" <ref>http://www.gigwise.com/photos/92086/the-11-most-iconic-moments-of-michael-jacksons-career</ref>การแสดงนี้ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับการปรากฏตัวของ[[เอลวิส เพรสลีย์]]และ[[เดอะบีทเทิลส์]] ในรายการ ''[[ดิเอดซัลลิแวนโชว์]]'' <ref>Taraborrelli, pp. 238–241</ref> ''[[เดอะนิวยอร์กไทมส์]]'' พูดไว้ว่า "ท่ามูนวอล์กที่ทำให้เขามีชื่อเสียง เป็นคำอุปมาอย่างเหมาะสมแล้วสำหรับท่าเต้นของเขานี้ เขาทำได้อย่างไร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เขาเป็นนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่ นักแสดงโดยไม่ใช้คำพูดอย่างแท้จริง ความสามารถในการนำหนึ่งขาก้าวไถลขณะที่อีกข้างงอและดูเหมือนว่าท่าเดินจะอยู่ในจังหวะพอเหมาะพอเจาะ"<ref name="Dancing feet of Michael Jackson">{{cite news|first=Anna |last=Kisselgoff |authorlink=Anna Kisselgoff|url=http://query.nytimes.com/gst/fullpage.html?res=940DE7DE1539F935A35750C0A96E948260&sec=&spon=&partner=permalink&exprod=permalink |title=Dancing feet of Michael Jackson |work=The New York Times |date=March 6, 1988 |accessdate=July 23, 2008}}</ref>
 
===1984-85: เป๊ปซี่ , ''We Are the World'' และธุรกิจ ===
ในเดือนพฤศจิกายน 1983 แจ็กสันและพี่น้องของเขา ร่วมมือกับ [[เป๊ปซี่]] ด้วยค่าตัว 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำลายสถิติค่าตัวในวงการอุตสาหกรรมโฆษณา แคมเปญแรกของเป๊ปซี่ เริ่มต้นด้วยการออกอากาศในสหรัฐอเมริกาจากปี 1983 - 1984 และเปิดตัวด้วยธีม "คนรุ่นใหม่" รวมถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยว กิจกรรมการแสดง โดยใช้ภาพลักษณ์ของเขาในการประชาสัมพันธ์ แจ็กสันมีส่วนร่วมในการสร้างโฆษณาที่โดดเด่นให้กับเป๊ปซี่อย่างมาก เขาแนะนำให้ใช้เพลง "Billie Jean" เป็นดนตรีประกอบในรูปแบบใหม่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง <ref>http://www.billboard.com/articles/news/268213/michael-jackson-pepsi-made-marketing-history?page=0%2C0</ref>
 
แจ็กสันบาดเจ็บเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1984 ขณะถ่ายภาพยนตร์โฆษณา[[เป๊ปซี่]] ที่ไชรน์ออดิทอเรียม ใน[[ลอสแอนเจลิส]] หนังศีรษะเป็นแผลไหม้ระดับสองหลังจากเกิดอุบัติเหตุสะเก็ดไฟไหม้ที่ผม เกิดขึ้นต่อหน้าแฟนเพลงมากมายในฉากถ่ายคอนเสิร์ต เหตุการณ์นำไปสู่การประโคมข่าวทางสื่อในเรื่องที่จะต้องตรวจสอบและการนำความจริงออกมา ทำให้เกิดความเห็นใจหลั่งไหลสู่แจ็กสันอย่างมาก แจ็กสันเข้ารับการรักษาเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นและทำศัลยกรรมจมูกครั้งที่สามหลังจากนั้นและทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเขาอย่างชัดเจน<ref name = "tara 205–210"/>เป๊ปซี่จัดไกล่เกลี่ยกับแจ็กสันนอกศาลและ แจ็กสันได้บริจาคเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับบรอตแมนเมดิคอลเซนเตอร์ ในคัลเวอร์ซิตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เขาได้เข้ารักษา และยังให้โรงพยาบาลนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการรักษารอยไหม้ให้แก่ผู้ป่วย ต่อมาตึกคนไข้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "ไมเคิล แจ็กสัน เบิร์น เซนเตอร์" เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา<ref name = "tara 279–287">Taraborrelli, pp. 279–287</ref>
 
[[ไฟล์:Michael Jackson with the Reagans.jpg|thumb|250x400px|left|แจ็กสันที่ทำเนียบขาว กับประธานาธิบดี[[โรนัลด์ เรแกน]]และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง [[แนนซี เรแกน]] ปี 1984]]
วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 แจ็กสันได้รับเชิญให้รับรางวัลที่[[ทำเนียบขาว]] สำหรับผลงานด้านมนุษยธรรมของเขา โดยมีประธานาธิบดี [[โรนัลด์ เรแกน]]เป็นผู้มอบรางวัลให้ สำหรับการช่วยเหลือการกุศลให้กับผู้ที่เอาชนะต่อสุราและ[[ยาเสพติด]]<ref>Taraborrelli, pp. 304–307</ref>และมอบคำกล่าวขวัญแก่การสนับสนุนของเขาที่มีต่อสภาและทางหลวงแห่งชาติในการรณรงค์เมาแล้วไม่ขับ แจ็กสันบริจาคเพลง "Beat it" เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ สำหรับบริการสาธารณะ<ref>http://www.aef.com/exhibits/social_responsibility/ad_council/2399/:pf_printable</ref>
 
แจ็กสันรับรู้การซื้อขายจากนักฏกหมายของเขา จอห์น บรังกา เขาสนใจในแค็ตตาล็อกนี้แต่ก็ถูกเตือนว่าเขาอาจมีการแข่งขันสูง แต่เขาก็พูดว่า "ผมไม่สนใจ ผมต้องการเพลงเหล่านั้น เอาเพลงเหล่านั้นมาให้ได้บรังกา" (นักกฎหมายของเขา) ต่อจากนั้นบรังกาได้ติดต่อกับนักกฎหมายของแม็กคาร์ตนีย์ที่เข้าใจว่าลูกค้าของเขาไม่สนใจที่จะเสนอราคา เนื่องจากแม็กคาร์ตนีย์รู้สึกว่ามันมีราคาที่สูงเกินไป<ref>http://www.pophistorydig.com/topics/michael-mccartney-1980s-2009/</ref> แต่บริษัทและนักลงทุนหลายคนต่างก็มีความสนใจในการเสนอราคา แจ็กสันเริ่มพูดคุยต่อรอง จนในที่สุดแจ็กสันสามารถเอาชนะคู่แข่งอื่นในการเจรจาหลายต่อหลายครั้งใน 10 เดือน โดยสนนราคาแค็ตตาล็อกเพลงที่ 47.5 ล้านเหรียญดอลลาร์ การซื้อขาย ATV Music Publishing ของแจ็กสันจึงสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1985 <ref>http://www.latimes.com/la-et-hilburn-michael-jackson-sep22-story.html</ref>
 
===1986-9088: รายงานเท็จของแท็บลอยด์ , การปรากฏตัว , อัลบั้ม ''Bad'' , อัตชีวประวัติ และผลงานภาพยนตร์ ===
สีผิวของแจ็กสันตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กมีสีน้ำตาลปานกลาง แต่เมื่อเริ่มต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 สีผิวของเขาดูซีดลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สื่อประโคม รวมถึงมีข่าวลือออกมาว่าเขาฟอกสีผิว<ref name = "campbell (1995) 14-16"/> ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 แจ็กสันถูกวินิจฉัยว่าเป็น[[โรคด่างขาว]]และ[[โรคลูปัส]] การป่วยเป็นทั้งสองโรคนี้ทำให้เขาระคายเคืองต่อแสงแดด การรักษาในส่วนสีผิวที่ขาวกว่าเขาใช้การเมคอัพในบริเวณรอยด่าง<ref name="Taraborrelli">Taraborrelli, pp. 434–436</ref>แจ็กสันกล่าวว่าเขาศัลยกรรมจมูกสองครั้งและไม่ได้มีการทำศัลยกรรมในส่วนอื่นๆ เขามีน้ำหนักที่ลดลงมาตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เพราะเปลี่ยนการควบคุมน้ำหนักและความต้องการให้มีร่างกายแบบนักเต้น<ref name = "jackson 229-230">Jackson, pp. 229–230</ref> มีผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าแจ็กสันมักจะหน้ามืด และเห็นว่าเขามักจะทนทุกข์จาก[[แอเนอะเร็กเซีย เนอร์โวซา]] (anorexia nervosa) หรือการกลัวอ้วน ซึ่งเป็นช่วงที่เขาน้ำหนักลดลงและกลสยเป็นปัญหาต่ออาชีะของเขาในเวลาต่อมา<ref name = "tara 312–313">Taraborrelli, pp. 312–313</ref>
 
[[ไฟล์:Michael Jackson gives autographCropped.jpg|thumb|แจ็กสัน หลังสองปีที่เขาป่วยเป็น[[โรคด่างขาว]] (vitiligo)]]
สีผิวของแจ็กสันตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กมีสีน้ำตาลปานกลาง แต่เมื่อเริ่มต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 สีผิวของเขาดูซีดลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สื่อประโคม รวมถึงมีข่าวลือออกมาว่าเขาฟอกสีผิว<ref name = "campbell (1995) 14-16"/> ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 แจ็กสันถูกวินิจฉัยว่าเป็น[[โรคด่างขาว]]และ[[โรคลูปัส]] การป่วยเป็นทั้งสองโรคนี้ทำให้เขาระคายเคืองต่อแสงแดด การรักษาในส่วนสีผิวที่ขาวกว่าเขาใช้การเมคอัพในบริเวณรอยด่าง<ref name="Taraborrelli">Taraborrelli, pp. 434–436</ref>แจ็กสันกล่าวว่าเขาศัลยกรรมจมูกสองครั้งและไม่ได้มีการทำศัลยกรรมในส่วนอื่นๆ เขามีน้ำหนักที่ลดลงมาตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เพราะเปลี่ยนการควบคุมน้ำหนักและความต้องการให้มีร่างกายแบบนักเต้น<ref name = "jackson 229-230">Jackson, pp. 229–230</ref> มีผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าแจ็กสันมักจะหน้ามืด และเห็นว่าเขามักจะทนทุกข์จาก[[แอเนอะอะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา]] (anorexia nervosa) หรือการกลัวอ้วน ซึ่งเป็นช่วงที่เขาน้ำหนักลดลงและกลสยกลายเป็นปัญหาต่ออาชีะสุขภาพของเขาในเวลาต่อมา<ref name = "tara 312–313">Taraborrelli, pp. 312–313</ref>
ในปี 1986 ข่าวใน[[แท็บลอยด์]] เขียนเรื่องราวว่าแจ็กสันนอนในตู้อ๊อกซิเจน (hyperbaric oxygen chamber) เพื่อชะลอสังขาร<ref name="BBC, Jackson's image problems">{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/1/hi/entertainment/music/4584367.stm |title=Music's misunderstood superstar |publisher=BBC |date= (June 13, 2005) |accessdate=July 14, 2008}}</ref> มีภาพถ่ายเขานอนอยู่ในกล่องตู้กระจก (ซึ่งความจริงแล้วเป็นภาพในขณะรักษาแผลไฟไหม้ที่ศรีษะ) ถึงแม้เรื่องนี้ไม่เป็นจริง ต่อมาเมื่อแจ็กสันซื้อ[[ลิงชิมแพนซี]] ที่มีชื่อว่า บับเบิลส์ มาก็มีการรายงานว่าทำให้เขาตีห่างจากสังคมยิ่งขึ้น<ref>{{cite journal|first=Michael|last=Goldberg|coauthors=David Handelman|url=http://www.rollingstone.com/news/coverstory/28852269|title=Is Michael Jackson for Real?|journal=Rolling Stone|date=1987-09-24|accessdate=July 3, 2009}}</ref> ในปี 2003 แจ็กสันกล่าวว่าบับเบิลส์ถูกฝึกให้ใช้ห้องน้ำเป็นและทำความสะอาดห้องนอนของตัวเอง<ref name="BBC, Jackson's image problems"/> ต่อมายังมีข่าวว่าแจ็กสันเสนอเงินซื้อกระดูก[[โจเซฟ เมอร์ริค]] หรือมนุษย์ช้าง เป็นเงิน 1 ล้านเหรียญ<ref>{{cite web|url=http://www.time.com/time/business/article/0,8599,1907401,00.html|title=What Happened to Michael Jackson's Millions?|first=Adam|last=Smith|publisher=Time|date=June 26, 2009|accessdate=July 5, 2009}}</ref>และถึงแม้จะไม่ได้เป็นเรื่องจริง แจ็กสันก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในเวลานั้นแต่อย่างใด แม้ว่าเขาจะเห็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ก็ตาม ต่อมาแจ็กสันหยุดการรั่วไหลเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง แต่พวกเขาเริ่มรู้สึกได้ว่าเรื่องดังกล่าวกระทบความรู้สึกของแจ็กสันมากขึ้น เพราะเหตุนี้ สื่อดังกล่าวจึงเริ่มผลิตเรื่องราวข่าวลือเกี่ยวกับตัวเขา<ref>http://news.bbc.co.uk/2/hi/entertainment/4584367.stm</ref>
 
ในปี 1986 ข่าวใน[[แท็บลอยด์]] เขียนเรื่องราวว่าแจ็กสันนอนในตู้อ๊อกซิเจน (hyperbaric oxygen chamber) เพื่อชะลอสังขาร<ref name="BBC, Jackson's image problems">{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/1/hi/entertainment/music/4584367.stm |title=Music's misunderstood superstar |publisher=BBC |date= (June 13, 2005) |accessdate=July 14, 2008}}</ref> มีภาพถ่ายเขานอนอยู่ในกล่องตู้กระจก (ซึ่งความจริงแล้วเป็นภาพในขณะรักษาแผลไฟไหม้ที่ศรีษะ) ถึงแม้เรื่องนี้ไม่เป็นจริง ต่อมาเมื่อแจ็กสันซื้อ[[ลิงชิมแพนซี]] ที่มีชื่อว่า บับเบิลส์ มาก็มีการรายงานว่าทำให้เขาตีห่างจากสังคมยิ่งขึ้น<ref>{{cite journal|first=Michael|last=Goldberg|coauthors=David Handelman|url=http://www.rollingstone.com/news/coverstory/28852269|title=Is Michael Jackson for Real?|journal=Rolling Stone|date=1987-09-24|accessdate=July 3, 2009}}</ref> ในปี 2003 แจ็กสันกล่าวว่าบับเบิลส์ถูกฝึกให้ใช้ห้องน้ำเป็นและทำความสะอาดห้องนอนของตัวเอง<ref name="BBC, Jackson's image problems"/> ต่อมายังมีข่าวว่าแจ็กสันเสนอเงินซื้อกระดูก[[โจเซฟ เมอร์ริค]] หรือมนุษย์ช้าง เป็นเงิน 1 ล้านเหรียญ<ref>{{cite web|url=http://www.time.com/time/business/article/0,8599,1907401,00.html|title=What Happened to Michael Jackson's Millions?|first=Adam|last=Smith|publisher=Time|date=June 26, 2009|accessdate=July 5, 2009}}</ref>และถึงแม้จะไม่ได้เป็นเรื่องจริง แจ็กสันก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในเวลานั้นแต่อย่างใด แม้ว่าเขาจะเห็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ก็ตาม ต่อมาแจ็กสันหยุดการรั่วไหลเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง แต่เช่นเดียวกับที่พวกเขาเริ่มรู้สึกได้ว่าเรื่องดังกล่าวกระทบความรู้สึกของแจ็กสันและโลดโผนมากยิ่งขึ้น เพราะเหตุนี้ ด้วยเหตุดังนี้สื่อดังกล่าวจึงเริ่มผลิตแต่งเรื่องราวข่าวลือเกี่ยวกับตัวเขา<ref>http://news.bbc.co.uk/2/hi/entertainment/4584367.stm</ref>
 
จากนั้นเขาแสดงนำในภาพยนตร์สามมิติเรื่อง ''Captain EO'' กำกับโดย[[แฟรนซิส ฟอร์ด คอปโปลา]] ถือเป็นภาพยนตร์ที่แพงที่สุดที่ผลิตขึ้นต่อ 1 นาที ณ เวลานั้น และเขาเป็นพิธีกรให้กับดิสนีย์ธีมพาร์ก และดิสนีย์ยังได้นำภาพยนตร์บรรจุอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า ทูมอร์โรว์แลนด์ เป็นเวลาเกือบ 11 ปี ขณะที่วอลต์ดิสนีย์ ฉายภาพยนตร์ในบริเวณเอปคอต ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 1994<ref name = "Nelson George overview 41">George, p. 41</ref>ในปี 1987 เขาผันตัวเองออกจากลัทธิ[[พยานพระยะโฮวา]] เพื่อตอบสนองความไม่พอใจของพวกเขาจากการแสดงมิวสิกวิดีโอเพลงทริลเลอร์<ref name=ebony1>{{citation | title =Vol. 42, No. 11 | newspaper =Ebony Magazine | publisher=Johnson Publishing Company | pages =143 | date =September 1987}}</ref><ref name=ebony2>{{citation | title =Vol. 45, No. 12 | newspaper =Ebony Magazine | publisher=Johnson Publishing Company | pages =66 | date =October 1990}}</ref>
 
[[ไฟล์:Michael Jackson The Way You Make Me Feel-3.jpg|thumb|180pxleft|แจ็กสันระหว่างแสดงเพลง "[[The Way You Make Me Feel]]" ปี 1988]]
และจากความคาดหวังในเพลงฮิต แจ็กสันออกผลงานครั้งแรกในรอบ 5 ปี ในอัลบั้ม ''[[แบด (อัลบั้ม)|Bad]]'' ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ถูกคาดหวังอย่างมาก<ref name="TIME2">{{cite news|url=http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,965452-2,00.html |title=The Badder They Come|last=Cocks |first=Jay|authorlink=Jay Cocks|date=September 14, 1987|work=Time |accessdate=July 23, 2008}}</ref>อัลบั้มมี 7 ซิงเกิล ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง 5 ซิงเกิล ประกอบด้วย ("I Just Can't Stop Loving You" "Bad" "The Way You Make Me Feel", "Man in the Mirror" และ "Dirty Diana") ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดฮอต 100 ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกที่มีเพลงอันดับ 1 จากอัลบั้มเดียวมากที่สุด<ref name="A life in the spotlight&nbsp;— cnn">{{cite web |first=Todd |last=Leopold |url=http://edition.cnn.com/2005/SHOWBIZ/Music/01/30/jackson.life/ |title=Michael Jackson: A life in the spotlight |publisher=CNN|date=June 6, 2005|accessdate=May 5, 2008}}</ref> จากข้อมูลปี 2012 อัลบั้มมียอดขายระหว่าง 30-45 ล้านชุดทั่วโลก ซึ่งขายได้ในอเมริกา 9 ล้านชุด<ref name="RIAA certifications"/><ref name="Bad 30 million copies">{{cite news |first=Mark|last=Savage|url=http://news.bbc.co.uk/2/hi/entertainment/7448908.stm|title=Michael Jackson: Highs and lows |publisher=BBC |date=August 29, 2008|accessdate=November 25, 2008}}</ref><ref>http://www.reuters.com/article/entertainment-us-michaeljackson-bad-idUSBRE84K0Z120120521</ref> อัลบั้มได้รับ 2 รางวัลแกรมมี่ สำหรับสาขาจัดการเสียงยอดเยี่ยม และสาขามิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม สำหรับเพลง "Leave Me Alone" ในปี 1989 <ref>http://www.grammy.com/nominees/search?artist=Bruce+Swedien&title=&year=All&genre=All</ref><ref>http://www.songfacts.com/detail.php?id=16058</ref> ในปีเดียวกัน แจ็กสันได้รับรางวัลพิเศษ "รางวัลแห่งความสำเร็จ" ที่งานอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส เนื่องจาก ''Bad'' ถือเป็นอัลบั้มแรกที่มีถึง 5 ซิงเกิล ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา อัลบั้มแรกที่ติดท๊อปใน 25 ประเทศ และเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดทั่วโลกในปี 1987 และ 1988 เขายังได้รับรางวัล อเมริกันมิวสิกอวอร์ดส สาขาเพลงโซล/อาร์แอนด์บียอดนิยมจากเพลง "Bad" <ref>https://news.google.co.uk/newspapers?id=lZozAAAAIBAJ&sjid=lTIHAAAAIBAJ&pg=4477,3617735</ref>
 
