ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ซุนนี"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(Potapt ย้ายหน้า ซุนนีย์ ไปยัง ซุนนี ทับหน้าเปลี่ยนทาง)
{{อิสลาม}}
 
'''ซุนนีย์นี''' ({{lang-ar|سُنِّي}}) คือนิกายหนึ่งในศาสนาอิสลาม มีชื่อเต็มในภาษาอาหรับว่า อะหฺลุซซุนนะหฺ วะ อัลญะมาอะหฺ'''อะฮ์ลุสซุนนะฮ์วะอัลญะมาอะฮ์''' ({{lang-ar|أهل السنة والجماعة}}), (นิยมอ่านว่า อะหฺลุซซุนนะหฺ วัลญะมาอะหฺอะฮ์ลุสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์) เป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในอิสลาม แบ่งเป็นสำนักหรือมัซฮับย่อย ๆ ออกเป็นหลายมัซฮับ แต่ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 4 มัซฮับ นอกจากนี้ยังมีมัซฮับมุสลิมซุนนีย์นีที่ไม่ยึดถือมัซฮับ เรียกตนเองว่า พวกสะซะละฟีย์ ฟี
 
== ที่มาของคำ ซุนนีย์ ==
คำว่า ซุนนีย์นี มาจาก '''อัซซุนนะหอัสซุนนะฮ์''' (السنة)(السنة) แปลว่า คำพูดและการกระทำหรือแบบอย่างของศาสดามุฮัมมัด (ศ) คำว่า '''ญะมาอะหฺ'''"ญะมาอะฮ์" คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาคือ [[อะฮฺมัดอะฮ์มัด บินฮันบัล]] (ฮ.ศ. 164-241 / ค.ศ. 780-855)
 
คำว่า “السنة - อัซซุนนะหฺ”อัสซุนนะฮ์ เป็นคำที่ท่านนบีมุฮัมมัด มักจะใช้บ่อยครั้งในคำสั่งสอนของท่าน เช่น ในฮะดีษศ่อฮีฮฺษศอฮีฮ์ฟิกฮ์ที่บันทึกโดยอิมามอะฮฺมัดอิมามอะฮ์มัด, อัตติรมีซีย์รมีซี, อะบูดาวูด และอิบนุมาญะหฺอิบนุมาญะฮ์ ซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นใน''' "แนวทางของฉัน" ( سُنَّتِي ) ''' และแนวทางของผู้นำที่อยู่ในแนวทางอันเที่ยงธรรมของฉัน (อัลคุละฟาอ์ อัรอัลคุละฟาอ์อัรรอชิดูน) ที่จะมาหลังฉัน จงเคร่งครัดในการยึดมั่นบนแนวทางนั้น จงกัดมันด้วยฟันกราม (คืออย่าละทิ้งเป็นอันขาด) และจงหลีกให้พ้นจากอุตริกรรมในกิจการของศาสนา เพราะทุกอุตริกรรมในกิจการศาสนานั้นเป็นการหลงผิด” [http://www.islaminthailand.com/text.php?id=122]
คำว่า ซุนนีย์ มาจาก '''อัซซุนนะห''' (السنة)แปลว่า คำพูดและการกระทำหรือแบบอย่างของศาสดามุฮัมมัด (ศ) คำว่า '''ญะมาอะหฺ''' คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาคือ [[อะฮฺมัด บินฮันบัล]] (ฮ.ศ. 164-241 / ค.ศ. 780-855)
 
'''อะหฺลุซซุนนะหฺอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ วะ อัลญะมาอะหฺอัลญะมาอะฮ์''' ( أَهْلُ السُّنَّةِ وَالْجَمَاعَةِ ) ก็คือ ผู้ที่ยึดมั่นในซุนนะหฺนะฮ์ (แนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด) และยึดมั่นในสิ่งที่บรรดากลุ่มชนมุสลิมรุ่นแรกยึดมั่น (บุคคลเหล่านั้นคือบรรดาศ่อฮาบะหฺศ่อฮาบะหฟิกฮ์และบรรดาตาบิอีน) และพวกเขารวมตัวกัน (เป็นญะมาอะหฺญะมาอะฮ์) บนพื้นฐานของซุนนะหฺนะฮ์ ซึ่งชนกลุ่มนี้อัลลอหฺอัลลอฮ์ได้กล่าวถึงความประเสริฐของพวกเขาไว้ว่า ''บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากนครมักกะหฺกะฮ์) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศอรจากนครมะดีนะหฺนะฮ์) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอหฺอัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งสวนสวรรค์อันหลากหลายที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง”หลวง'' (ซูเราะหฺอัตเตาบะหฺซูเราะหฟิกฮ์อัตเตาบะหฟิกฮ์ : 100) [http://www.islaminthailand.com/text.php?id=275]
คำว่า “السنة - อัซซุนนะหฺ” เป็นคำที่ท่านนบีมุฮัมมัด มักจะใช้บ่อยครั้งในคำสั่งสอนของท่าน เช่น ในฮะดีษศ่อฮีฮฺที่บันทึกโดยอิมามอะฮฺมัด, อัตติรมีซีย์, อะบูดาวูด และอิบนุมาญะหฺ ซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นใน'''แนวทางของฉัน ( سُنَّتِي ) ''' และแนวทางของผู้นำที่อยู่ในแนวทางอันเที่ยงธรรมของฉัน (อัลคุละฟาอ์ อัรรอชิดูน) ที่จะมาหลังฉัน จงเคร่งครัดในการยึดมั่นบนแนวทางนั้น จงกัดมันด้วยฟันกราม (คืออย่าละทิ้งเป็นอันขาด) และจงหลีกให้พ้นจากอุตริกรรมในกิจการของศาสนา เพราะทุกอุตริกรรมในกิจการศาสนานั้นเป็นการหลงผิด” [http://www.islaminthailand.com/text.php?id=122]
 