ทัวร์คอนเสิร์ตแบดเวิลด์ทัวร์ เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1987 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1989<ref name = "lewis 95-96"/> ในญี่ปุ่นเพียงที่เดียว บัตรขายหมดทุกรอบ ทั้ง 14 รอบ กับจำนวนคนถึง 570,000 คน ถือเป็นเกือบ 3 เท่าของสถิติเดิม 200,000 คนในทัวร์เดียวที่มีศิลปินมีออกทัวร์คอนเสิร์ตในญี่ปุ่น<ref name=WashPost>{{cite news | first= Richard | last= Harrington | title= Jackson to Make First Solo U.S. Tour |date= January 12, 1988 | work=The Washington Post | url= http://pqasb.pqarchiver.com/washingtonpost/access/73555081.html?dids=73555081:73555081&FMT=ABS&FMTS=ABS:FT&date=Jan+12%2C+1988&author=Richard+Harrington&pub=The+Washington+Post+ (pre-1997+Fulltext) &edition=&startpage=b.03&desc=Jackson+to+Make+First+Solo+U.S.+Tour |accessdate=July 23, 2008}}</ref> แจ็กสันยังสร้างสถิติใน[[กินเนสบุ๊ก]] เมื่อคน 504,000 คนเข้าดูโชว์ที่ขายหมดในสนามกีฬาเวมบลีย์ 7 รอบ เขาแสดงคอนเสิร์ตรวมทั้งหมด 123 คอนเสิร์ตกับผู้ชมร่วม 4.4 ล้านคน ถือเป็นซีรี่ย์ทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดที่เคยมี ซึ่งต่อมาสถิติได้ถูกทำลายโดยฮิสทรีเวิลด์ทัวร์ของเขาเอง<ref>http://www.toptenz.net/top-10-most-successful-music-tours.php</ref> และยังทำลายสถิติเดิมในกินเนสบุ๊กเมื่อทัวร์ทำรายได้ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างทัวร์เขายังได้เชิญเด็กด้อยโอกาสมาเข้าชมฟรีและยังบริจาคเงินให้[[โรงพยาบาล]] สถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า และองค์กรการกุศลอื่น ๆ<ref name = "lewis 95-96"/>
[[ไฟล์:Michael Jackson's "Bad" Jacket and Belt.jpg|thumb|left|ชุดแจ็กเกตสไตล์ทหาร กับแผ่นทองคำ ที่ช่วงชุดอัลบั้ม ''Bad'']]
ทัวร์คอนเสิร์ตแบดเวิลด์ทัวร์ เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1987 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1989<ref name = "lewis 95-96"/> ในญี่ปุ่นเพียงที่เดียว บัตรขายหมดทุกรอบ ทั้ง 14 รอบ กับจำนวนคนถึง 570,000 คน ถือเป็นเกือบ 3 เท่าของสถิติเดิม 200,000 คนในทัวร์เดียวที่มีศิลปินมีทัวร์คอนเสิร์ตในญี่ปุ่น<ref name=WashPost>{{cite news | first= Richard | last= Harrington | title= Jackson to Make First Solo U.S. Tour |date= January 12, 1988 | work=The Washington Post | url= http://pqasb.pqarchiver.com/washingtonpost/access/73555081.html?dids=73555081:73555081&FMT=ABS&FMTS=ABS:FT&date=Jan+12%2C+1988&author=Richard+Harrington&pub=The+Washington+Post+ (pre-1997+Fulltext) &edition=&startpage=b.03&desc=Jackson+to+Make+First+Solo+U.S.+Tour |accessdate=July 23, 2008}}</ref> แจ็กสันยังสร้างสถิติใน[[กินเนสบุ๊ก]] เมื่อคน 504,000 คนเข้าดูโชว์ที่ขายหมดในสนามกีฬาเวมบลีย์ 7 รอบ เขาแสดงคอนเสิร์ตรวมทั้งหมด 123 คอนเสิร์ตกับผู้ชมร่วม 4.4 ล้านคน และยังทำลายสถิติเดิมในกินเนสบุ๊กเมื่อทัวร์ทำรายได้ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างทัวร์เขายังได้เชิญเด็กด้อยโอกาสมาเข้าชมฟรีและยังบริจาคเงินให้[[โรงพยาบาล]] สถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า และองค์กรการกุศลอื่น ๆ<ref name = "lewis 95-96"/>
 
===1988-90: อัตชีวประวัติ , ผลงานภาพยนตร์ และเนเวอร์แลนด์===
[[ไฟล์:Michael Jackson The Way You Make Me Feel.jpg|thumb|180px|แจ็กสันแสดงเพลง "[[The Way You Make Me Feel]]"]]
ในปี 1988 แจ็กสันออก[[อัตชีวประวัติ]]ที่ชื่อ "มูนวอล์ก" ที่ใช้เวลาทำกว่า 4 ปีและขายได้กว่า 200,000 ชุด<ref>{{cite web|url=http://www.boston.com/ae/celebrity/articles/2009/06/27/writer_stephen_davis_remembers_michael_jackson/|title=Remembering Michael|author=Shanahan, Mark and Goldstein, Meredith|publisher=''The Boston Globe''|date=June 27, 2009|accessdate=July 2, 2009}}</ref> แจ็กสันเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมในวงแจ็กสันไฟฟ์ รวมถึงความเจ็บปวดต่อการถูกทารุณในวัยเด็ก<ref>Jackson, pp. 29–31</ref> เขายังพูดถึงเรื่องศัลยกรรมพลาสติก ว่าเขาศัลยกรรมจมูกสองครั้งและผ่าที่คาง<ref name = "jackson 229-230"/> ในหนังสือเขาให้เหตุผลถึงการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์บนใบหน้าของเขา น้ำหนักตัวที่ลดลง การควบคุมอาหารด้วยการเป็นมังสวิรัติ การเปลี่ยนทรงผมและแสงสีบนเวที<ref name = "jackson 229-230"/> "มูนวอล์ก" ติดอันดับ 1 บนยอดหนังสือขายดีของ ''[[นิวยอร์กไทมส์]]''<ref name = "Nelson George overview 42">George, p. 42</ref> ต่อมาเขาออกภาพยนตร์ที่ชื่อ "[[มูนวอคเกอร์ ดิ้นมหัศจรรย์|มูนวอคเกอร์]]" ที่รวบรวมการแสดงสด มิวสิกวิดีโอ และตอนแสดงของแจ็กสันและโจ เพสซี "มูนวอคเกอร์" ติดอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกบนชาร์ตบิลบอร์ดท็อปวิดีโอคาสเซตต์ ติดอันดับนาน 22 สัปดาห์ ซึ่งต่อมาก็ถูกโค่นอันดับ 1 โดยผลงานชุด ''Michael Jackson: The Legend Continues'' ของเขาเอง<ref name = "Nelson George overview 43-44"/>
 
[[ไฟล์:Aerial-NeverlandTrainStation.jpg|thumb|บ้านไร่เนเวอร์แลนด์]]
ในเดือนมีนาคม 1988 แจ็กสันซื้อที่ดินใกล้กับ Santa Ynez รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อสร้างเนเวอร์แลนด์ที่มีมูลค่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมี[[ชิงช้าสวรรค์]] สวนสัตว์ป่า และโรงภาพยนตร์บนเนื้อที่ 2,700 เอเคอร์ (11 ตร.กม.) มีผู้รักษาความปลอดภัย 40 คนบนพื้น ในปี 2003 มีการประเมินค่าเนเวอร์แลนด์ราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<ref name="rollingstone"/><ref name="usatoday finances">{{cite news|first=Edna |last=Gundersen |url=http://www.usatoday.com/life/2003-11-24-jackson-finances_x.htm |title=For Jackson, scandal could spell financial ruin |work=[[USA Today]] |date=February 19, 2007 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> ในปี 1989 รายได้ประจำปีของเขาจากการขายอัลบั้ม โฆษณาและคอนเสิร์ต ตีค่าราว 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนั้นปีเดียว<ref name="World Records"/> และแจ็กสันยังถือเป็นศิลปินตะวันตกคนแรกที่ปรากฏตัวในโฆษณาทางโทรทัศน์ของ[[สหภาพโซเวียต]]<ref name = "Nelson George overview 43-44"/>
 
จากความสำเร็จของเขา ทำให้เขาได้รับฉายา "Kingคิง ofออฟ Popป๊อป" หรือ "ราชาเพลงป็อป" จากนักแสดงหญิงที่ตั้งชื่อให้เขา [[เอลิซาเบธ เทย์เลอร์]] เธอยังเชิญรางวัลพิเศษ "ศิลปินแห่งทศวรรษมรดกทางดนตรี" ให้กับเขาที่งานโซลเทรนมิวสิกอวอร์ดในปี 1989 โดยพูดว่า "ราชาแห่งป็อป ร็อกและโซลตัวจริง"<ref name="HIStory Booklet p3">Jackson, Michael. ''HIStory'' booklet. Sony BMG. p 3</ref><ref name="Colony">{{cite web|url=http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601088&sid=admSeQqJY2Xs&refer=home|title=Michael Jackson's Neverland Loan Sold by Fortress to Colony|last=Keehner |first=Jonathan|coauthors=Mider, Zachary R. |publisher=[[Bloomberg L.P.]] |date=May 11, 2008| accessdate=May 12, 2008}}</ref> ประธานาธิบดี[[จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช]] ยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้เขาเป็นพิเศษที่ทำเนียบขาว เพื่อเป็นการสดุดีให้กับอิทธิพลทางด้านดนตรีตลอดคริสต์ทศวรรษ 1980<ref name=georgebush>{{cite web |url=http://www.presidency.ucsb.edu/ws/index.php?pid=18331|title=Remarks on the Upcoming Summit With President Mikhail Gorbachev of the Soviet Union |date= (April 5, 1990) |accessdate=April 8, 2007|work=The American Presidency Project}}</ref> จากปี 1985 ถึง 1990 แจ็กสันบริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับ United Negro College Fund และผลกำไรจากซิงเกิล "Man in the Mirror" ทั้งหมดก็เข้าการกุศล<ref name="Blacks who give back">{{cite news|url=http://findarticles.com/p/articles/mi_m1077/is_n5_v45/ai_8540117 |title=Blacks who give back |work=[[Ebony (magazine)|Ebony]] |date= (March 1990) |accessdate=July 23, 2008|archiveurl=http://archive.is/FNzl|archivedate=July 8, 2012}}</ref><ref>Taraborrelli, p. 382</ref>
 
===1991-93: อัลบั้ม ''Dangerous'' , มูลนิธิฮีลเดอะเวิลด์ และซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 27 ===
เดือนมีนาคม 1991 แจ็กสันเซ็นสัญญาใหม่กับโซนีเป็นจำนวนเงิน 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการทำลายสถิติมากที่สุดในเวลานั้น แซงหน้าการเซ็นสัญญาใหม่ของ[[นีล ไดอะมอนด์]]กับ[[โคลัมเบียเรเคิดส์]]<ref name="usatoday finances"/> แจ็กสันออกผลงานชุดที่ 8 ชุด ''[[เดนเจอรัส (อัลบั้ม)|เดนเจอรัส]]'' ด้วยยอดขายในสหรัฐอเมริกา 7 ล้านชุดและ 32 ล้านชุดทั่วโลก ถือเป็นอัลบั้มเพลงแนว[[นิวแจ็กสวิง]]ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล<ref name="RIAA certifications"/><ref name="Dangerous 32 million copies worldwide">{{cite web |title=Michael Jackson sulla sedia a rotelle |url=http://www.affaritaliani.it/entertainment/micheal-jackson110708.html |publisher=[[Affari Italiani]] |date=August 11, 2008 |accessdate=May 10, 2009}}</ref><ref name="New jack swing">{{cite news |first=Kelley L. |last=Carter |title=New jack swing |url=http://www.chicagotribune.com/features/arts/chi-5-things-0810aug10,0,1329158.story |work=[[Chicago Tribune]] |date=August 11, 2008 |accessdate=August 21, 2008}}</ref> ในสหรัฐอเมริกา ซิงเกิลแรกที่ชื่อ "[[Black or White]]" ถือเป็นเพลงฮิตที่สุดในอัลบั้ม ติดอันดับ 1 บนชาร์ต[[บิลบอร์ดฮอต 100]] นาน 7 สัปดาห์ และเช่นเดียวกับทั่วโลกที่ขึ้นอันดับ 1 เช่นกัน<ref name="KOP achievements"/> ซิงเกิลที่ 2 คือ "Remember the Time" อยู่ในท็อปไฟฟ์นาน 8 สัปดาห์ โดยขึ้นสูงสุดที่อันดับ 3 บนบิลบอร์ดฮอต 100<ref name = "Nelson George overview 45-46"/> ในปี 1992 อัลบั้ม''เดนเจอรัส'' ยังได้รับรางวัลอัลบั้มเพลงที่มียอดขายสูงสุดทั่วโลกสูงสุดของปี และเพลง "Black or White" ก็ยังเป็นซิลเกิลซิงเกิลที่ขายดีที่สุดของปีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แจ็กสันยังได้รับรางวัลสำหรับศิลปินที่มียอดขายมากที่สุดในคริสต์ทศวรรษ 80 อีกด้วย <ref>https://news.google.com/newspapers?id=w7QiAAAAIBAJ&sjid=DbUFAAAAIBAJ&pg=3124,2012493</ref>ในปี 1993 แจ็กสันได้ขึ้นแสดงในงานรางวัล โซลเทรน อวอร์ด โดยนั่งเก้าอี้ เขาพูดว่าเขาบาดเจ็บระหว่างการซ้อม<ref>Taraborrelli, p. 459</ref> ในสหราชอาณาจักรและบางส่วนในยุโรป เพลง "[[Heal the World]]" ถือเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในอัลบั้ม ขายได้ 450,000 ชุดในสหราชอาณาจักร ติดอันดับ 2 นาน 5 สัปดาห์ ในปี 1992<ref name = "Nelson George overview 45-46"/>
 
[[ไฟล์:Michaël Jackson.JPG|thumb|left|หุ่นขี้ผึ้งของไมเคิล แจ็กสันที่พิพิธภัณฑ์[[มาดามทุซโซต์]] กับเครื่องแต่งกายที่สวมใส่ระหว่าง[[เดนเจอรัสเวิลด์ทัวร์]] ปี 1992-1993]]
[[ไฟล์:__King-Sani art.jpg__|thumb|แจ็กสันขณะสวมมงกุฎเป็น "King Sani"]]
แจ็กสันก่อตั้งมูลนิธิ "ฮีลเดอะเวิลด์ฟาวเดชัน" ในปี 1992 เป็นองค์กรการกุศลที่นำเด็กผู้ด้อยโอกาสมายังสวนสนุกในเนเวอร์แลนด์ มูลนิธิยังได้ส่งเงินนับล้านเหรียญดอลลาร์ไปยังทั่วโลกเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ประสบภัยสงครามและโรคร้าย ทัวร์ [[เดนเจอรัสเวิลด์ทัวร์]] เริ่มต้นวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1992 สิ้นสุด 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993 ทัวร์ทำรายได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แจ็กสันแสดงกว่า 70 คอนเสิร์ตให้กับคนร่วม 3.5 ล้านคน เขาหาเงินทั้งหมดจากคอนเสิร์ตเข้าสู่มูลนิธิกาลกุศล โดยหาเงินได้นับล้านดอลลาร์<ref name = "Nelson George overview 45-46"/><ref>{{Cite news | title = Jackson to Tour Overseas | work = The Washington Post | date = February 5, 1992 | author = Harrington, Richard |accessdate = December 5, 2008}}</ref> เขายังขายลิขสิทธิ์การออกอากาศของทัวร์เดนเจอรัสเวิลด์ทัวร์ให้กับช่อง[[เอชบีโอ]] จำนวนเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการสร้างสถิติแพงที่สุดและยังครองสถิติจนถึงปัจจุบัน<ref>Taraborrelli, pp. 452–454</ref>
 
[[ไฟล์:Michael Jackson glove (8229092427).jpg|thumb|left|ถุงมือสีขาวประดับเพรชที่เขาสวมใส่ระหว่างแสดงเพลง "[[Billie Jean]]"]]
หลังจากที่[[ไรอัน ไวต์]]เสียชีวิตลงไป แจ็กสันได้เข้าช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ[[เอชไอวี]]/[[เอดส์]] ซึ่งยังคงเป็นปัญหาในเวลานั้น เขาได้เข้าขอร้องกับคณะบริหารคลินตัน ที่งานกาล่าสาบานตนรับตำแหน่งของ[[บิล คลินตัน]] ให้มอบเงินมากกว่านี้ให้กับองค์กรเกี่ยวกับ[[เอชไอวี]]/[[เอดส์]] และการวิจัย<ref>{{Cite news | title = Stars line up for Clinton celebration | work = [[Daily News of Los Angeles]] | date = (January 19, 1993)}}</ref><ref>{{Cite news | title = Facing the music and the masses at the presidential gala | work = [[The Boston Globe]] | date = January 20, 1992 | author = [[Patricia Smith|Smith, Patricia]]}}</ref> ในการเยือน[[แอฟริกา]] แจ็กสันเข้าไปยังหลายประเทศในแอฟริกา หนึ่งในนั้นคือ[[กาบอง]]และ[[อียิปต์]]<ref name=Ebony>{{cite web |first= Robert| last= Johnson |url= http://findarticles.com/p/articles/mi_m1077/is_n7_v47/ai_12288831| title= Michael Jackson: crowned in Africa |work=Ebony |month=May | year=1992 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> เขาเยี่ยมกาบองเป็นที่แรกและได้รับการต้อนรับอย่างกระตือลือล้น โดยที่มีคนมากกว่า 100,000 คน เข้ามาต้อนรับ บางคนถือป้ายเขียนไว้ว่า " ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ไมเคิล "<ref name=Ebony/> และในการเยือน[[ไอวอรีโคสต์]] แจ็กสันได้รับการสวมมงกุฎเป็น "King Sani" หรือ "ราชาแห่งซานิ" โดยหัวหน้าเผ่า<ref name=Ebony/> เขากล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติในภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ และทำพิธีลงนามในเอกสารอย่างเป็นทางการในรัชสมัยของเขาและนั่งลงที่บัลลังก์ทองคำ ในระหว่างเป็นประธานพิธีเต้นรำ<ref name=Ebony/>
 
[[ไฟล์:Heal The World.jpg|thumb|หน้าปกอัลบั้มเพลง [[ฮีลเดอะเวิลด์|"Heal the World"]]]]
ช่วงกลางปี 1992 แจ็กสันได้รับเชิญรางวัลพิเศษ "Point of Light Ambassador" หรือ "ฑูตแห่งแสง" จาก ประธานาธิบดี[[จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช]] จากการเชื้อเชิญเปิดให้เด็กผู้ด้อยโอกาสเข้าไปเล่นในเนเวอร์แลนด์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เขายังได้กล่าวขณะรับมอบรางวัลว่า " ผู้คนแต่ล่ะคน สามารถสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของใครบางคนที่จำเป็นได้ " แจ็กสันเป็นศิลปินเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ <ref>http://www.michaeljackson.com/us/news/mj-trivia-michael-jackson-named-point-light-ambassador</ref>
 
หนึ่งในการแสดงอันกล่าวขวัญคือการแสดงช่วงพักครึ่งเวลาในการแข่งขัน[[ซูเปอร์โบวล์]] ครั้งที่ 27 ของเดือน มกราคม ค.ศ 1993 อันเนื่องมาจากยอดผู้ชมที่น้อยลงในช่วงครึ่งเวลาของปีก่อนๆที่ผ่านมา ทาง[[เอ็นเอฟแอล]]จึงตัดสินใจแสวงหาผู้ที่มีความสามารถที่จะเรียกจำนวนคนดูมากขึ้น ด้วยการปรากฏตัวของไมเคิล แจ็กสันสำหรับการดึงดูดความสนใจอย่างกว้างขวางของเขา <ref>http://www.nytimes.com/2009/06/30/sports/football/30sandomir.html?_r=2</ref> โดยเริ่มการแสดงด้วยการที่แจ็กสันดีดตัวขึ้นบนเวทีพร้อมพลุไฟด้านหลัง ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง เขายังคงนิ่งสนิท แข็งนิ่ง ยืนเป็นอนุสาวรีย์ แต่งตัวในชุดทหารสีดำและทองคำกับแว่นตากันแดด เขายังคงนิ่งสนิทอยู่หลายนาทีขณะที่เสียงเชียร์ยังคงดังลั่น จากนั้นเขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวถอดแว่นตากันแดดออกและโยนทิ้งไปจากนั้นก็เริ่มร้องและเต้น กับ 4 เพลงคือ "Jam", "Billie Jean", "Black or White" และ "Heal the World" การแสดงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของซูเปอร์โบวล์ และนับเป็นซูเปอร์โบวล์ครั้งแรกที่ทำลายสถิติ มีคนในช่วงครึ่งเวลามากขึ้น โดยมีจำนวนผู้ชมมากกว่าการแข่งขันเอง ส่วนอัลบั้ม ''เดนเจอรัส'' ของเขากระโดดขึ้นมา 90 อันดับบนชาร์ต<ref name = "campbell (1995) 14-16"/>
 
แจ็กสันได้รับรางวัล "ตำนานที่ยังคงอยู่" ในงานแจกรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 35 ใน[[ลอสแอนเจลิส]] เพลง "Black or White" ถูกเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาร้องยอดเยี่ยม ส่วนเพลง "Jam" ถูกเสนอเข้าชิง 2 รางวัลในสาขาแสดงเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมและเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยม<ref name = "Nelson George overview 45-46"/> อัลบั้มเดนเจอรัส ยังได้รับรางวัลแกรมมี่ สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และในปีเดียวกัน แจ็กสันได้รับ 3 รางวัลอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส ในสาขาอัลบั้ม/ป็อป ยอดเยี่ยม เพลงโซล/อาร์แอนด์บียอดนิยม จากเพลง "Remember the Time" และเป็นครั้งแรกที่ชนะรางวัลศิลปินนานาชาติแห่งความเป็นเลิศสำหรับการแสดงระดับโลกและความอาทรด้านมนุษยธรรมของเขา <ref>https://books.google.co.th/books?id=jw8EAAAAMBAJ&pg=PA12&redir_esc=y#v=onepage&q&f=false</ref>
 
===1993-94: กรณีข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก และการแต่งงานครั้งแรก ===
แจ็กสันให้สัมภาษณ์ในรายการยาว 90 นาทีของ[[โอปราห์ วินฟรีย์]] เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 ถือเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งที่ 2 ของเขาตั้งแต่ปี 1979 เขาทำหน้าบูดบึ้งขณะพูดถึงชีวิตที่ถูกทารุณด้วยน้ำมือพ่อของเขาในวัยเด็ก เขาเชื่อว่าเขาพลาดความสนุกสนานในชีวิตวัยเด็ก และยอมรับว่าเขามักจะร้องไห้เมื่อโดดเดี่ยว เขาปฏิเสธข่าวลือจากแท็ปลอยด์ที่ว่าเขาซื้อกระดูกมนุษย์ช้างหรือนอนในตู้ออกซิเจน เขาปฏิเสธข่าวที่เขาฟอกสีผิว และยังพูดครั้งแรกว่าเขาเป็นโรคด่างขาว การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมอเมริกันสูงถึง 90 ล้านคน นับเป็นรายการแบบสัมภาษณ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา และถือเป็นการให้ความรู้เรื่องโรคด่างขาวที่ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่ อัลบั้ม ''เดนเจอรัส'' กลับมาเข้าชาร์ทท็อป 10 อีกครั้ง หลังจากที่ออกขายมากกว่า 1 ปี<ref name = "campbell (1995) 14-16"/><ref name = "lewis 165-168"/><ref name = "Nelson George overview 45-46"/>
 
แจ็กสันได้รับรางวัล "ตำนานที่ยังคงอยู่" ในงานแจกรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 35 ใน[[ลอสแอนเจลิส]] เพลง "Black or White" ถูกเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาร้องยอดเยี่ยม ส่วนเพลง "Jam" ถูกเสนอเข้าชิง 2 รางวัลในสาขาแสดงเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมและเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยม<ref name = "Nelson George overview 45-46"/> อัลบั้ม''เดนเจอรัส'' ยังได้รับรางวัลแกรมมี่ สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และในปีเดียวกัน แจ็กสันได้รับ 3 รางวัลอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส ในสาขาอัลบั้ม/ป็อป ยอดเยี่ยม เพลงโซล/อาร์แอนด์บียอดนิยม จากเพลง "Remember the Time" และ เขายังเป็นครั้งคนแรกที่ชนะได้รับรางวัลศิลปินนานาชาติแห่งความเป็นเลิศสำหรับการแสดงระดับโลกและความอาทรด้านมนุษยธรรมของเขา <ref>https://books.google.co.th/books?id=jw8EAAAAMBAJ&pg=PA12&redir_esc=y#v=onepage&q&f=false</ref> ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พิพิธภัณฑ์กินเนสส์เวิลด์เร็กคอร์ดได้เชิญรางวัล Lifetime Achievement Award ให้กับเขาเป็นพิเศษจากสถิติอันเป็นประวัติการณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลกบันเทิง<ref>http://www.gettyimages.com/event/guinness-book-of-records-lifetime-achievement-award-presented-to-michael-jackson-75174126#michael-jackson-during-guinness-book-of-records-lifetime-achievement-picture-id105305626</ref>
แจ็กสันถูกฟ้องร้องจากเรื่อง[[การทารุณเด็กทางเพศ|ละเมิดทางเพศ]]จากเด็กชายอายุ 13 ปีที่ชื่อ จอร์แดน แชนด์เลอร์และพ่อของเขา อีแวน แชนด์เลอร์ อาชีพ[[ทันตแพทย์]]<ref name = "looking back on 1993">{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/onthisday/hi/dates/stories/august/24/newsid_2512000/2512077.stm |title=1993: Michael Jackson accused of child abuse |date=(February 8, 2003)|publisher=BBC |accessdate=November 11, 2006}}</ref> ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างแจ็กสันและอีแวน แชนด์เลอร์เป็นอันจบลง หลังจากนั้นอีแวน แชนด์เลอร์ บันทึกเทปและพูดออกมาว่า "ถ้าฉันจะทำ ฉันชนะครั้งใหญ่ ไม่มีทางที่จะแพ้ ฉันจะได้ทุกสิ่งที่ฉันต้องการและพวกเขาจะถูกทำลายไปตลอดกาล...อาชีพการงานของแจ็กสันก็เป็นอันจบ"<ref name = "tara 477-478">Taraborrelli, pp. 477–478</ref> โดยกล่าวว่า 1 ปีหลังจากพวกเขาพบกัน ภายใต้สารเสพติดอะโมบาร์บิตาล มาเกี่ยวข้องกับยากดประสาท จอร์แดน แชนด์เลอร์บอกกับพ่อเขาว่าแจ็กสันสัมผัส[[องคชาต]]ของเขา<ref name = "tara 485-486">Taraborrelli, pp. 485–486</ref> ทีมกฎหมายของทั้งสองต่างเจรจาตกลงกันเรื่องค่าเสียหาย โดยเสนอการเจรจาโดยแชนด์เลอร์ แต่แจ็กสันก็โต้แย้งการเสนอมา จอร์แดน แชนด์เลอร์บอกกับจิตแพทย์และกับตำรวจว่าเขาและแจ็กสัน จูบ [[สำเร็จความใคร่]]<ref name = "tara 496-498">Taraborrelli, pp. 496–498</ref>
 
===1993-94: กรณีข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก และการแต่งงานครั้งแรก ===
ในช่วงฤดูร้อนปี 1993 แจ็กสันถูกฟ้องร้องจากเรื่อง[[การทารุณเด็กทางเพศ|ละเมิดทางเพศ]]จากเด็กชายอายุ 13 ปีที่ชื่อ จอร์แดน แชนด์เลอร์และพ่อของเขา อีแวน แชนด์เลอร์ อาชีพ[[ทันตแพทย์]]<ref name = "looking back on 1993">{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/onthisday/hi/dates/stories/august/24/newsid_2512000/2512077.stm |title=1993: Michael Jackson accused of child abuse |date=(February 8, 2003)|publisher=BBC |accessdate=November 11, 2006}}</ref> ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างครอบครัวแชนด์เลอร์ได้เรียกร้องการจ่ายเงินจากแจ็กสันและอีแวน ช่วงแรกเขาปฏิเสธการเรียกร้องนี้ ในที่สุดแล้วจอร์แดน แชนด์เลอร์เป็นอันจบลงก็ได้บอกกับตำรวจว่าเขาถูกทารุณกรรมทางเพศ หลังจากนั้นอีแวน แชนด์เลอร์ ถูกบันทึกเทปเสียงสนทนาที่แสดงถึงเจตนาที่พุ่งประเด็นไปยังการเรียกร้องค่าใช้จ่าย และพูดออกมาว่า "ถ้าฉันจะทำ ฉันชนะครั้งใหญ่ ไม่มีทางที่จะแพ้ ฉันจะได้ทุกสิ่งที่ฉันต้องการและพวกเขาจะถูกทำลายไปตลอดกาล...อาชีพการงานของแจ็กสันก็เป็นอันจบ"<ref name = "tara 477-478">Taraborrelli, pp. 477–478</ref> โดยอย่างไรก็ตามเทปบันทึกเสียงนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าในช่วงเวลาดังกล่าวว่า 1 ปีหลังจากพวกเขาพบกัน ภายใต้สารเสพติดอะโมบาร์บิตาล มาเกี่ยวข้องกับยากดประสาท จอร์แดน แชนด์เลอร์บอกกับพ่อเขาว่านั้นไม่มีการกระทำผิดในส่วนของแจ็กสันสัมผัส[[องคชาต]]ของเขา<ref name = "tara 485-486">Taraborrelli, pp. 485–486</ref> ทีมกฎหมายโดยแม่ของทั้งสองต่างเจรจาตกลงกันเรื่องค่าเสียหาย โดยเสนอจอร์แดนก็อยู่ในการเจรจาโดยแชนด์เลอร์สนทนาด้วย แต่และต่อมาแจ็กสันก็ได้ใช้เสียงบันทึกนี้โต้แย้งการเสนอมา จอร์แดน แชนด์เลอร์บอกกับจิตแพทย์และกับตำรวจว่าเขาและแจ็กสัน จูบ [[สำเร็จความใคร่]]<ref name = "tara 496-498">Taraborrelli, pp. 496–498</ref>เป็นเหยื่อของพ่อที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อที่จะรีดไถเงินจากเขา
 
หลังจากนั้นจึงมีการตรวจสอบความจริงอย่างเป็นทางการ ในส่วนของแจ็กสัน ไร่เนเวอร์แลนด์ถูกตรวจสอบและมีเด็กหลายคนรวมถึงครอบครัวต่างปฏิเสธว่าแจ็กสันไม่ใช่เป็นพวกชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก <ref name = "tara 496-498"/> ถึงแม้ภาพลักษณ์ที่สนับสนุนที่พี่สาวของเขา [[ลา โทยา แจ็กสัน|ลา โทยา]] กล่าวหาเขาว่าชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็กก็ตาม แต่เธอก็ถอนคำพูดภายหลัง<ref name = "tara 534-540">Taraborrelli, pp. 534–540</ref> แจ็กสันยอมถอดเสื้อผ้าให้ตำรวจและแพทย์ตรวจร่างกายของเขา ตรวจสอบลักษณะรายละเอียดของอวัยวะเพศของเขาตามที่จอร์แดนให้การ แพทย์สรุปว่ามีความใกล้เคียงตามคำบอก แต่ก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว<ref name = "tara 534-540"/> เพื่อนของเขาพูดว่าเขาไม่เคยรู้สึกขายหน้าขนาดนี้มาก่อน แจ็กสันพูดเกี่ยวกับครั้งนี้ว่าต่อหน้าสาธารณะและประกาศว่าเขาบริสุทธิ์<ref name = "looking back on 1993"/>
 
[[ไฟล์:Lisa Marie Presley at car race.jpg|right|thumb|แจ็กสันแต่งงานกับลิซา มารี เพรสลีย์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1994]]
เขาเริ่มใช้ยาแก้ปวดและยาระงับประสาท อย่าง Valium, Ativan และ Xanax เขาเริ่มใช้ยาเป็นประจำตั้งแต่ที่เขาประสบอุบัติเหตุบนเวทีระหว่างเดนเจอรัสทัวร์ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1993 เขาก็เข้าสู่อาการติดยา<ref name = "tara 518–520">Taraborrelli, pp. 518–520</ref> สุขภาพของเขาทรุดตัวลง อย่างส่วนทัวร์เพิ่มเติมของเดนเจอรัสทัวร์ เขาก็ยกเลิกไปเพื่อเข้าการบำบัดในลอนดอนอยู่หลายเดือน โดยมี[[เอลิซาเบธ เทย์เลอร์]]และ[[เอลตัน จอห์น]]มาช่วยอธิบายเกี่ยวกับการหายตัวของเขา<ref name = "tara 524-528">Taraborrelli, pp. 524–528</ref> ความเครียดต่อข้อกล่าวหาต่าง ๆ เป็นเหตุทำให้เขาหยุดกินและน้ำหนักของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด<ref name = "tara 514-516">Taraborrelli, pp. 514–516</ref>จากสุขภาพอันย่ำแย่ เพื่อนของเขาและที่ปรึกษาทางกฎหมายเข้ามาดูและปกป้องผลประโยชน์ด้านการเงินให้กับเขา พวกเขาเรียกร้องให้ออกมาแก้ปัญหาเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศเด็กนอกศาล เชื่อว่าเขาคงอยู่ไม่รอดแน่หากมีการพิจารณาที่ยืดยาวออกไป<ref name = "tara 524-528"/><ref name = "tara 514-516"/> 1 มกราคม ค.ศ. 1994 แจ็กสันยอมจ่ายเงิน 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐนอกศาลให้จอร์แดนเพื่อยุติคดีความ แจ็กสันไม่ถูกจับและหยุดการตรวจสอบ โดยอ้างว่าขาดหลักฐาน <ref name = "tara 540-545">Taraborrelli, pp. 540–545</ref>
 
ภายหลังต่อได้มีการเปิดเอกสารที่รวบรวมข้อมูลการสอบสวนทั้งหมดในช่วงเวลาเกือบ 20 ปี โดยเอฟบีไอ ทนายความของแจ็กสันชี้ให้เห็นว่า ทุกข้อกล่าวหาที่ผ่านมาไม่มีหลักฐานอะไรที่ระบุถึงการรุนรานหรือเรื่องทางเพศที่ไม่เหมาะสมของแจ็กสันที่มีต่อผู้เยาว์<ref>http://abcnews.go.com/GMA/michael-jackson-attorney-fbi-files-vindication/story?id=9407615</ref> สอดคล้องตามรายงานของกรมเด็กและบริการครอบครัวที่สอบสวนแจ็กสัน เริ่มตั้งแต่ปี 1993 ตามข้อกล่าวหาของแชนด์เลอร์ และอีกครั้งในปี 2003 รายงานนี้แสดงข้อมูลให้เห็นว่ากรมตำรวจลอสแองเจลิส และกรมเด็กและบริการครอบครัว ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือของการล่วงละเมิดหรือประพฤติผิดทางเพศแม้แต่น้อย<ref>http://articles.latimes.com/1993-08-27/news/mn-28516_1_jackson-case</ref><ref>http://www.thesmokinggun.com/documents/celebrity/early-probe-cleared-michael-jackson</ref>
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1994 แจ็กสันแต่งงานกับนักร้อง-นักแต่งเพลง [[ลิซา มารี เพรสลีย์]] บุตรสาวของ[[เอลวิส เพรสลีย์]] ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในปี 1975 ในช่วงที่ครอบครัวแจ็กสันทำงานอยู่ที่เอ็มจีเอ็มแกรนด์โฮเทลแอนด์คาซิโน และได้มาติดต่อกันอีกครั้งผ่านเพื่อนของทั้งคู่ในต้นปี 1993<ref name = "tara 500-507">Taraborrelli, pp. 500–507</ref> ทั้งคู่ติดต่อกันทุกวันทางโทรศัพท์ จากกรณีการลวนลามทางเพศกับเด็กเป็นเรื่องราวใหญ่โต แจ็กสันก็มาระบายอารมณ์ความรู้สึกกับลิซา มารี เธอยังเป็นห่วงเกี่ยวกับสุขภาพและปัญหาการติดยาของเขา<ref name = "tara 518–520"/> ลิซา มารีอธิบายว่า "ฉันเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดและเขาถูกใส่ร้ายและใช่ ฉันก็เริ่มตกหลุมรักเขาแล้ว ฉันต้องการปกป้องเขา ฉันรู้สึกว่าฉันควรทำอย่างนั้น"<ref>Taraborrelli, p. 510</ref> จากนั้นไม่นาน เธอพยายามโน้มน้าวแจ็กสันให้ตกลงกันนอกศาลและเข้ารับการบำบัดยา ซึ่งเขาก็ทำตามนั้นทั้งสองอย่าง<ref name = "tara 518–520"/> แจ็กสันพูดคุยกับลิซา มารีทางโทรศัพท์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1993 ว่า "ถ้าฉันจะขอเธอแต่งงาน จะได้มั๊ย?"<ref name = "tara 518–520"/> เพรสลีย์และแจ็กสันแต่งงานกันที่[[สาธารณรัฐโดมินิกัน]]เป็นการส่วนตัว<ref name="MJ & Presley divorce"/> ในเวลานั้น แท็ปลอยด์ก็คาดเดาต่าง ๆ เกี่ยวกับงานแต่งงานมีขึ้นเพื่อลบล้างภาพลักษณ์การละเมิดทางเพศ<ref name="MJ & Presley divorce">{{cite news |url=http://www.cnn.com/US/9601/jacko_presley/ |title=She's Out Of His Life |publisher=CNN |date=(January 18, 1996) |accessdate=July 24, 2008}}</ref> แจ็กสันและเพรสลีย์หย่าร้างกันในอีก 2 ปีต่อมา แต่ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน<ref name = "tara 580–581">Taraborrelli, pp. 580–581</ref>
 
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1994 แจ็กสันแต่งงานกับนักร้อง-นักแต่งเพลง [[ลิซา มารี เพรสลีย์]] บุตรสาวของ[[เอลวิส เพรสลีย์]] ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในปี 1975 ในช่วงที่ครอบครัวแจ็กสันทำงานอยู่ที่เอ็มจีเอ็มแกรนด์โฮเทลแอนด์คาซิโน และได้มาติดต่อกันอีกครั้งผ่านเพื่อนของทั้งคู่ในต้นปี 1993<ref name = "tara 500-507">Taraborrelli, pp. 500–507</ref> ตามที่เพื่อนคนหนึ่งของเพรสลีย์ว่า "ความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ของพวกเขาเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 1992 ใน L.A" <ref>http://people.com/archive/cover-story-neverland-meets-graceland-vol-42-no-7/</ref> ทั้งคู่ติดต่อกันทุกวันทางโทรศัพท์ จากกรณีการข้อกล่าวหาลวนลามทางเพศกับเด็กเป็นเรื่องราวใหญ่โต แจ็กสันก็มาระบายอารมณ์ความรู้สึกกับลิซา มารี เธอยังเป็นห่วงเกี่ยวกับสุขภาพและปัญหาการติดยาของเขา<ref name = "tara 518–520"/> ลิซา มารีอธิบายว่า "ฉันเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดและเขาถูกใส่ร้ายและใช่ ฉันก็เริ่มตกหลุมรักเขาแล้ว ฉันต้องการปกป้องเขา ฉันรู้สึกว่าฉันควรทำอย่างนั้น"<ref>Taraborrelli, p. 510</ref> จากนั้นไม่นาน เธอพยายามโน้มน้าวแจ็กสันให้ตกลงกันนอกศาลและเข้ารับการบำบัดยา ซึ่งเขาก็ทำตามนั้นทั้งสองอย่าง<ref name = "tara 518–520"/> แจ็กสันพูดคุยกับลิซา มารีทางโทรศัพท์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1993 ว่า "ถ้าฉันจะขอเธอแต่งงาน จะได้มั๊ย?"<ref name = "tara 518–520"/> เพรสลีย์และแจ็กสันแต่งงานกันที่[[สาธารณรัฐโดมินิกัน]]เป็นการส่วนตัว<ref name="MJ & Presley divorce"/> ในเวลานั้น แท็ปลอยด์ก็คาดเดาต่าง ๆ เกี่ยวกับงานแต่งงานมีขึ้นเพื่อลบล้างภาพลักษณ์การละเมิดทางเพศ<ref name="MJ & Presley divorce">{{cite news |url=http://www.cnn.com/US/9601/jacko_presley/ |title=She's Out Of His Life |publisher=CNN |date=(January 18, 1996) |accessdate=July 24, 2008}}</ref> แจ็กสันและเพรสลีย์หย่าร้างกันในอีก 2 ปีต่อมา แต่ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน<ref name = "tara 580–581">Taraborrelli, pp. 580–581</ref>
===1995-99: อัลบั้ม ''HIStory'' , การแต่งงานครั้งที่สอง และความเป็นพ่อ ===
 
แจ็กสันพูดคุยกับลิซา มารีทางโทรศัพท์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1993 ว่า "ถ้าฉันจะขอเธอแต่งงาน จะได้มั๊ย?"<ref name = "tara 518–520"/>เพรสลีย์และแจ็กสันแต่งงานกันที่[[สาธารณรัฐโดมินิกัน]]เป็นการส่วนตัว<ref name="MJ & Presley divorce"/> ในเวลานั้น แท็ปลอยด์ก็คาดเดาต่าง ๆ เกี่ยวกับงานแต่งงานมีขึ้นเพื่อลบล้างภาพลักษณ์การละเมิดทางเพศ<ref name="MJ & Presley divorce">{{cite news |url=http://www.cnn.com/US/9601/jacko_presley/ |title=She's Out Of His Life |publisher=CNN |date=(January 18, 1996) |accessdate=July 24, 2008}}</ref> แจ็กสันและเพรสลีย์หย่าร้างกันในอีก 2 ปีต่อมา แต่ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน<ref name = "tara 580–581">Taraborrelli, pp. 580–581</ref>ในการสัมภาษณ์กับโอปราห์ เมื่อปี 2010 เพรสลีย์ยอมรับว่าพวกเขาใช้เวลาสี่ปีหลังจากการหย่าร้างที่จะ "กลับมาอยู่ด้วยกันและเลิกกัน" จนกระทั่งเธอตัดสินใจที่จะหยุด<ref>https://web.archive.org/web/20110120062601/http://www.oprah.com/oprahshow/Lisa-Marie-Presley-Opens-Up-About-Michael-Jackson/print/1</ref>
 
===1995-99: อัลบั้ม ''HIStory'' , การแต่งงานครั้งที่สอง และ, ความเป็นพ่อ และ ''Blood on the Dance Floor'' ===
[[ไฟล์:Michael Jackson sculpture.jpg|thumb|left|หนึ่งในหุ่นที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์[[ฮิสทรีเวิลด์ทัวร์]]]]
ในปี 1995 แจ็กสันรวมเพลงแคตาล็อกของเขาจากนอร์เทิร์นซองส์เข้ากับโซนี โดย Sony/ATV Music Publishing แจ็กสันครอบครองครึ่งหนึ่งของบริษัท มีรายได้ 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีลิขสิทธิ์เพลงอีกจำนวนหนึ่ง<ref name = "1995 music deal"/><ref name="sonydeal">{{cite news |last=Leeds |first=Jeff |url=http://www.nytimes.com/2006/04/13/business/media/13music.html?ex=1302580800&en=45bff2f7a4da68fe&ei=5088&partner=rssnyt&emc=rss |title=Michael Jackson Bailout Said to Be Close| publisher=The New York Times |date=April 13, 2006 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> จากนั้นเขาออกอัลบั้มคู่ที่ชื่อ ''[[HIStory: Past, Present and Future, Book I]]'' แผ่นแรกชื่อ HIStory Begins มีเพลง 15 เพลงที่เป็นงานเพลงฮิตจากอัลบั้มเก่าของเขาซึ่งต่อมาถูกทำมารวมใหม่ในชื่อ ''Greatest Hits – HIStory Vol. I'' ในปี 2001 ส่วนแผ่นที่ 2 เป็นเพลงใหม่ 15 เพลง อัลบั้มเปิดตัวขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกและมียอดขาย 7 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา<ref>{{cite web|title=Top 100 Albums (Page 2)|url=http://www.riaa.com/goldandplatinumdata.php?resultpage=2&table=tblTop100&action=|publisher=Recording Industry Association of America| accessdate=April 16, 2008}}</ref> ถือเป็นอัลบั้มเพลงหลายแผ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล กับยอดขาย 20 ล้านชุด (40 ล้านหน่วย) ทั่วโลก<ref name="KOP achievements"/><ref name="HIStory 20 million copies">{{cite web |first=Laura |last=Putti |url=http://ricerca.repubblica.it/repubblica/archivio/repubblica/2001/08/24/il-nuovo-michael-jackson-fa-un-tuffo.html |title=Il nuovo Michael Jackson fa un tuffo nel passato |publisher=[[La Repubblica]] |date=August 24, 2001 |accessdate=May 10, 2009}}</ref> ''HIStory'' ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขาอัลบั้มยอดเยี่ยม<ref name = "Ultimate booklet 48–50"/>
 
ซิงเกิลแรกถูกปล่อยจากอัลบั้มคือ "Scream/Childhood" ชื่อเพลง "[[สกรีม/ไชลด์ฮูด|Scream]]" ที่ร้องร่วมกับน้องสาวคนสุดท้องของครอบครัว[[เจเน็ต แจ็กสัน]]ประท้วงต่อสื่อ โดยเฉพาะสำหรับการปฏิบัติต่อเขาช่วงปี 1993 ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาผิดเพี้ยนต่อสาธารณะ ซิงเกิลเปิดตัวบนชาร์ตที่อันดับ 5 บนบิลบอร์ดฮอต 100 และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขา "การร่วมงานร้องในเพลงป็อปยอดเยี่ยม"<ref name = "Ultimate booklet 48–50">George, pp. 48–50</ref> "You Are Not Alone" เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้ม และยังครองสถิติบนกินเนสเวิลด์เรคเคิร์ด สำหรับเพลงแรกที่เปิดตัวติดอันดับ 1 ทันที บนบิลบอร์ดฮอต 100 <ref name="World Records"/> เพลงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านศิลปะและยอดขาย และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขา "เพลงร้องป็อปยอดเยี่ยม" อีกด้วย<ref name = "Ultimate booklet 48–50"/>
 
[[ไฟล์:Michael Jackson Cannes.jpg|thumb|แจ็กสันกับงานปฐมทัศน์ครั้งแรกสำหรับมิวสิควีดีโอภาพยนตร์สั้น ''Ghost'' ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1997]]
ปลายปี 1995 แจ็กสันถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลระหว่างการซ้อมในการแสดงรายการโทรทัศน์ เนื่องจากเกิดอาการภาวะเครียด<ref>Taraborrelli, pp. 576–577</ref> "Earth Song" เป็นซิงเกิลที่ 3 ของอัลบั้ม ''HIStory'' ขึ้นอันดับ 1 บน[[ยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต]] ยาวนาน 6 สัปดาห์ในช่วงคริสต์มาสปี 1995 มียอดขายมากกว่าล้านชุด ถือเป็นซิงเกิลของแจ็กสันที่ประสบความสำเร็จที่สุดใน[[สหราชอาณาจักร]]<ref name = "Ultimate booklet 48–50"/> ในปี 1996 แจ็กสันได้รับรางวัลแกรมมี่ สาขามิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม แบบสั้นจากเพลง "[[สกรีม/ไชลด์ฮูด| Scream]]" และรางวัลอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส สาขา Favorite Pop/Rock Male Artist <ref>https://news.google.co.uk/newspapers?id=LWUwAAAAIBAJ&sjid=YzMDAAAAIBAJ&pg=5552,8128572</ref>
 
[[ไฟล์:Michael Jackson Cannes.jpg|thumb|แจ็กสันกับงานปฐมทัศน์ครั้งแรกสำหรับมิวสิควีดีโอภาพยนตร์สั้น ''Ghost'' ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1997]]
HIStory ยังประสบความสำเร็จต่อพร้อมกับ The HIStory World Tour ทัวร์เริ่มเมื่อ 7 กันยายน ค.ศ. 1996 และจบลงเมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1997 แจ็กสันแสดงกว่า 82 คอนเสิร์ต โดยออกทัวร์ไป 5 ทวีป ใน35 ประเทศและ 58 เมือง ทำรายได้รวม 165 ล้านเหรียญ ถือเป็นทัวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแจ็กสันในยอดจำนวนคนดู โดยมีผู้ชมกว่า 4.5 ล้านคน <ref name = "lewis 95-96">Lewis, pp. 95–96</ref> ในช่วงระหว่างทัวร์ HIStory World Tour ใน[[ออสเตรเลีย]] เมื่อ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 แจ็กสันแต่งงานกับ เดโบราห์ จีน โรว์ พยาบาลผิวหนังเพื่อนเก่าของเขา ผู้ดูแลรักษาอาการป่วยเมื่อเขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาวช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 มีลูกด้วยกัน 2 คน ซึ่งต่อมาเธออ้างว่าผู้เป็นพ่อที่แท้จริงไม่ใช่แจ็กสัน เป็นชายนิรนามบริจาคสเปิร์ม<ref>[http://www.livenews.com.au/entertainment/deborah-rowe-former-wife-of-michael-jackson-says-children-arent-his/2009/6/29/211392 Deborah Rowe, former wife of Michael Jackson, says children aren't his ]</ref> บุตรชายคนโตชื่อ ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน จูเนียร์ (หลังจากหย่า ลูกชายเปลี่ยนชื่อเป็น พรินซ์ ไมเคิล แจ็กสัน) และลูกสาวชื่อ แพรีส แคเทอรีน แจ็กสัน<ref name = "tara 580–581"/><ref>Taraborrelli, p. 597</ref> แต่เดิมพวกเขาไม่มีแผนที่จะแต่งงานกัน แต่เมื่อโรว์ตั้งครรภ์ท้องแรก แม่ของแจ็กสันก็เข้ามาและแนะนำให้พวกเขาแต่งงานกัน<ref>Taraborrelli, p. 586</ref> ทั้งคู่หย่ากันในปี 1999 แต่ยังคงเป็นเพื่อนกัน โดยโรว์ก็ได้รับสิทธิ์ดูแลเด็กให้แจ็กสัน<ref>[http://www.dailymail.co.uk/femail/article-513206/My-life-mother-Michael-Jacksons-children-Debbie-Rowe.html My life as the mother of Michael Jackson's children], ''Daily Mail'', February 2, 2008.</ref><ref name="tara 599-600"/>
''HIStory'' ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการประกาศเปิดตัว[[ฮิสทรีเวิลด์ทัวร์]] ทัวร์เริ่มเมื่อ 7 กันยายน ค.ศ. 1996 และจบลงเมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1997 แจ็กสันแสดงกว่า 82 คอนเสิร์ต โดยออกทัวร์ไป 5 ทวีป ใน35 ประเทศและ 58 เมือง ทำรายได้รวม 165 ล้านเหรียญ โดยมีผู้ชมกว่า 4.5 ล้านคน ถือเป็นทัวร์ที่มียอดจำนวนผู้ชมมากที่สุดของแจ็กสัน และปัจจุบันยังเป็นทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยอดจำนวนผู้ชม<ref name = "lewis 95-96">Lewis, pp. 95–96</ref><ref>http://www.toptenz.net/top-10-most-successful-music-tours.php</ref>
 
HIStory ยังประสบความสำเร็จต่อพร้อมกับ The HIStory World Tour ทัวร์เริ่มเมื่อ 7 กันยายน ค.ศ. 1996 และจบลงเมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1997 แจ็กสันแสดงกว่า 82 คอนเสิร์ต โดยออกทัวร์ไป 5 ทวีป ใน35 ประเทศและ 58 เมือง ทำรายได้รวม 165 ล้านเหรียญ ถือเป็นทัวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแจ็กสันในยอดจำนวนคนดู โดยมีผู้ชมกว่า 4.5 ล้านคน <ref name = "lewis 95-96">Lewis, pp. 95–96</ref> ในช่วงระหว่างทัวร์ HIStory World Tour ใน[[ออสเตรเลีย]] เมื่อ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 แจ็กสันแต่งงานกับ เดโบราห์ จีน โรว์ พยาบาลผิวหนังเพื่อนเก่าของเขา ผู้ดูแลรักษาอาการป่วยเมื่อเขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาวช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 มีลูกด้วยกัน 2 คน ซึ่งต่อมาเธออ้างว่าผู้เป็นพ่อที่แท้จริงไม่ใช่แจ็กสัน เป็นชายนิรนามบริจาคสเปิร์ม<ref>[http://www.livenews.com.au/entertainment/deborah-rowe-former-wife-of-michael-jackson-says-children-arent-his/2009/6/29/211392 Deborah Rowe, former wife of Michael Jackson, says children aren't his ]</ref> บุตรชายคนโตชื่อ ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน จูเนียร์ (หลังจากหย่า ลูกชายเปลี่ยนชื่อเป็น พรินซ์ ไมเคิล แจ็กสัน) และลูกสาวชื่อ แพรีส แคเทอรีน แจ็กสัน<ref name = "tara 580–581"/><ref>Taraborrelli, p. 597</ref> แต่เดิมพวกเขาไม่มีแผนที่จะแต่งงานกัน แต่เมื่อโรว์ตั้งครรภ์ท้องแรก แม่ของแจ็กสันก็เข้ามาและแนะนำให้พวกเขาแต่งงานกัน<ref>Taraborrelli, p. 586</ref> ทั้งคู่หย่ากันในปี 1999 แต่ยังคงเป็นเพื่อนกัน โดยโรว์ก็ได้รับให้สิทธิ์ดูแลเด็กให้กับแจ็กสัน<ref>[http://www.dailymail.co.uk/femail/article-513206/My-life-mother-Michael-Jacksons-children-Debbie-Rowe.html My life as the mother of Michael Jackson's children], ''Daily Mail'', February 2, 2008.</ref><ref name="tara 599-600"/>
 
ในปี 1997 แจ็กสันออกผลงานอัลบั้ม [[บลัดออนเดอะแดนซ์ฟลอร์: ฮิสทรีอินเดอะมิกซ์|''Blood on the Dance Floor: HIStory in the Mix'']] ที่รวมซิงเกิล[[รีมิกซ์]]เพลงดังจากอัลบั้ม ''HIStory'' และมีเพลงใหม่ 5 เพลง ออกขายทั่วโลกมียอดขายกว่า 6 ล้านชุด (ข้อมูลปี 2007) ถือเป็นอัลบั้มเพลงรีมิกซ์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และขึ้นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับซิงเกิล "Blood on the Dance Floor" ก็ขึ้นอันดับ 1<ref>{{cite book |last=Rojek |first=Chris |title=Cultural Studies |year=2007 |publisher=Polity |page=74 |isbn=0745636837}}</ref><ref name = "tara 610–611">Taraborrelli, pp. 610–612</ref> ในสหรัฐอเมริกามียอดขายระดับแผ่นเสียงทองคำขาว แต่ขึ้นชาร์ตสูงสุดเพียงอันดับ 24<ref name="RIAA certifications"/><ref name = "Ultimate booklet 48–50"/> [[นิตยสารฟอร์บ]] ระบุรายได้ประจำปีของเขาที่ 35 ล้านเหรียญในปี 1996 และ 20 ล้านเหรียญในปี 1997<ref name="usatoday finances"/>
ตลอดเดือนมิถุนายน 1999 แจ็กสันมีส่วนร่วมมากมายกับงานการกุศล เขาร่วมกับ[[ลูชาโน ปาวารอตตี]] ในคอนเสิร์ตหาเงินในโมเดนา [[อิตาลี]] สนับสนุนโดยองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ [[วอร์ไชลด์]] มีผู้ร่วมบริจาคนับล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับผู้ลี้ภัยใน[[โคโซโว]] เช่นเดียวกับงานหารายได้ให้กับเด็กใน[[กัวเตมาลา]]<ref name="Charity concert Italy">{{cite web |url=http://www.vh1.com/news/articles/1426933/19990505/carey_mariah.jhtml |title=Ricky Martin, Mariah Carey, Michael Jackson, Others To Join Pavarotti For Benefit |publisher=VH1 |date=(May 5, 1999) |accessdate=May 30, 2008}}</ref> ต่อมาในเดือนเดียวกันแจ็กสันริเริ่มคอนเสิร์ต "ไมเคิล แจ็กสันแอนด์เฟรนส์" คอนเสิร์ตหารายได้ใน[[เยอรมนี]]และ[[เกาหลี]] มีศิลปินมาร่วมอย่างสแลช วง[[สกอร์เปี้ยนส์]] [[บอยซ์ทูเมน]] [[ลูเธอร์ แวนดรอส]] [[มารายห์ แครี]] [[เอ.อาร์. ราห์มาน]] Prabhu Deva Sundaram [[อานเดรอา โบเชลลี]] Shobana Chandrakumar และลูชาโน ปาวารอตตี การดำเนินการไปสู่ "Nelson Mandela Children's Fund" [[กาชาด]]และ[[ยูเนสโก]]<ref name="Jackson & Friends">{{cite web |url=http://www.vh1.com/news/articles/1429785/19990527/guns_n_roses.jhtml |title=Slash, Scorpions, Others Scheduled For "Michael Jackson & Friends" |publisher=VH1 |date=(May 27, 1999) |accessdate=May 30, 2008}}</ref>
ปี 2000 แจ็กสันมีชื่ออยู่ในกินเนสเวิลด์เรคเคิดส์ สำหรับการสนับสนุนองค์การการกุศล 39 หน่วยงาน มากกว่าดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ<ref>Lewis, pp. 8–9</ref> ในเวลานั้นแจ็กสันรอใบอนุญาติจากผลงานอัลบั้มที่จะลับมาเป็นของเขา ที่จะทำให้เขาสามารถประชาสัมพันธ์เพลงเก่าของเขาได้สะดวก และปกป้องจากโซนีที่ตัดรายได้ของเขาไป แจ็กสันคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้น[[สหัสวรรษ]]ใหม่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในสัญญามีรายละเอียดมากมาย การกลับคืนไปสู่เขาก็ยังคงใช้เวลานานอีกหลายปี แจ็กสันเริ่มการตรวจสอบและปรากฏว่านักกฎหมายของเขาก็เป็นตัวแทนของโซนีเช่นกัน ทำให้เกิด[[การขัดกันของผลประโยชน์|ความขัดผลประโยชน์กัน]]<ref name = "tara 610–611"/> แจ็กสันยังกังวลเกี่ยวกับความจริงที่ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา โซนีพยายามซื้อหุ้นที่เขาเป็นเจ้าของ โดยแจ็กสันเกรงว่าโซนี่อาจจะมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากหากอาชีพการงานหรือสถานการณ์การเงินของเขาทรุดลง เขาก็อาจจะต้องขายหุ้นส่วนในราคาต่ำ ถึงกระนั้นโซนีก็อาจทำอะไรบางอย่างกับอาชีพของเขา แจ็กสันพยายามหาทางออกตั้งแต่แรกจากสัญญาของเขา<ref name = "tara 614–617"/>
 
[[ไฟล์:__Michael Jackson INVINCIBLE.jpg__|thumb|left|งานศิลปะของไมเคิล แจ็กสัน ขณะจำลองท่าทางเดินบนดวงจันทร์ในเพลง "บิลลีBillie จีนJean"]]
เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีสำหรับการเป็นศิลปินเดี่ยวของแจ็กสัน ที่งานเฉลิมฉลองคอนเสิร์ตครบรอบ 30 ปีของ[[เมดิสันสแควร์การ์เดน]] ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2001 เขากับพี่น้อง เดอะแจ็กสันไฟฟ์ ได้ปรากฏตัวบนเวทีร่วมกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1984<ref name="guardian">{{cite web|author=Branigan, Tania|title=Jackson spends ?20m to be Invincible|publisher=The Guardian|url=http://www.guardian.co.uk/uk/2001/sep/08/taniabranigan|date=September 8, 2001|accessdate=July 23, 2008}}</ref> ในงานยังมีการแสดงของศิลปินอย่าง มายย่า [[อัชเชอร์]] [[วิตนีย์ ฮูสตัน]] [[เอ็นซิงก์]] และสแลช รวมถึงศิลปินอื่นอีกหลายคน<ref name = "Nelson George overview 50-53"/> การแสดงนี้เกิดขึ้นก่อน[[วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544|เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน]]เพียงหนึ่งคืนจากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย <ref>http://11lucky.blogspot.com/</ref>หลังจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน แจ็กสันเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดงานหาเงินใน "ยูไนเต็ด วีแสตนด์: วอตมอร์แคนไอกีฟ" คอนเสิร์ตเพื่อการกุศล ที่สนามกีฬาอาร์เอฟเคใน[[วอชิงตันดีซี]] คอนเสิร์ตเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2001 ประกอบด้วยการแสดงจากหลากหลายศิลปิน รวมถึงตัวเขาที่แสดงในเพลง "[[วอตมอร์แคนไอกีฟ| What More Can I Give]]" เป็นเพลงสุดท้าย<ref name = "tara 614–617"/>
 
แจ็กสันปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยพูดว่าเป็นการนอนโดยไม่มีเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องธรรมชาติ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์เข้ามาปกป้องเขา โดยพูดว่า เธออยู่ที่นั่นเมื่อพวกเขาอยู่บนเตียง "ไม่มีสิ่งผิดปกติอะไร" และเธอบอกกับ[[แลร์รี คิง]] ว่า "ไม่มีการสัมผัสกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ พวกเราหัวเราะกันเหมือนเด็กและดูทีวี[[วอลต์ดิสนีย์]]อีกหลายเรื่อง ไม่มีเรื่องผิดปกติเลย"<ref>{{cite web |url=http://transcripts.cnn.com/TRANSCRIPTS/0605/30/lkl.01.html |title=Elizabeth Taylor defends Michael on Larry King Live |publisher=CNN |date= (May 30, 2006) |accessdate= November 11, 2006}}</ref> ในระหว่างการสืบสวนแจ็กสันถูกตรวจสอบสุขภาพจิตจาก ดร.สแตน แคตซ์ หมอที่คลุกคลีหลายชั่วโมงกับผู้กล่าวหาด้วย แคตซ์พูดว่า แจ็กสันเหมือนกลับไปเป็นเด็ก 10 ขวบ และไม่มีหลักฐานอะไรระบุว่าเขามีเพศสัมพันธ์กับเด็ก<ref>Taraborrelli, p. 648</ref> ระหว่าง 2 ปีที่เกิดคดีความ มีรายงานว่าแจ็กสันติดยา[[เพทิดีน]] และน้ำหนักลดฮวบ การพิจาณาคดีความเริ่มเมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2005 ใน[[แซนตามาเรีย]] รัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้เวลานานถึง 5 เดือน จบลงปลายเดือนพฤษภาคม โดยแจ็กสันพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด <ref>Taraborrelli, p. 661</ref><ref name="Michael Jackson health concerns">{{cite news |first=Matthew |last=Davis |url=http://news.bbc.co.uk/2/hi/entertainment/4612897.stm |title=Michael Jackson health concerns |publisher=BBC |date=June 6, 2005|accessdate=April 14, 2008}}</ref><ref>{{cite news |url=http://www.guardian.co.uk/jackson/story/0,15819,1505806,00.html|title=Michael Jackson jury reaches verdict |agency=Associated Press|date= June 13, 2005|accessdate=July 12, 2008}}</ref> หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอยู่เกาะใน[[อ่าวเปอร์เซีย]] [[บาห์เรน]] โดยเป็นแขกของชีค อับดุลลา<ref>{{cite web |first=Habib |last=Toumi |url=http://archive.gulfnews.com/articles/06/01/23/10013403.html |title=Jackson settles down to his new life in the Persian Gulf |accessdate=November 11, 2006 |work= [[Gulf News]] |date= January 23, 2006}}</ref>
 
===2006-09: เนเวอร์แลนด์ ช่วงบั้นปลายชีวิต และการประกาศคอนเสิร์ต ''This Is It'' ===
[[ไฟล์:Michael Jackson 2006.jpg|thumb|แจ็กสันกับลูกชายของเขา ที่ [[ดิสนีย์แลนด์]] [[ปารีส]] ปี 2006]]
ข่าวเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของแจ็กสันเริ่มมีบ่อยขึ้นในปี 2006 หลังจากที่บ้านที่ไร่เนเวอร์แลนด์ถูกปิดเพื่อลดค่าใช้จ่าย<ref>{{cite web |first=Melissa |last=McNamara |url=http://www.showbuzz.cbsnews.com/stories/2006/03/17/people/main1414450.shtml |title=Jackson Closes Neverland House |publisher=CBS |date= March 17, 2006 |accessdate=November 11, 2006}}</ref> หนึ่งในปัญหาใหญ่ของเขาคือหนี้สินจำนวน 270 ล้านเหรียญซึ่งเขาไม่สามารถชำระคืนตามเวลา หนี้ก้อนนี้ถูกปรับโครงสร้างและย้ายจากธนาคารแห่งอเมริกาไปยังกลุ่มฟอร์ตเทรสอินเวสต์เมนต์ โซนียื่นข้อเสนอซึ่งทำให้แจ็กสันสามารถกู้เงินได้อีก 300 ล้านเหรียญ และได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แลกเปลี่ยนกับการที่โซนีจะสามารถซื้อสิทธิครึ่งหนึ่งที่แจ็กสันมีต่ออัลบัมเพลงที่ทั้งสองถือร่วมกัน (ทำให้แจ็กสันเหลือสิทธิเพียงร้อยละ 25)<ref name="sonydeal"/> แจ็กสันตกลงข้อเสนอปรับโครงสร้างหนี้ของโซนี แต่รายละเอียดของข้อตกลงนั้นไม่ถูกเปิดเผย<ref>{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/2/hi/entertainment/4909412.stm |title=Jackson strikes deal over loans |publisher=BBC |date=(April 14, 2006) |accessdate=November 11, 2006}}</ref> อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บรายงานว่าแม้ว่าเขาจะมีหนี้สินเหล่านี้ แจ็กสันก็ยังคงทำเงินมากถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีจากการยอดถือลิขสิทธิ์ผลงานเพลงร่วมกับโซนีเพียงอย่างเดียว<ref>{{cite web |first=Dan |last=Ackman|authorlink=Dan Ackman |url=http://www.forbes.com/2005/06/14/jackson-celebrity-trial-cx_da_0614topnews.html |title=Really Odd Facts About Michael Jackson |publisher=[[Forbes]] |date=May 14, 2005 |accessdate=August 20, 2008}}</ref>
 
[[ไฟล์:__Michael Jackson Star.JPG__|thumb|แฟนๆ วางดอกไม้และข้อความรำลึกบนดาว[[ฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม]]ในวันที่เขาเสียชีวิต]]
หลังจากที่มีการประกาศยืนยัน การเสียชีวิตของแจ็กสันก่อให้เกิดความเสียใจเศร้าโศกไปทั่วทุกมุมโลก<ref>https://web.archive.org/web/20110920052143/http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/us_and_americas/article6580897.ece</ref> มีการออกแถลงการไว้อาลัยในประเทศต่างๆ<ref>https://web.archive.org/web/20110920052143/http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/us_and_americas/article6580897.ece</ref> เนื้อข่าวได้มีการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทางออนไลน์ ก่อให้เกิดการสัญจรล่าช้าทางอินเตอร์เน็ต ผู้ค้นหาข่าวจากกูเกิล นิวส์ ต่างประสบและความยากลำบากในการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับไมเคิล แจ็คสัน และกลับต้องพบกับหน้าที่ผิดพลาด ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ตรงกับช่วงที่ไมเคิล แจ็ค ถูกประกาศว่าเสียชีวิตพอดี แนวโน้มจากการใช้เว็บไซด์ กูเกิล ได้แสดงให้เห็นว่า ผลการค้นหาไมเคิล แจ็คสัน ได้พุ่งขึ้นอยู่ในระดับที่เรียกว่า " ร้อนแรง " ที่เรียกว่า " โวเคนิค " หรือ ภูเขาไฟ เข้าใช้งานเกินพิกัด ทั้ง เว็บไซด์อย่าง TMZ และ Los Angeles Times ต่างประสบปัญหากับช่วงเวลาที่หายไป<ref>http://edition.cnn.com/2009/TECH/06/26/michael.jackson.internet/</ref> เริ่มแรก[[กูเกิล ไม่ใช่เว็บท่าเพียงแห่งเดียวที่มีคนหลั่งไหลเข้าไป]]เชื่อว่าคำขอใช้เครื่องมือค้นหาข้อมูล เว็บท่าที่มากกว่าล้านครั้งอยู่ภายใต้การโจมตีเครือข่ายการให้บริการบล็อคสั้น ทวิตเตอร์(DDoS) ต้องเผชิญกับคลื่นมหาชนชาวเน็ตที่หลั่งไหลเข้าไปและปิดกั้นการใช้บริการ การคำค้นหาข้อมูลเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับแจ็คสันไมเคิล พุ่งขึ้นพรวดพราดแจ็กสันเป็นเวลา รวมถึงการอัพเดทข้อมูล30 แต่การนาที ทวิตเตอร์ได้รายงานความผิดพลาดเช่นเดียวกับวิกิพีเดียที่เวลา 15:15 น.<ref>http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/8120324.stm</ref>มูลนิธิวิกิมีเดียรายงานว่าภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ประวัติของแจ็กสันมีผู้เข้าชมเกือบล้านคน อาจจะเป็นชั่วโมงเวลาที่มีผู้เข้าชมไปใช้พร้อมกันเป็นจำนวนยังบทความใดๆมาก ก็ทำให้เว็บล่มไปโดยปริยายที่สุดในประวัติศาสตร์ของวิกิพีเดีย<ref>https://en.wikipedia.org/wiki/Wikipedia:Wikipedia_Signpost/2009-06-29/News_and_notes</ref> [[เอโอแอล]] ผู้ให้บริการข้อมูลทางเครือข่ายมัลติมีเดียซึ่งทรุดตัวลงเป็นเวลา 40 นาที กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น "นับเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ทางอินเตอร์เน็ต เราไม่เคยเห็นขอบเขตแห่งความล้ำลึกลึกล้ำอะไรแบบนี้มาก่อน" <ref>http://www.csmonitor.com/USA/2009/0627/p25s09-usgn.html</ref>ราว 15% ของการโพสข้อความบนทวิตเตอร์ (5,000 ทวีตต่อนาที) ล้วนรายงานกล่าวถึงแจ็กสันหลังจากที่ข่าวจบ<ref>https://web.archive.org/web/20090703075357/http://www.vancouversun.com/Entertainment/Internet+stretched+limit+fans+flock+Michael+Jackson+news/1736311/story.html</ref><ref>http://bits.blogs.nytimes.com/2009/06/25/michael-jackson-tops-the-charts-on-twitter/?_r=0</ref>เมื่อเทียบกับ 5% ที่กล่าวถึงการเลือกตั้งในอิหร่านหรือไข้หวัดใหญ่ระบาดที่ได้ทำข่าวก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน<ref>http://bits.blogs.nytimes.com/2009/06/25/michael-jackson-tops-the-charts-on-twitter/</ref>โดยรวมทั้งสิ้นการเข้าชมเว็บไซด์ตั้งแต่ 11% ถึงอย่างน้อย 20% เพิ่มสูงกว่าปกติ<ref>https://web.archive.org/web/20090703075357/http://www.vancouversun.com/Entertainment/Internet+stretched+limit+fans+flock+Michael+Jackson+news/1736311/story.html</ref><ref>https://www.cnet.com/news/debate-can-the-internet-handle-big-breaking-news/</ref>แจ็กสันถูกออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกเป็นพิเศษ ละครโทรทัศน์อังกฤษอีส soap opera เพิ่มฉากนาทีสุด เมื่อตัวละครตัวหนึ่งบอกคนอื่นๆเกี่ยวกับข่าว<ref>http://metro.co.uk/2009/06/26/jacko-news-spreads-to-eastenders-228251/</ref> [[เอ็มทีวี]]และรายการโทรทัศน์ BET ได้ออกอากาศมิวสิกวิดีโออย่างต่อเนื่องเพื่อเฉลิมฉลองผลงานของเขาพร้อมด้วยรายการข่าวสดของปฏิกิริยาตอบรับทั้งจากพิธีกรเอ็มทีวีและเหล่าบุคคลมีชื่อเสียง มีการออกอากาศตลอดทั้งสัปดาห์และยังมีการถ่ายทอดสดงานพิธีไว้อาลัย<ref>http://tylerc.com/2009/08/more-adds-loose-ends-lament/</ref><ref>http://artsbeat.blogs.nytimes.com/2009/06/26/the-michael-jackson-channel/?scp=2&sq=MTV&st=cse</ref><ref>http://www.nytimes.com/2009/06/26/arts/music/26jackson.html?ref=obituaries&_r=0</ref>
 
[[ไฟล์:__25 june Michael Jackson google search.svg__|thumb|กราฟิกที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นสูงอย่างมากในการเข้าใช้เครื่องมือค้นหาของ[[กูเกิ้ล]]สำหรับคำค้นหา "ไมเคิล แจ็กสัน" เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ 2009 ณ เวลาที่การเสียชีวิตของเขาได้รับการประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการ]]
มีศิลปินมาร่วมงานอย่าง [[สตีวี วันเดอร์]] [[ไลโอเนล ริชชี]] [[มารายห์ แครี]] [[เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน]] [[อัชเชอร์]] เจอร์เมน แจ็กสัน และชาฮีน จาฟาร์โกลี ที่ร้องเพลงในงาน ส่วนเบอร์รี กอร์ดี และ[[สโมกี โรบินสัน]] กล่าวคำสรรเสริญ ขณะที่[[ควีน ลาติฟาห์]] อ่านกลอน "พวกเรามีเขา" ประพันธ์โดยมายา อันเกลู<ref>Allen, Nick.[http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5771156/Michael-Jackson-memorial-service-the-biggest-celebrity-send-off-of-all-time.htmlMichael Jackson memorial service: the biggest celebrity send-off of all time], ''The Daily Telegraph'', July 7, 2009.</ref> บาทหลวงอัล ชาร์ปตัน ทำให้ผู้คนยืนลุกปรบมือเมื่อเขาพูดกับลูก ๆ ของแจ็กสันว่า " ไม่มีอะไรแปลกเกี่ยวกับพ่อของหนู ที่น่าแปลกคือสิ่งที่เขาต้องเผชิญต่างหาก แต่เขาก็รับมือกับมันได้ "<ref>[http://www2.macleans.ca/2009/07/07/there-was-nothing-strange-about-your-daddy/ Video of Sharpton's eulogy], Macleans, July 7, 2009.</ref> สิ่งที่น่าจดจำได้ดีที่สุดเมื่อ บุตรสาวของแจ็กสัน แพรีส แคเทอรีน แจ็กสัน อายุ 11 ปี ร่ำไห้และบอกกับผู้คนทั้งโลกว่า "ตั้งแต่ที่หนูเกิดมา พ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้... หนูแค่อยากจะบอกว่า หนูรักเขามากเหลือเกิน"<ref>[http://www.guardian.co.uk/news/blog/2009/jul /07/michaeljackson Liveblogging Michael Jackson's funeral and memorial service], ''The Guardian'', July 7, 2009.</ref>
 
ในเวลาต่อมาสำนักข่าวหลายแหล่งข่าวให้ข้อมูลไม่ระบุที่มาว่าเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพลอสแอนเจลิสตัดสินใจระบุว่าการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็กสันเป็นการถูก[[ฆาตกรรม]]<ref>{{cite news|url=http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/us_and_americas/article6808546.ece|title=LA coroner to treat Michael Jackson's death as a homicide|publisher=[[The Times]]|date=2009-08-24|accessdate=2009-08-24|first=Kaya|last=Burgess }}</ref><ref>{{cite news|url=http://news.bbc.co.uk/2/hi/americas/8219362.stm|title=Jackson 'had lethal drug levels'|date=2009-08-25|accessdate=2009-08-25|publisher=[[BBC News]]}}</ref> ในเวลาที่เสียชีวิต แจ็กสันถูกให้โปรโพฟอล ยานอนหลับที่ชื่อว่า โลราซีแปม (lorazepam) และยามิดาโซแลม (Midazolam)<ref name='WebMD'>{{cite news | first=Kathleen | last=Doheny | coauthors= Louise Chang, Hector Vila Jr |authorlink= | title=Propofol Linked to Michael Jackson's Death | date=2009-08-24 | publisher=[[WebMD]] | url =http://www.webmd.com/pain-management/news/20090824/propofol-linked-to-michael-jacksons-death | work = | pages = | accessdate = 2009-08-25 | language = }}</ref>พนักงานสอบสวนกำลังจะสรุปสำนวนการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับ นายแพทย์คอนราด เมอร์เรย์ แพทย์ประจำตัวของไมเคิล แจ็กสัน ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต่อไป<ref>{{cite web|url=http://www.daytondailynews.com/entertainment/music/ap-source-coroner-rules-jacksons-death-homicide-263808.html|title= Michael Jackson Homicide Ruling|accessdate=2009-08-24}}</ref> ร่างของแจ็กสันถูกฝังที่ สุสานฟอเรสต์ลอว์น เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2009 ที่สุสานฟอเรสต์ลอว์น เมืองเกรนเดล รัฐแคลิฟอเนีย<ref>http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/6136376/Michael-Jackson-finally-laid-to-rest-in-Los-Angeles.html</ref>
 
=== ผลงานตามหลังเสียชีวิต ===
หลังจากการเสียชีวิตของเขา แจ็กสันกลายเป็นศิลปินที่มียอดขายสูงสุดในปี 2009 ด้วยยอดขายมากกว่า 8.2 ล้านชุด เฉพาะในสหรัฐอเมริกา และ 35 ล้านชุดทั่วโลก ในช่วงระยะเวลา 12 เดือนหลังการเสียชีวิต แจ็กสันกลายเป็นศิลปินคนแรกที่มียอดขายดาวน์โหลดเพลงมากกว่าล้านชุดภายใน 1 สัปดาห์ ทำลายสถิติของเขา ด้วย 2.6 ล้านการดาวน์โหลดเพลง สามในห้าอัลบั้มเพลงของเขา สามารถทำยอดขายได้มากกว่าอัลบั้มเพลงใหม่ของศิลปินคนอื่นๆ เขายังเป็นศิลปินคนแรกที่มีถึงสี่อัลบั้ม ติดท๊อปขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา ในระยะเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น <ref>http://www.wired.com/2009/07/michael-jackson-first-to-sell-over-1-million-downloads-in-a-single-week/</ref>
 
ซิงเกิล "'[[ดิสอีสอิต (เพลงไมเคิล แจ็กสัน)|This Is It]]" ออกเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2009 จากผลงานอัลบั้มในชื่อเดียวกัน ''[[Thisไมเคิล Isแจ็กสัน Itดิสอีสอิต (Michael Jackson albumอัลบั้ม)|This Is It]]'' ที่ออกขายทั่วโลกวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2009 และในอเมริกาเหนือในวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2009 ก่อนภาพยนตร์สารคดี ''[[Michael Jackson's This Is It]]'' ออกฉาย 1 วันที่ภาพยนตร์ทำสถิติเป็นภาพยนตร์สารคดีหรือคอนเสิร์ตที่ทำรายได้มากที่สุดตลอดกาลด้วยรายได้มากกว่า 252 ล้านเหรียญทั่วโลก<ref>Box Office Mojo http://www.boxofficemojo.com/movies/?id=michaeljacksonthisisit.htm</ref> โดยเพลงใหม่นี้มี 2 เวอร์ชัน ทีอัลบั้มนี้ยังมีเพลงฮิตเก่า ๆ ของเขาซึ่งปรากฏในภาพยนตร์เช่นกัน
 
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2010 โซนีมิวสิกได้ออกแถลงข่าวการวางจำหน่ายผลงานชิ้นใหม่ ชื่ออัลบั้ม ''[[ไมเคิล (อัลบั้ม)|ไมเคิล]]'' เป็นรวมผลงานบันทึกเสียงของไมเคิล แจ็กสันที่ไม่เคยนำออกเผยแพร่ที่ใดมาก่อน มีกำหนดวางจำหน่ายในปีวันที่ 14 ธันวาคม โดยจะมีซิงเกิลชื่อ ''[[Breaking News (single)|Breaking News]]'' ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ MichaelJackson.com ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2010 <ref>{{cite web|url=http://breakingnews.michaeljackson.com/IE/pressrelease.html |title=MICHAEL Album Announcement |publisher=Breakingnews.michaeljackson.com |date= |accessdate=2010-11-04}}</ref> [[โซนี่มิวสิกเอ็นเตอร์เทนเมนต์]] ตกลงได้เข้าทำสัญญากับกองทุนจัดการมรดก ด้วยเงินมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสิทธิที่เกี่ยวพันกับการผลิต และจัดจำหน่ายผลงานทั้งอัลบั้มเพลง วีดีโอเกม ภาพยนตร์รวม 10 โครงการ รวมถึงเพลงที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ไปจนถึงปี 2017 ด้วยมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสัญญาที่มีมูลค่าสูงที่สุดสำหรับศินปินที่เคยมีมาในวงการประวัติศาสตร์อุสาหกรรมดนตรี<ref>http://www.rollingstone.com/music/news/michael-jackson-estate-sony-strike-massive-250-million-deal-to-release-king-of-pops-music-20100316</ref> มีการจัดหน่ายเกมส์ที่ผสมผสานการร้อง เต้น โดยแจ็กสันใช้กล้องจับภาพการเคลื่อนไหว ในชื่อว่า [[ไมเคิลแจ็กสัน: ดิเอกซพีเรียนซ์]] ในรูปแบบของเครื่องเล่นวิดีโอเกมนินเทนโด ดีเอส, เพลย์สเตชันพอร์เทเบิล และวี
 
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2010 บริษัทคณะละครกายกรรม "เซิร์ค ดู เซอ เลย์" ประกาศว่าจะเปิดตัว ''"[[ไมเคิล แจ็คสัน: ดิอิมมอร์ทัลเวิลด์ทัวร์]]"'' ในวันที่ 11 ตุลาคม 2011 ที่ [[มอนทรีออล]] ในขณะที่การแสดงอย่างถาวรจะอยู่ในลาสเวกัส<ref>www.mercurynews.com/entertainment-headlines/ci_16517946?nclick_check=1</ref> ช่วงเวลา 90 นาที กับต้นทุน 57 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยการแสดงจะรวบรวมบทเพลงและท่าเต้นของแจ็กสันเข้าด้วยกันกับงานศิลป์ของเซิร์ค การเต้นรำและการแสดงทางอากาศที่เกี่ยวข้องกับศิลปิน 65 คน<ref>http://www.cbc.ca/news/entertainment/cirque-plans-57m-touring-jackson-show-1.881804</ref> ทัวร์มีผู้เขียนบทและควบคุมการผลิตโดยเจมี่ คิง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ "ต้นไม้สร้างแรงบันดาลใจ" จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ สถานที่ความรักในเสียงดนตรีของเขาและการเต้นรำ เทพนิยายและความมหัศจรรย์และความงามของธรรมชาติที่เปราะบางจะได้รับการปลดปล่อย<ref>http://www.uterwincenter.com/press/2011/october/michael-jackson-world-premiere</ref> ในวันที่ 3 ตุลาคม 2011 [[อิมมอร์ทัล]] อัลบั้มรีมิกซ์ดนตรีต้นฉบับของแจ็กสันได้ถูกประกาศว่ามีบันทึกเสียงต้นฉบับมากกว่า 40 เพลงของแจ็กสัน ผลิตโดยเควิน ตูนส์<ref>http://www.sony.com/en_us/SCA/company-news/press-releases/epic-records/2011/epic-records-set-to-release-immortal-the-new-album.html?icid=pr-newswire-feed</ref> ในเดือนเมษายน 2011 มหาเศรษฐีนักธุรกิจโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด-ประธานสโมสรฟุตบอลฟูแล่มและเพื่อนเก่าแก่ของแจ็กสันเปิดตัวรูปปั้นของไมเคิล แจ็กสัน ด้านนอกสนามกีฬาของสโมสร[[เครเวนคอตทิจ]]<ref>http://www.bbc.com/news/uk-england-london-12950708</ref>
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2010 โซนีมิวสิกได้ออกแถลงข่าวการวางจำหน่ายผลงานชิ้นใหม่ ชื่ออัลบั้ม ''[[ไมเคิล (อัลบั้ม)|ไมเคิล]]'' เป็นรวมผลงานบันทึกเสียงของไมเคิล แจ็กสันที่ไม่เคยนำออกเผยแพร่ที่ใดมาก่อน มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 14 ธันวาคม โดยจะมีซิงเกิลชื่อ ''[[Breaking News (single)|Breaking News]]'' ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ MichaelJackson.com ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2010 <ref>{{cite web|url=http://breakingnews.michaeljackson.com/IE/pressrelease.html |title=MICHAEL Album Announcement |publisher=Breakingnews.michaeljackson.com |date= |accessdate=2010-11-04}}</ref> ก่อนหน้าผลงานชิ้นนี้จะออกจำหน่าย บุคคลผู้ใกล้ชิดไมเคิล แจ็กสันหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการไม่เหมาะสม ที่จะนำผลงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ของแจ็กสันออกเผยแพร่ อาทิเช่น ทนายความของโจ แจ็กสัน บิดาของไมเคิล <ref>[http://www.reuters.com/article/idUSTRE6A05PQ20101105 Michael Jackson new album vocals genuine, Sony says]</ref> [[วิล.ไอ.แอม]] ที่บันทึกเสียงงานร่วมกับไมเคิล แจ็กสัน ก่อนจะเสียชีวิตออกมาระบุว่าเป็นการ "ไม่ให้ความเคารพ" ผู้ตาย <ref>[http://www.bbc.co.uk/news/entertainment-arts-11700920 'New' Michael Jackson album set for release]</ref>
 
== แนวเพลงและการแสดง ==
[[ไฟล์:__Michael Jackson1 1988.jpg__|thumb|left|แจ็กสันในปี 1988 ที่ประเทศออสเตรีย ระหว่างแสดงคอนเสิร์ต Bad World Tour]]
ฮิวอียังกล่าวว่า ''Thriller'' กลั่นกรองเอาจุดแข็งจาก ''Off the Wall'' ไม่ว่าจะเพลง[[แดนซ์]]และ[[ร็อก]]ก็ดูแข็งกร้าวขึ้น ขณะที่เพลงป็อปและเพลงบัลลาดจะดูอ่อนและเต็มไปด้วยอารมณ์ขึ้น<ref name=allmusic/>เพลงที่โดดเด่นเช่น เพลงบัลลาด "The Lady in My Life" "Human Nature" และ "The Girl Is Mine" ส่วนเพลงฟังก์เช่น "Billie Jean" และ "Wanna Be Startin' Somethin'" และดิสโก้อย่าง "Baby Be Mine" และ "P.Y.T. (Pretty Young Thing)"<ref name=allmusic/><ref name="Slant Thriller">{{cite web |first=Eric |last=Henderson |url=http://www.slantmagazine.com/music/music_review.asp?ID=358
|title=Michael Jackson:Thriller |publisher=[[Slant Magazine]] |date=2003 |accessdate=June 15, 2008}}</ref><ref name="AMG Thriller"/><ref name="RS Thriller"/> สำหรับอัลบั้ม ''Thriller'' แล้ว คริสโตเฟอร์ คอนเนลลีจากนิตยสารโรลลิงสโตน วิจารณ์ไว้ว่า แจ็กสันได้พัฒนาจากธีมในจิตใต้สำนึกที่เกี่ยวกับความหวาดระแวงและความมืดมน<ref name="RS Thriller"/> ซึ่งสตีเฟน โทมัส เออร์เลไวน์ เสริมว่า สามารถเห็นอย่างชัดเจนในเพลง "Billie Jean" และ "Wanna Be Startin' Somethin'" <ref name="AMG Thriller">{{cite web |first=Stephen Thomas |last=Erlewine|authorlink=Stephen Thomas Erlewine |url=http://www.allmusic.com/cg/amg.dll?p=amg&sql=A9kqog44ttvjz |title=Thriller Overview |publisher=Allmusic |accessdate=June 15, 2008}}</ref> ในเพลง "Billie Jean" แจ็กสันพูดเกี่ยวกับแฟนเพลงที่บ้าคลั่งที่กล่าวหาว่าเขาเป็นพ่อของลูกของเธอ<ref name=allmusic/> ในเพลง "Wanna Be Startin' Somethin'" เขาโต้ข่าวซุบซิบและสื่อ<ref name="RS Thriller">{{cite news |first=Christopher |last=Connelly |url=http://www.rollingstone.com/artists/michaeljackson/albums/album/303823/review/6067536/thriller |title=Michael Jackson : Thriller |work=Rolling Stone |date=January 28, 1983 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> ส่วนเพลง "Beat It" ที่พูดถึงการต่อต้านความรุนแรงของแก๊งค์อันธพาลในแนวเพลงร็อก ก็เป็นการคารวะต่อหนัง ''[[West Side Story]]'' และถือเป็นเพลงข้ามแนวในลักษณะร็อกที่ประสบความสำเร็จเป็นเพลงแรก จากคำกล่าวของ ฮิวอี<ref name="rollingstone"/><ref name=allmusic/> เขายังสังเกตว่าเพลง "Thriller" แสดงให้เห็นว่าแจ็กสันเริ่มสนใจเรื่อง[[ไสยศาสตร์]] ซึ่งต่อมาก็มีเขาก็แต่งเพลงเนื้อหาดังกล่าวอีก<ref name=allmusic/> ในปี 1985 แจ็กสันร่วมเขียนเพลงการกุศลที่ชื่อ "[[We Are the World]]" ที่กล่าวถึงความอาทรมนุษยธรรม ซึ่งการแต่งเพลงรูปแบบดังกล่าวเขาก็นำมาใส่ในเนื้อเพลงและเป็นเรื่องที่เขาสนใจเป็นการส่วนตัวในเวลาต่อมา<ref name=allmusic/>
 
ในอัลบั้ม ''Bad'' ได้แนวความคิดจากคนรักของคนอื่น สามารถเห็นได้จากเพลงร็อกอย่าง "Dirty Diana"<ref name="NYT Bad">{{cite news|first=Jon |last=Pareles |authorlink=Jon Pareles|url=http://query.nytimes.com/gst/fullpage.html?res=9B0DE1DC1F38F930A3575AC0A961948260&scp=5&sq=Michael+Jackson+Bad+review&st=nyt
|title=How good is Jackson's Bad? |work=The New York Times |date=September 3, 1987 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> ส่วนซิงเกิลแรก "I Just Can't Stop Loving You" เป็นเพลงรักทั่วไปแบบดั้งเดิม ขณะที่เพลง "Man in the Mirror" เป็นเพลงรักเกี่ยวกับการสารภาพรักและความตั้งใจอย่างแน่วแน่<ref name="TIME2"/>"[[Smooth Criminal]]" เป็นเพลงที่พูดถึงการถูกทำร้าย[[การข่มขืน]]และเป็นไปได้ว่าอาจพูดถึง[[ฆาตกรรม]]<ref name="TIME2"/> สตีเฟน โทมัส เออร์เลไวน์ จากออลมิวสิก พูดว่า ''Dangerous'' นำเสนอแจ็กสันในลักษณะตัวตนที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง<ref name="ALG Dangerous">{{cite web |first=Stephen Thomas |last=Erlewine |authorlink=Stephen Thomas Erlewine |url=http://www.allmusic.com/album/dangerous-r10095 |title=Dangerous Overview |publisher=Allmusic |accessdate=June 15, 2008}}</ref> เขาวิจารณ์ว่า อัลบั้มนี้มีความหลากหลายมากกว่า ''Bad'' อัลบั้มก่อนหน้านี้ ที่ดึงดูดกลุ่มคนในเมืองขณะที่ก็สะดุดหูกับชนชั้นกลาง อย่างเพลง "Heal the World"<ref name="ALG Dangerous"/> ครึ่งแรกของอัลบั้มเป็นแนวนิวแจ็กสวิง มีเพลงอย่าง "Jam" และ "Remember the Time"<ref name="NYT Dangerous"/>และยังถือเป็นอัลบั้มแรกของแจ็กสันที่พูดถึงปัญหาความเจ็บป่วยทางสังคมอย่างเพลง "Why You Wanna Trip on Me" ที่พูดถึงการท้วงต่อโลกแห่งความหิวโหย เอดส์ การไร้ที่อยู่อาศัย และ[[ยาเสพติด]]<ref name="NYT Dangerous">{{cite news|first=Jon |last=Pareles|authorlink=Jon Pareles |url=http://query.nytimes.com/gst/fullpage.html?res=9D0CE2D6143DF937A15752C1A967958260&n=Top%2fReference%2fTimes%20Topics%2fPeople%2fJ%2fJackson%2c%20Michael |title=Michael Jackson in the Electronic Wilderness |work=The New York Times |date=November 24, 1991 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> ''Dangerous'' ยังมีเพลงที่พูดถึงในเรื่องทางเพศอย่าง "In the Closet" เพลงรักที่พูดถึงความต้องการและการปฏิเสธ ความเสี่ยงและการข่มอารมณ์ การอยู่โดดเดี่ยวและการติดต่อกัน ความเป็นส่วนตัวและการเปิดเผย<ref name="NYT Dangerous"/> ส่วนเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม ก็ยังพูดถึงคนรักและความต้องการ<ref name="NYT Dangerous"/> ส่วนครึ่งหลังของอัลบั้มเป็นแนวป็อป-กอสเปล อย่าง "Will You Be There", "Heal the World" และ "Keep the Faith" ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นเพลงที่เปิดเผยที่ปัญหาส่วนตัว การต่อสู้และความกังวล<ref name="NYT Dangerous"/> ส่วนเพลงบัลลาด "Gone Too Soon" เป็นเพลงที่เขาอุทิศให้กับเพื่อนของเขา[[ไรอัน ไวต์]]และผู้ป่วยโรคเอดส์<ref name="TWP Dangerous">{{Cite news | title = Jackson's `Dangerous' Departures; Stylistic Shifts Mar His First Album in 4 Years | work = The Washington Post | date = November 24, 1991 | author = Harrington, Richard |accessdate = July 23, 2008}}</ref>
 
[[ไฟล์:MichaëlWiener Prater, Madame Tussauds, Michael Jackson.JPG|thumb|รูปปั้นของไมเคิล แจ็คสัน แจ็กสันกับชุดแต่งกายที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซปรากฏในมิวสิกวิดีโอเพลง "[[Black or White]]"]]
ในอัลบั้มชุด ''HIStory'' ได้สร้างบรรยากาศแบบหวาดระแวง<ref name="ALG HIStory">{{cite web |first=Stephen Thomas |last=Erlewine |authorlink=Stephen Thomas Erlewine|url=http://www.allmusicguide.com/cg/amg.dll?p=amg&sql=10:rz60tr7qklkx |title=Michael Jackson HIStory Overview |publisher=Allmusic |accessdate=June 15, 2008}}</ref> เนื้อหามุ่งเน้นไปที่การทนทุกข์ทรมานและการดิ้นรนต่อสาธารณะ ที่ลงเนื้อหาในเพลงแนวนิวแจ็กสวิง-ฟังก์-ร็อก อย่าง "Scream" และ "Tabloid Junkie" รวมถึงเพลงอาร์แอนด์บีหวานซึ้งอย่าง "You Are Not Alone" แจ็กสันตอบโต้ต่อความอยุติธรรมและความรู้สึกแปลกแยกที่เขารู้สึก และมุ่งไปที่ความโกรธต่อ[[สื่อมวลชน|สื่อ]]<ref name="RS HIStory">{{cite news|first=James |last=Hunter |url=http://www.rollingstone.com/artists/michaeljackson/albums/album/312830/review/5943497/history_past_present_and_future_book_1
|title=Michael Jackson HIStory |work=Rolling Stone |date=August 10, 1995 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> ในเพลงบัลลาดอย่าง "Stranger in Moscow" แจ็กสันโศกเศร้าต่อความไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป ขณะที่เพลงอย่าง "Earth Song", "Childhood", "Little Susie" และ "Smile" ถือเป็นเพลงโอเปราแบบป็อป<ref name="ALG HIStory"/><ref name="RS HIStory"/> ในเพลงที่ชื่อ "D.S." แจ็กสันพูดจู่โจม [[ทอม สเนดดอน]] เขาพูดถึงสเนดดอนว่า เป็นพวกที่เห็นสายเลือดผิวขาวสูงส่งกว่าใคร ๆ "เขาต้องการให้ฉันไม่อยู่หรือตาย" เกี่ยวกับเพลงสเนดดอนพูดว่า "ผมเปล่า— เราพูดหรือเปล่า— ช่วยให้เกียรติเขาหน่อยโดยการฟังเพลง แต่ผมบอกแล้วสุดท้ายก็จบลงด้วยเสียงปืน"<ref name="Sneddon profile">{{cite web |url=http://www.ndaa.org/ndaa/profile/tom_sneddon_jan_feb_2003.html |title=Thomas W. (Tom) Sneddon, Jr.
แจ็กสันถูกเรียกว่าเป็น "ราชาแห่งมิวสิกวีดีโอ" สตีฟ ฮิวอีแห่งออลมิวสิก สังเกตว่า แจ็กสันได้เปลี่ยนรูปแบบของ[[มิวสิกวิดีโอ]]ให้เป็นในรูปแบบของศิลปะและเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ผ่านเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน ท่าเต้น สเปเชียลเอฟเฟกต์และนักแสดงชื่อดัง และยังทลายอุปสรรคทางสีผิวไปในเวลาเดียวกัน<ref name=allmusic>{{cite web|last=Huey|first=Steve|title=Michael Jackson&nbsp;— Biography|url=http://www.allmusic.com/artist/michael-jackson-p4576 |publisher=[[Allmusic]] |accessdate=November 11, 2006}}</ref> ก่อนอัลบั้ม ''Thriller'' แจ็กสันติดปัญหาในการแสดงผลงานมิวสิกวิดีโอทางช่อง[[เอ็มทีวี]] เนื่องจากเขาเป็นคน[[แอฟริกัน-อเมริกัน]]<ref name=blender>{{cite web |url=http://www.blender.com/guide/articles.aspx?ID=1777 |title=Michael Jackson, "Billie Jean" |date=October 2005 |accessdate=April 11, 2007 |work=[[Blender (magazine)|Blender]]}}</ref> ซึ่งทางค่ายซีบีเอสก็เกลี้ยกล่อมให้เอ็มทีวีเปิดเพลง "[[Billie Jean]]" และต่อมา "[[Beat It]]" ซึ่งก็ทำให้ช่องเกิดความสัมพันธ์อันยาวนานกับแจ็กสัน และยังช่วยให้เพลงของศิลปินผิวดำคนอื่นเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย<ref name="Jackson changes the rules of the music video">{{cite news |first=Edna |last=Gundersen |url=http://www.usatoday.com/life/television/news/2005-08-25-mtv_x.htm |title=Music videos changing places |work=USA Today |date=August 25, 2005 |accessdate=July 23, 2008}}</ref> คนในเอ็มทีวีเองก็ปฏิเสธเรื่องการแบ่งชนชั้นผิวสีทางช่องหรือเรื่องความกดดันในการเปลียนจุดยืนนี้ เอ็มทีวียังคงเล่นเพลง[[ร็อก]]โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ<ref>http://archive.is/20120525231341/findarticles.com/p/articles/mi_m1355/is_14_110/ai_n16807343/</ref> และจากความนิยมในมิวสิกวิดีโอของแจ็กสันเองทางช่องเอ็มทีวี ยังทำให้ช่องมีชื่อเสียงมากขึ้นเช่นกัน ทั้งยังเน้นในเพลงป็อปและอาร์แอนด์บี<ref name="Jackson changes the rules of the music video"/><ref name=ABCNews>{{cite web |first=Bryan |last=Robinson |url=http://abcnews.go.com/Entertainment/LegalCenter/story?id=464753&page=1|title=Why Are Michael Jackson's Fans So Devoted? |publisher=ABC News |date=February 23, 2005 |accessdate=April 6, 2007}}</ref> การแสดงของเขาในงานครบรอบ 25 ปี ของโมทาวน์ ''Motown 25: Yesterday, Today, Forever'' ได้เปลี่ยนขอบเขตอิสระของการแสดงสดบนเวที และก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ศิลปินรุ่นใหม่สามารถสร้างความน่าตื่นเต้นบนเวทีได้ราวกับมิวสิกวิดีโอ <ref>http://www.liquisearch.com/lip-synching_in_music/complex_performance</ref> ในมิวสิกวีดีโอที่ดูราวกับเป็น[[ภาพยนตร์สั้น]] เพลง "Thriller" ยังสร้างเอกลักษณ์ให้กับแจ็กสัน ขณะที่การเต้นในเพลง "Beat It" ก็ยังถูกนำเอามาเป็นต้นแบบอยู่บ่อยครั้ง<ref name="The Thriller Special Edition Audio">Jackson, Michael. ''Thriller Special Edition'' Audio.</ref> ท่าทางการเต้นในเพลง "Thriller" ยังกลายมีผลต่อวัฒนธรรมป็อปไปทั่วโลก การทำเลียนแบบไม่ว่าจาก[[ภาพยนตร์อินเดีย]]หรือการเต้นเลียนแบบของนักโทษใน[[ฟิลิปปินส์]]<ref>{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/asia-pacific/6917318.stm|title=Philippine jailhouse rocks to Thriller |publisher=BBC |date=(July 27, 2007) |accessdate=April 11, 2009}}</ref>มิวสิกวิดีโอภาพยนต์สั้น "Thriller" ได้สร้างมาตรฐานความตื่นเต้นเร้าใจให้กับมิวสิกวิดีโอ และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นมิวสิกวีดีโอที่ประสบความสำเร็จที่สุดที่เคยมีมาโดยกินเนสเวิลด์เรคเคิดส์<ref>http://www.mtv.com/news/1614750/michael-jacksons-music-video-legacy/</ref>
 
[[ไฟล์:__MJmakingThriller.jpg__||thumb|left|แจ็กสันและเหล่านักเต้น กับเพลงที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของมิวสิกวีดีโอ '' [[ไมเคิล แจ็กสัน ทริลเลอร์|"Thriller''"]]]]
ในมิวสิกวีดีโอเวอร์ชันเต็มความยาว 19 นาที เพลง "Bad" ซึ่งกำกับโดย[[มาร์ติน สกอร์เซซี]] แจ็กสันได้ใช้ภาพลักษณ์เกี่ยวกับเพศและการเต้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในงานเขา เขาจะจับหรือแตะที่หน้าอก ลำตัวและเป้า ต่อมาในการสัมภาษณ์เมื่อปี 1993 [[โอปราห์ วินฟรีย์]] ได้ถามเขาถึงที่มาของท่านี้ เขาอธิบายว่า "มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่คุณกำลังเต้น สื่อสารภาษาดนตรี และเสียงต่างๆเคล้าคลอที่จะปั่นอารมณ์ให้ไปตามเสียงนั้น เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ผมก็คว้าจับตัวผมเอง มันเป็นดนตรีที่ขับดันให้ผมทำเช่นนั้น มันไม่ได้หมายความว่า เอาล่ะ เมื่ออยู่บนเวทีแล้วผมต้องเอามือแตะเป้าล่ะนะ บางครั้งเมื่อกลับไปดูบันทึกการแสดงย้อนหลัง ผมยังเคยคิดว่า นี่ผมทำแบบนั้นด้วยเหรอ ผมตกเป็นทาสของจังหวะเข้าแล้ว"<ref>http://www.mjshouse.com/stories/oprah.html</ref> "Bad" ได้รับกระแสตอบรับที่หลากหลายทั้งจากแฟนและนักวิจารณ์ โดย[[''นิตยสารไทม์]]'' บอกไว้ว่า "น่าขายหน้า" ในมิวสิกวิดีโอยังร่วมด้วย[[เวสลีย์ สไนปส์]] ซึ่งตอนนั้นยังไม่โด่งดัง<ref name = "tara 370–373">Taraborrelli, pp. 370–373</ref><ref name="Who's Bad? TIME">{{cite news |first=Richard |last=Corliss|authorlink=Richard Corliss |url=http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,979177,00.html?internalid=ACA |title=Who's Bad? |publisher=Time |date=September 6, 1993|accessdate=April 23, 2008}}</ref> สำหรับมิวสิกวิดีโอ "[[Smooth Criminal]]" แจ็กสันได้ทดลองนวัตกรรม "การเอนต้านแรงโน้มถ่วง 45องศา" เพื่อให้บรรลุผลในการแสดงสดนี้ แจ็กสันและนักออกแบบได้พัฒนารองเท้าพิเศษที่ล็อคเท้าของนักแสดงไปยังเวทีที่ช่วยให้พวกเขาโน้มไปข้างหน้า พวกเขาได้รับสิทธิบัตรสหรัฐฯ 5,255,452 สำหรับอุปกรณ์ <ref>{{cite web |url=http://www.google.com/patents?vid=5255452|title=U.S. Patent 5,255,452; "Method and Means For Creating Anti-Gravity Illusion"; Michael J. Jackson, Michael L. Bush, Dennis Tompkins, issued Oct 26, 1993, Filed June 29, 1992}}</ref> และถึงแม้ว่ามิวสิกวิดีโอเพลง "Leave Me Alone" จะไม่ได้ออกอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา แต่ในปี 1989 ก็ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 4 [[รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกวิดีโออวอร์ดส]] และในปีเดียวกันก็ได้รับ 3 [[รางวัลสิงโตทองคำ]] สำหรับสเปเชียลเอฟเฟกต์ในการผลิตผลงาน ต่อมาในปี 1990 "Leave Me Alone" ได้รับรางวัลแกรมมี่ในสาขามิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม ประเภทสั้น<ref name = "Nelson George overview 43-44">George, pp. 43–44</ref>
 
เอ็มทีวีได้มอบรางวัล "ศิลปินผู้นำด้านมิวสิกวิดีโอแห่งทศวรรษ" ในปี 1988 และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จแก่เขาในรูปแบบงานศิลปะตลอดคริสต์ทศวรรษ 1980 ปีต่อมา 1991 ชื่อรางวัลดังกล่าวก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อเขาเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา <ref name = "Nelson George overview 45-46">George, pp. 45–46</ref> "[[Black or White]]" ยังเป็นที่กล่าวขวัญ โดยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 ออกอากาศปฐมทัศน์พร้อมกันใน 27 ประเทศ มีผู้ชมประมาณ 500 ล้านคน ถือเป็นยอดจำนวนคนดูที่มากที่สุดสำหรับมิวสิกวิดีโอ <ref>http://www.today.com/id/15529981#.V2LSdRKAeMg</ref> ในมิวสิกวิดีโอมีฉากที่ถูกตีความว่าเกี่ยวกับธรรมชาติของการมีเพศสัมพันธ์และภาพความรุนแรง แต่ฉากดังกล่าวก็ถูกตัดออกไปเหลือเป็นเวอร์ชันยาว 14 นาที เพื่อป้องกันการถูกแบนและแจ็กสันก็ออกมาขอโทษในส่วนนี้<ref name="''Dangerous'' on Film">Michael Jackson ''Dangerous'' on Film VHS/DVD</ref> นอกจากแจ็กสันแล้ว ในมิวสิกวิดีโอนี้ยังมีดาราอย่าง [[แม็กคอเลย์ คัลกิน]] [[เพกกี ลิปตัน]] และ[[จอร์จ เวนดต์]] และจบลงด้วยการเปลี่ยนภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีที่สำคัญในมิวสิกวิดีโอนี้<ref>Campbell (1993), p. 303</ref>
 
"[[Remember the Time]]" เป็นมิวสิกวิดีโอที่มีงานภาคผลิตทำอย่างละเอียด และถือเป็นมิวสิกวิดีโอที่ยาวที่สุดเพลงหนึ่งกับความยาว 9 นาที มีฉากอยู่ในยุค[[อียิปต์โบราณ]] ยังเป็นผู้บุกเบิกทางด้านวิชวลเอฟเฟกต์ รวมถึง[[ผู้มีชื่อเสียง]]อย่าง [[เอดดี เมอร์ฟี]] [[อิมาน]] และ[[แมจิก จอห์นสัน]] ซึ่งก็มีท่าเต้นซับซ้อนเป็นจุดเด่นเช่นเคย<ref>Campbell (1993), pp. 313–314</ref> ในเพลง "In the Closet" ถือเป็นวิดีโอที่แสดงยั่วยุทางเพศที่สุดของแจ็กสัน มีสุดยอดนางแบบซูเปอร์โมเดลอย่าง[[นาโอมิเนโอมี แคมป์เบลล์]] เต้นรำกับแจ็กสัน แต่มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ถูกแบนในแอฟริกาใต้เนื่องจากภาพลักษณ์ที่แสดง<ref name = "Nelson George overview 45-46"/>
 
มิวสิกวิดีโอเพลง "Scream" กำกับโดยมาร์ก โรมาเนก และผู้ออกแบบงานสร้างคือทอม โฟเดน ถือเป็นหนึ่งในมิวสิกวิดีโอที่ได้รับเสียงวิจารณ์มากที่สุดเพลงหนึ่ง โดยในปี 1995 ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอวอร์ดส 11 สาขา มากกว่ามิวสิกวิดีโอใดที่เคยทำได้ และได้รับรางวัลในสาขา "มิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม" "ท่าเต้นยอดเยี่ยม" และ "องค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยม"<ref name="TCI">{{Cite book |last=Boepple |first= Leanne |title = Scream: space odyssey Jackson-style.(video production; Michael and Janet Jackson video) | page = 52 |volume=29 | publisher = Theatre Crafts International | date = November 1, 1995 |issn=1063-9497}}</ref> เพลงและมิวสิกวิดีโอเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบโต้ของแจ็กสันที่ได้รับจากสื่อหลังจากข้อกล่าวหาการละเมิดทางเพศต่อเด็กในปี 1993<ref>{{Cite book |last=Bark |first= Ed |title = Michael Jackson Interview Raises Questions, Answers | page = 06E | publisher = [[St. Louis Post-Dispatch]] | date = June 26, 1995}}</ref> ในปีถัดมา ได้รับรางวัลแกรมมี่สาขามิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม ประเภทสั้น ต่อจากนั้นกินเนสเวิลด์เรคเคิดส์ยังให้ตำแหน่งว่าเป็นมิวสิกวิดีโอที่แพงที่สุดที่เคยทำมา โดยตกอยู่ที่ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<ref name = "Ultimate booklet 48–50"/><ref>''Guinness World Records 2006''</ref>
 
"Earth Song" ก็ยังเป็นเพลงที่แพงเช่นกันและก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขามิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม ประเภทสั้น ในปี 1997 เป็นมิวสิกวิดีโอที่พูดถึงสภาพแวดล้อม แสดงภาพการทารุณสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า สภาวะมลพิษและสงคราม มีการใช้ภาพสเปเชียลเอฟเฟกต์ ในช่วงเวลาที่ย้อนกลับไปทำให้ย้อนชีวิตกลับไป สงครามสิ้นสุดลงและป่ากลับฟื้นดังเดิม<ref name = "Ultimate booklet 48–50"/><ref name="''HIStory'' on Film volume II">Michael Jackson ''HIStory'' on Film volume II VHS/DVD</ref> ในมิวสิกวิดีโอภาพยนตร์สั้นเพลง Ghosts ออกเมื่อปี 1997 โดยออกปฐมทัศน์ครั้งแรกใน[[เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์]]ปี 1996 โดยภาพยนตร์สั้นนี้เขียนบทโดยแจ็กสันและ[[สตีเฟน คิง]] กำกับโดยสแตน วินสตัน มีความยาวกว่า 38 นาที และถือครองสถิติในกินเนสเวิลด์เรคเคิดส์ในฐานะมิวสิกวิดีโอที่ยาวที่สุดในโลก<ref name = "Ultimate booklet 48–50"/><ref name = "tara 610–611"/><ref>Lewis, pp. 125–126</ref><ref>''Guinness World Records 2004''</ref> ในมิวสิกวอิดีโอเพลง "You Rock My World" ที่มีความยาวกว่า 13 นาที ถูกกำกับโดยพอล ฮันเตอร์และได้รับการปล่อยในปี 2001 มิวสิกวิดีโอมีลักษณะเด่นที่การปรากฏตัวจากคริสทักเกอร์และมาร์ลอน แบรนโด<ref>http://www.mtv.com/news/1614795/michael-jacksons-video-co-stars-from-eddie-murphy-to-marlon-brando/</ref> วิดีโอได้รับรางวัลเอ็นเอเอซีพีอิมเมจอวอร์ดสำหรับความโดดเด่นของมิวสิกวิดีโอ
 
== สิ่งสืบเนื่องและอิทธิพล ==
[[ไฟล์:1993 walk of fame michael jackson.jpg|thumb|มีการจารึกชื่อซุปเปอร์สตาร์ "ไมเคิล แจ็คสัน" ที่[[ฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม]] ซึ่งบรรจุลงในปี 1984]]
แจ็กสันเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีและวัฒนธรรมทั่วโลก เขาสามารถทลายกำแพงแห่งชนชาติไปได้ ผ่านศิลปะทางมิวสิกวิดีโอ ปูทางให้กับนักร้องผิวสีและเพลงป็อปสมัยใหม่ ผลงานของแจ็กสัน มีความโดดเด่นด้านดนตรี การเต้นรำและสไตล์การร้องซึ่งมีอิทธิพลให้กับศิลปินมากมาย หลากหลายแนวเพลง อย่างเช่น [[มารายห์ แครี]]<ref name = "rollingstone 2">{{cite web |first=Antonio |last=Reid |url=http://www.rollingstone.com/news/story/5940053/35_michael_jackson|title=Michael Jackson|accessdate=March 6, 2007 |publisher=''Rollingstone''}}</ref> [[เซลีน ดิออน]]<ref>http://www.foxnews.com/story/2009/06/30/celine-dion-remembers-her-idol-michael-jackson.html</ref> [[มาดอนน่า]]<ref>http://archive.azcentral.com/ent/celeb/articles/2009/07/04/20090704madonna-inspired-by-jackson.html</ref>[[บียอนเซ่]]<ref>http://www.billboard.com/articles/columns/the-juice/6140752/beyonce-tribute-letter-michael-jackson-5-year-death</ref> [[อัชเชอร์]]<ref name=CNN>{{cite news |first=Rosemary |last=Jean-Louis |url=http://www.cnn.com/2004/SHOWBIZ/Music/11/01/usher/|title=Usher, Usher, Usher: The new 'King of Pop'? |publisher=CNN |date= November 1, 2004|accessdate=March 6, 2007}}</ref> [[บริตนีย์ สเปียรส์]]<ref name = "rollingstone 2"/> [[จัสติน ทิมเบอร์เลค]]<ref name = "tara 614–617"/> [[คริส บราวน์]]<ref>http://www.ew.com/article/2011/05/02/chris-brown-michael-jackson-she-aint-you-video</ref> และ[[อาร์. เคลลี]]<ref name = "Nelson George overview 24"/> สำหรับบทบาทอาชีพของเขา เขาถือเป็นศิลปิน"หาตัวจับยาก"ในโลกใบนี้ ผู้ทรงอิทธิพลเหนือยิ่งกว่าศิลปินรุ่นใหม่ๆ ผ่านทางงานเพลงของเขาและงานการกุศล<ref name="ADL">{{cite web |url=http://www.adl.org/PresRele/ASUS_12/2471_12.asp |title=ADL happy with Michael Jackson decision |publisher=[[Anti-Defamation League]] |date=(June 22, 1995) |accessdate=July 1, 2008}}</ref><ref>http://www.theatlantic.com/entertainment/archive/2010/06/michael-jacksons-unparalleled-influence/58616/</ref> รายการโทรทัศน์ ''BET'' ได้บรรยายถึงแจ็กสันว่า "เป็นที่แน่ชัดในฐานะผู้ให้ความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล" จากนักร้องเด็กที่เปิดตัวในฐานะสมาชิกของเดอะแจ็กสันไฟฟ์จนถึงการจากไปอย่างกะทันหัน แจ็กสันไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาพรสวรรค์ของเขา และ "ผู้ปฏิวัติวงการมิวสิกวีดีโอและนำท่าเต้นราวกับเดินบนดวงจันทร์สู่โลก" เสียงของแจ็กสัน เอกลักษณ์เฉพาะตัว การเคลื่อนไหว และมรดกทางดนตรีของเขายังคงสร้างแรงบันดาลใจแก่ศิลปินทุกประเภท <ref>http://www.bet.com/topics/m/michael-jackson.html</ref><ref>http://edition.cnn.com/2009/SHOWBIZ/Music/06/28/michael.jackson.black.community/</ref>
 
[[ไฟล์:Michael-jackson-vector-2.jpg|thumb|[[ภาพกราฟิกส์เวกเตอร์]]ของ ไมเคิล แจ็กสันใน ปี 1993]]
จุดเด่นของเขาคือ "เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ท่าเต้นที่เคลื่อนไหวสะดุดตา ผู้มีความสามารถทางด้านดนตรีอย่างเหลือเชื่อและมีพลังแห่งความเป็นดาราอย่างที่สุด"<ref name=allmusic /> ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 ''[[นิตยสารไทม์]]'' กล่าวถึงเขาว่า "ไมเคิล แจ็กสันคือศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่[[เดอะบีทเทิลส์]] เขาเป็นปรากฏการณ์เดี่ยวที่ร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่[[เอลวิส เพรสลีย์]] เขาอาจจะเป็นนักร้องผิวสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา"<ref name=TIME/> ในปี 1990 ''แวนิตีแฟร์'' พูดถึงแจ็กสันว่า เป็นศิลปินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแสดง<ref name = "Nelson George overview 43-44"/> นักเขียน''เดลีเทเลกราฟ'' ที่ชื่อทอม อัตลีย์ เรียกเขาว่า "บุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของ[[วัฒนธรรมสมัยนิยม]]" และ "อัจฉริยะ" <ref name=telegraph>{{cite news|url=http://www.telegraph.co.uk/opinion/main.jhtml?xml=/opinion/2003/02/08/do0801.xml&sSheet=/opinion/2003/02/08/ixopinion.html |author=[[Tom Utley|Utley, Tom]] |title=Of course Jackson's odd&nbsp;— but his genius is what matters |publisher=The Daily Telegraph |date=March 8, 2003 |accessdate=July 23, 2008}}</ref>ในปี 2006 เคร็ก เกล็นเดย์ หัวหน้ากองบรรณาธิการกินเนสส์บุ๊ค กล่าวเคร็ก เกล็นเดย์ พูดถึงเขาว่าเป็น "ไม่มีใครเป็นที่รู้จักมากไปกว่าไมเคิล แจ็กสัน เขาคือบุคคลที่โด่งดังที่สุดบนโลกอย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งแต่นั่นไม่ใช่แค่ชื่อเสียง มันคือดนตรีของเขา"<ref>http://www.gigiiam.com/michael-jackson-diamond-award-2006.htm</ref> ในปลายปี 2007 แจ็กสันพูดถึงผลงานต่อมาของเขาและอิทธิพลในอนาคตว่า "ดนตรีเป็นเหมือนที่ระบาย เป็นของขวัญของผมที่จะมอบให้คนทั้งโลก ผ่านดนตรีของผม ผมรู้ว่าผมจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป"<ref>{{cite news |first=Bryan |last=Monroe |title=Michael Jackson in His Own Words |format=Print/Magazine |publisher=[[Ebony]] |date=December 2007}}</ref>
 
แดเนเยล สมิธ หัวหน้าบรรณาธิการนิตยสารอเมริกัน ''Vibe'' และนักข่าวสื่อสิ่งพิมพ์ เรียกแจ็กสันว่าเป็น "ดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"<ref>http://edition.cnn.com/2009/SHOWBIZ/Music/06/26/smith.jackson.appreciation/</ref> บัลติมอร์ซัน เขียนบทความ "7 วิธีที่ ไมเคิล แจ็กสันเปลี่ยนโลก" จิลล์ โรเซ็น ตั้งข้อสังเกตว่า "เราจะจดจำเขาได้ หากเขาเป็นเพียงแค่นักแต่งเพลง เป็นแค่นักเต้นรำหรือแค่ผู้สนับสนุนแฟชั่น แต่ไมเคิล แจ็กสัน มีความโดดเด่นเหนือศิลปะเหล่านั้น และอื่นๆอีกมากมาย" อิทธิพลของเขามีความยั่งยืนและแพร่กระจายในหลายแง่มุม ทั้งเสียงเพลง การเต้นรำ แฟชั่น วิดีโอ อิทธิพล ชื่อเสียง หรือแม้แต่ในการแข่งขัน ตลอดระยะเวลานานหลายทศวรรษ แจ็กสันเป็นบุคคลที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่เสมอ เขามียอดขายนับล้านและข่าวลื่อเกี่ยวกับเขานับล้านเช่นเดียวกัน<ref>http://articles.baltimoresun.com/2009-06-28/news/0906260178_1_michael-jackson-jackson-changed-jackson-five</ref> ตลอดระยะเวลานานหลายทศวรรษแจ็กสันเป็นบุคคลที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่เสมอ เขามียอดขายนับล้านและข่าวลื่อเกี่ยวกับเขานับล้านเช่นเดียวกัน ในขณะที่ผู้ประกาศข่าว''[[ซีเอ็นเอ็น]]''ยังแสดงความประหลาดใจและกล่าวว่า "ถ้าจะมีใครบนโลกใบนี้ เป็นที่ยอมรับมากไปกว่าเขา บางทีอาจจะไม่มีอีกแล้ว เขาเป็นบุคคลที่โลกไม่อาจละสายตาได้"<ref>http://edition.cnn.com/2009/SHOWBIZ/Music/06/25/michael.jackson.world/</ref>
 
ตลอดอาชีพของเขา เขามีรายได้จากผลงานเดี่ยวและมิวสิกวิดีโอ รวมถึงงานคอนเสิร์ตไปจนถึงผลงานโฆษณาตกอยู่ราว 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมกับรายได้จากการเป็นหุ้นส่วนใน Sony/ATV Music Publishing ที่เขาถือลิขสิทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะประมาณรายได้แท้จริงของเขา นักวิเคราะห์บางคนวิเคราะห์ว่าผลงานแคตตาล็อกเพลงที่เขาถืออาจมีค่าอย่างน้อยราวพันล้านดอลลาร์สหรัฐ<ref name="usatoday finances"/><ref>{{cite news | url = http://www.foxnews.com/story/0,2933,155356,00.html | title = Witness: Jacko Lived Way Above Means | publisher = Fox News Channel| date = (May 3, 2005) | accessdate = May 30, 2007}}</ref> ในฐานะบุคคลที่โด่งดังที่สุดในโลกกับชีวิตส่วนตัวที่ถูกเผยแพร่ควบคู่ไปกับความสำเร็จในอาชีพ ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรรมร่วมสมัยตลอด 4 ทศวรรษ<ref name="KOP achievements"/><ref name="BBC Tom sneddon">{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/1/hi/entertainment/music/4216779.stm |title=Tom Sneddon: Dogged prosecutor |publisher=BBC |date=(January 31, 2005) |accessdate=August 14, 2008}}</ref>
 
วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ 2014 [[สภาวัฒนธรรมสัมพันธ์อังกฤษ]]ได้ยกย่องอิทธิพลทางดนตรีและชีวิตของไมเคิล แจ็กสันว่าเป็นหนึ่ง 1 ใน "80 ช่วงเวลาเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20" <ref>https://www.britishcouncil.org/80moments/?_e_pi_=7%2CPAGE_ID10%2C5655166218</ref>
 
== รางวัลและเกียรติยศ ==
[[ไฟล์:Thriller platinum record, Hard Rock Cafe Hollywood.JPG|thumb|''[[ทริลเลอร์ (อัลบั้ม)|Thriller]]'' ได้รับบันทึกแผ่นเสียงทองคำขาว จัดแสดงที่ฮาร์ดร็อคคาเฟ่ ฮอลในยูนิเวอร์ซิตี แคลิฟอร์เนีย]]
ไมเคิล แจ็กสัน ได้รับการบรรจุชื่ออยู่บน[[ฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม]]เมื่อปี 1980 ในฐานะสมาชิกของเดอะแจ็กสันไฟฟ์ และศิลปินเดี่ยวในปี 1984 ซึ่งเขาเป็นคนแรกที่มีชื่ออยู่ถึง 2 ครั้ง ตลอดอาชีพของเขา ได้สร้างความสำเร็จมานับครั้งไม่ถ้วน โดยการทำงานที่ผ่านมาเขาได้รับรางวัลต่างๆมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลจาก[[เวิลด์มิวสิกอวอร์ดส]]ในฐานะศิลปินป็อปชายที่มียอดขายมากที่สุดในสหัสวรรษ รางวัลศิลปินแห่งศตวรรษจาก[[อเมริกันมิวสิกอวอร์ดส]] และรางวัลศิลปินป็อปแห่งสหัสวรรษจากแบมบี<ref name = "Nelson George overview 50-53">George, pp. 50–53</ref><ref>{{cite web |url=http://www.hellomagazine.com/celebrities/2002/11/22/michaeljackson/ |title=Michael Jackson and Halle Berry Pick Up Bambi Awards in Berlin |accessdate=November 11, 2006 |work=[[Hello!]] |date= (November 22, 2002) |accessdate=July 23, 2008}}</ref> เขามีชื่ออยู่ถึง 2 ครั้งใน[[ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม]] ครั้งหนึ่งในฐานะสมาชิกวงเดอะแจ็กสันไฟฟ์ในปี 1997 และต่อมาในฐานะศิลปินเดี่ยวในปี 2001 เขายังมีชื่ออยู่ในหอเกียรติยศอีกหลายแห่ง รวมไปถึงโวคอลกรุ๊ปฮอลออฟเฟมในปี 1999 และซองไรเตอร์สฮอลออฟเฟมในปี 2002<ref name = "Nelson George overview 50-53"/> ในปี 2010 แจ็กสันเป็นคนแรก(และคนเดียวในปัจจุบัน)จากนักเต้นเพลงร้องป็อปและร็อกแอนด์โรลทั่วโลกที่มีได้รับจารึกชื่ออยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของหอเกียรติยศแดนซ์ฮอลออฟเฟม ในปี 2014 เขายังมีชื่ออยู่ในอาร์แอนด์บีฮอลออฟเฟม เขาได้รับเชิญรางวัลพิเศษจากประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาวถึง 2 ครั้ง ในปี 1992 เขายังได้รับรางวัลและการยกย่องจากประธานาธิบดีให้เป็น "Point of Light Ambassador" หรือแสงสว่างในชีวิต จากการเชื้อเชิญให้เด็กผู้ด้อยโอกาสเข้าไปเล่นในเนเวอร์แลนด์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งเขาเป็นศิลปินคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้<ref>http://juny.expertscolumn.com/article/michael-jackson-most-awarded-artist-all-time</ref>
 
รางวัลอื่นที่เขาได้รับอย่างเช่น สถิติในกินเนสเวิลด์เรคคอร์ดอยู่หลายครั้ง (8 ครั้งในปี 2006 อย่างเดียว) การสนับสนุนองค์การการกุศล 39 แห่งมากกว่าดาราหรือศิลปินคนใดๆ สถิติเจ้าของอัลบั้มเพลงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล รวมทั้งได้รับการบันทึกว่าเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ 13 รางวัลแกรมมี่ รางวัลพิเศษ Grammy Legend Award , Grammy Lifetime Achievement Awardสาขาตำนานและความสำเร็จในชีวิต รางวัลอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส 26 ครั้ง มากกว่าศิลปินคนใดๆ รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็น "ศิลปินแห่งศตวรรษ" และ "ศิลปินแห่งทศวรรษ" 13 เพลงอันดับ 1 ในฐานะศิลปินเดี่ยว มากกว่าที่ศิลปินชายคนใดจะทำได้ในชาร์ตฮอต 100 และยังมียอดขายมากกว่า 400 ล้านชุดทั่วโลก ผลงานอัลบั้ม 5 ชุด ประกอบด้วย Off the Wall (1979),Thriller (1982), Bad (1987), Dangerous (1991) และ HIStory(1995) ถือเป็นอัลบั้มเพลงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ด้วยอัลบั้มขายดีที่มากยิ่งกว่าศิลปินคนใดๆ ทำให้เขาเป็นศิลปินป็อปชายที่มียอดขายอัลบั้มมากที่สุดในโลก <ref name = "MJ Grammy's"/><ref name="World Records">{{cite web |url=http://uk.news.launch.yahoo.com/dyna/article.html?a=/14112006/344/jackson-receives-world-records.html&e=l_news_dm |title=Jackson receives his World Records |publisher=[[Yahoo!]] |date= (November 14, 2006) |accessdate=November 16, 2006}}</ref><ref name="KOP achievements">{{cite web |url=http://www.msnbc.msn.com/id/15529981/ |title=The return of the King of Pop |publisher=[[MSNBC]] |date=(November 2, 2006) |accessdate=June 8, 2008}}</ref><ref>{{cite web |url=http://www.billboard.com/bbcom/specials/hot100/charts/most-no1s-overall.shtml |title=Most No. 1s By Artist (All-Time) |publisher=Billboard |accessdate=September 8, 2008}}</ref><ref>{{cite web |url=http://www.cbsnews.com/stories/2007/11/06/entertainment/main3461884.shtml |title=Pop Icon Looks Back At A "Thriller" Of A Career In New Interview |publisher=CBS |date=(November 6, 2007)| accessdate=February 14, 2008}}</ref><ref>{{cite web |first=Chris |last=Lee |url=http://www.latimes.com/entertainment/news/la-et-michael-jackson31-2009may31,0,1441957.story|title=To this financier, Michael Jackson is an undervalued asset |publisher=[[Los Angeles Times]] |date=May 31, 2009| accessdate=May 31, 2009}}</ref>
 
==ความนิยมที่แพร่หลาย==
[[ไฟล์:Estatua Michael Jackson Santa Marta RJ.JPG|thumb|250x250px|อนุสาวรีย์ไมเคิล แจ็กสัน ที่ชุมชนซานต้า มาร์ต้า เมือง[[รีโอเดจาเนโร]] ประเทศบราซิล สถานที่ใช้ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ [[เดย์ดอนต์แคร์อเบาต์อัส|"They Don't Care About Us"]]]]
ในปีค.ศ 1984 หนังสือพิมพ์ของ[[สาธารณรัฐเกาหลี]] ได้ตีพิมพ์บทความ"ฤดูกาลแห่งความนิยม" โดยใช้ผลสำรวจของเยาวชนพบว่าที่โรงเรียน[[ประถมศึกษา]]ไม่มีนักเรียนคนใดไม่รู้จักไมเคิล แจ็กสันและเด็กๆยังมีความกระตือลือล้นในเพลงของเขา รายงานดังกล่าวยังได้ทำผลสำรวจเพิ่มเติมและพบว่าเด็กนักเรียนต่างรู้จักแจ็กสันแม้จะเป็นชื่อของนักร้องต่างประเทศ<ref>http://newslibrary.naver.com/viewer/index.nhn?articleId=1984032100209201021&editNo=2&printCount=1&publishDate=1984-03-21&officeId=00020&pageNo=1&printNo=19220&publishType=00020</ref>นอกจากนี้จากการสำรวจในหัวข้อ"บุคคลระดับโลกที่มีชื่อเสียงมากที่สุด"โดยใช้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กในระดับประถมศึกษากว่า 2,000 คน พบว่าแจ็กสันได้รับการโหวตให้มากที่สุด ตามด้วยประธานาธิบดี[[โรนัลด์ เรแกน]] ,ลินคอล์น,และ[[ทอมัส เอดิสัน]]<ref>http://newslibrary.naver.com/viewer/index.nhn?articleId=1985010400209205001&editNo=2&printCount=1&publishDate=1985-01-04&officeId=00020&pageNo=5&printNo=19463&publishType=00020</ref>ในประเทศ[[ญี่ปุ่น]]แจ็กสันได้รับความนิยมอย่างมากเช่นเดียวกับโลกตะวันตก และเรียกเขาว่าเป็น "ปรากฏการณ์ระดับไต้ฝุ่น" ขณะที่รองประธานอาวุโสของบริษัทโซนี่ มิวสิคญี่ปุ่นยังกล่าวถึงเขาว่า "ไม่มีนักแสดงคนใดมีพลังเหมือนไมเคิล แจ็กสัน เขาเป็นที่รักสำหรับความสามารถของเขา ดนตรีของเขา การเต้นของเขา เช่นเดียวกับจิตใจที่อ่อนโยน"<ref>http://www.billboard.com/articles/news/268216/michael-jackson-remains-a-global-phenomenon?page=0%2C4</ref>ประเทศ[[แอฟริกา]]เขาได้รับการยกย่องในฐานะผู้ที่ทลายการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เขายังทำให้วัฒนธรรมของคนผิวสีและนักร้องรุ่นหลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นอีกด้วย<ref>http://edition.cnn.com/2009/SHOWBIZ/Music/06/28/michael.jackson.black.community/</ref>เกาหลีก็ยังเป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากแจ็กสันอย่างสูง<ref>http://www.asianews.it/news-en/Asia-mourns-for-Michael-Jackson-15619.html</ref> แจ็กสันยังได้รับความนิยมอย่างมากใน[[อินเดีย]] ด้วยความนิยมของศิลปินตะวันตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของแจ็กสันได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ฮาร์ด คอร์ด นักร้องชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียพูดว่า"ถ้าคุณไปที่หมู่บ้านใดๆหรือทั่วทุกมุมในประเทศอินเดียคุณจะพบว่าทุกคนคุ้นเคยกับชื่อของไมเคิล แจ็กสัน ไม่มีนักดนตรีคนไหนจะแทนที่เขาได้"<ref>https://books.google.co.th/books?id=T0sB47TxoCwC&pg=PT18&lpg=PT18&dq=ahir+bhairab+borthakur+michael+jackson&source=bl&ots=SeWz1RTrx0&sig=c4q-gr-Z9VLKlmQ9p2viaiC1x24&hl=th&sa=X&ved=0ahUKEwjym-jlov_MAhUDso8KHQVfA_MQ6AEIGjAA#v=onepage&q=ahir%20bhairab%20borthakur%20michael%20jackson&f=false</ref><ref>http://www.billboard.com/articles/news/268216/michael-jackson-remains-a-global-phenomenon?page=0%2C4</ref>ในประเทศปากีสถาน แจ็กสันยังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับ[[โคคาโคล่า]] ขณะที่ประเทศจีนซึ่งปิดตัวเองจากโลกตะวันตกมาจนถึงทศวรรษ 80 แจ็กสันก็ยังมีชื่อเสียงอย่างมาก ในเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลอมเหลืองและรัฐก็ยังควบคุมการเปิดเพลงทางวิทยุ แจ็กสันยังเป็นศิลปินคนแรกที่นำพาวัฒนธรรมเพลงป็อปตะวันตกมาสู่ประเทศ <ref>http://www.billboard.com/articles/news/268216/michael-jackson-remains-a-global-phenomenon?page=0%2C4</ref>
 
[[ไฟล์:__People Dancing Thriller.jpg__|thumb|left|ผู้คนกว่า 13,957 คน เต้นเพลงทริลเลอร์เพื่อไว้อาลัยแก่เขาในกรุงเม็กซิโกซิตี้]]
ชาร์ลี เคนดัลล์ ผู้อำนวยของสถานีวิทยุร็อคนิวยอร์ก ได้อธิบายถึงเขาว่า "ไมเคิล แจ็กสันเป็นวัฒนธรรมของมวลชน เขาดึงดูดความสนใจของทุกคน" และกล่าวว่า "ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเขามีเสียงที่น่าเกรงขามและลีลาที่สมบูรณ์แบบ เขาสามารถเต้นได้ราวกับไม่ใช่มนุษย์ เขาดึงดูดความสนใจของคนทุกเพศทุกวัยและผู้ฟังเพลงทุกประเภท อย่างยากที่จะจำแนกหมวดหมู่"<ref>http://www.nytimes.com/1984/01/14/arts/michael-jackson-at-25-a-musical-phenomenon.html?pagewanted=all</ref> ทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกก็ยังเป็นช่วงเวลาที่เขาได้พบกับผู้นำประเทศในหลายทวีป นอกจากวงการดนตรีแล้ว แจ็กสันยังมีอิทธิพอย่างมากต่อวงการแฟชั่น ฟิลลิป โบลช สไตลิสชื่อดัง กล่าวว่า "ไมเคิล แจ็กสัน ไม่ได้รับอิทธิพลจากแฟชั่น แต่แฟชั่นต่างหากที่ได้รับอิทธิพลจากเขา"<ref>https://www.notjustalabel.com/editorial/style-autopsy-king-pop</ref>เขายังมีบทบาทด้านมนุษยธรรมและการช่วยเหลือเด็กและสังคม ทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกเดนเจอรัสเวิลด์ทัวร์ เขายังได้ยกผลกำไรทั้งหมดเข้าสู่มูลินิธิการกุศล และยังได้มอบเงินให้แก่มูลนิธิในทุกประเทศที่เขาเดินทาง<ref>http://www.borgenmagazine.com/michael-jacksons-donation-history/</ref> ในขณะที่การเสียชีวิตของเขากลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ทั่วโลก สื่อประเทศฮ่องกงได้นำเสนอข่าวว่า "ไม่มีส่วนใดของเอเชีย...และที่เหลือของโลก จะไม่จดจำไมเคิล แจ็กสัน" เว็บไซด์ชื่อดังของจีนขนามนามเขาว่า "นักร้องที่โดดเด่นที่สุดตลอดกาล" ขณะที่หลายๆคนทั่วโลกต่างรู้สึกว่าการเสียชีวิตของเขาเป็นเหมือนการสูญเสียความทรงจำในวัยเด็ก นับได้ว่าเขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลกผู้สร้างปรากฏการณ์อย่างแท้จริง <ref>http://www.asianews.it/news-en/Asia-mourns-for-Michael-Jackson-15619.html</ref> หลังครบรอบวันเกิดของเขาในปีเดียวกัน ชาวเม็กซิโกยังได้ไปชุมนุมกันในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ กว่า 13,957 คน เพื่อเต้นรำตามจังหวะและท่าทางตามเพลง " ทริลเลอร์ " เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่เขา นับเป็นการเต้นรำหมู่เพลงทริลเลอร์ที่ทำลายสถิติกินเนสบุ้คมีจำนวนคนเข้าร่วมมากที่สุด<ref>http://www.nbcbayarea.com/entertainment/music/NATL-Jackson-Fans-Attempt-to-Thrill-the-World-With-Dance-Record-65930232.html</ref>
 
หลังจากที่เขาเสียชีวิตไม่นานในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 เอ็มทีวีปรับเปลี่ยนช่องโดยเล่นมิวสิกวิดีโอของเขาเพื่อเป็นการอุทิศและเฉลิมฉลองในงานของเขา<ref>{{cite news|last=Barnes|first=Brokes|title=A Star Idolized and Haunted, Michael Jackson Dies at 50 |url=http://www.nytimes.com/2009/06/26/arts/music/26jackson.html?ref=obituaries|work=New York Times|date=June 25, 2009|accessdate=July 12, 2009}}</ref> สถานียังออกอากาศมิวสิกวิดีโอของเขาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง และยังมีการสัมภาษณ์สดในปฏิกิริยาตอบรับทั้งจากพิธีกรเอ็มทีวีและเหล่าบุคคลมีชื่อเสียง ตลอดทั้งสัปดาห์ยังมีรายการและยังมีการถ่ายทอดสดพิธีไว้อาลัย <ref>{{cite web|title=More adds, loose ends, and lament|url=http://altmusictv.blogspot.com/2009/07/more-adds-loose-ends-and-lament.html|work=The 120 Minutes Archive|date=July 25, 2009|accessdate=July 26, 2009}}</ref> ในพิธีไว้อาลัย ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงโมทาวน์ เบอร์รี กอร์ดี ยังสรรเสริญแจ็กสันว่าเป็น "คนบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา" <ref>{{cite web |title=Farewell to a King|url=http://www.people.com/people/archive/article/0,,20292614,00.htmll|work=''People'' |date=July 20, 2009 |accessdate=November 26, 2009}}</ref><ref>{{cite web |title=BERRY GORDY – GORDY BRINGS MOURNERS TO THEIR FEET WITH JACKSON TRIBUTE|url=http://www.contactmusic.com/news.nsf/story/gordy-brings-mourners-to-their-feet-with-jackson-tribute_1108973|work=''Contact Music'' |date=July 7, 2009 |accessdate=November 26, 2009}}</ref><ref>{{cite web |title=Michael Jackson hailed as greatest entertainer, best dad|url=http://uk.reuters.com/article/idUKTRE5615KN20090708|work=''Reuters UK'' |date=July 8, 2009 |accessdate=November 26, 2009}}</ref>
24

การแก้ไข