'''อะหฺลุซซุนนะหฺ วะ อัลญะมาอะหฺ''' ( أَهْلُ السُّنَّةِ وَالْجَمَاعَةِ ) ก็คือ ผู้ที่ยึดมั่นในซุนนะหฺ (แนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด) และยึดมั่นในสิ่งที่บรรดากลุ่มชนมุสลิมรุ่นแรกยึดมั่น (บุคคลเหล่านั้นคือบรรดาศ่อฮาบะหฺและบรรดาตาบิอีน) และพวกเขารวมตัวกัน (เป็นญะมาอะหฺ) บนพื้นฐานของซุนนะหฺ ซึ่งชนกลุ่มนี้อัลลอหฺได้กล่าวถึงความประเสริฐของพวกเขาไว้ว่า “บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากนครมักกะหฺ) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศอรจากนครมะดีนะหฺ) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอหฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งสวนสวรรค์อันหลากหลายที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง” (ซูเราะหฺอัตเตาบะหฺ : 100) [http://www.islaminthailand.com/text.php?id=275]
 
== ประวัติ ==
ในสมัยการปกครองของ[[ยะซีด บินมุอาวิยะหฺวิยะหฟิกฮ์]] คำสั่งสอนแห่งอัลกุรอานและแห่งศาสนทูตถูกละทิ้ง ชาวมะดีนะหฺนะฮ์ผู้เคร่งครัดถูกได้รับความกดดันจากตระกูลอุมัยยะหฺยะฮ์ผู้ปกรองอาณาจักรอิสลาม และภายใต้ความกดดันนั้นได้เกิดหล่อหลอมเป็นกลุ่มผู้ยึดมั่นในแนวทางอิสลามแบบเดิม เพื่อต่อต้านตระกูลอุมัยยะหฺยะฮ์ โดยเฉพาะหลังจากที่กองทัพจากชาม ในสมัยการปกครองของยะซีด บินมุอาวิยะหฺวิยะฮ์ฟิกฮ์ ได้สังหารฮุเซน หลานตาศาสนทูตมุฮัมมัด พร้อมกับญาติพี่น้อง ที่กัรบะลาอ์ 73 คนในปี ค.ศ. 680 และต่อมาในปี ค.ศ. 683 ยะซีดส่งกองทัพเพื่อโจมตีพระนครมะดีนะหฺนะฮ์ที่อับดุลลอหฺลอฮ์ บินอุมัร อิบนุลคอฏฏอบ เป็นผู้นำในการต่อต้านการปกครองของยะซีด และโจมตีมักกะหฺกะฮ์ ที่[[อับดุลลอหฺลอฮ์ อินนุซซุเบร]]สถาปนาตนเองเป็นคอเคาะลีฟะหฺฟะฮ์แห่งอาณาจักรอิสลาม ชาวเมืองมะดีนะหฺนะฮ์ร่วมกันออกต้านทัพของยะซีด ที่นำโดยอุกบะหฺบะหฟิกฮ์ ณ สถานที่ ที่มืชื่อว่า [[อัลฮัรเราะหฺอัลฮัรเราะฮ์]] แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จนกองทัพของยะซีดสามารถเข้าปล้นสะดมเมืองมะดีนะหฺนะฮ์ เป็นเวลาสามวันสามคืนตามคำสั่งของยะซีด ทหารชาม เข่นฆ่าผู้คน และข่มขืนสตรี จนกระทั่งมีผู้คนล้มตายประมาณ 10,000 คน ในจำนวนนั้นมีบุคคลสำคัญ 700 คน นอกจากนั้นมีผู้หญิงตั้งท้องเนื่องจากถูกข่มขืนชำเราอีก 500 คน หลังจากนั้นกองทัพชามก็มุ่งสู่มักกะหฺกะฮ์เพื่อปราบปราม อิบนุซซุเบร โดยเข้าเผากะอฺบะหฺกะอ์บะฮ์ และเข่นฆ่าผู้คน ประชาชนชาวมุสลิมต่อต้านการปกครองตลอดมา แต่แล้วในปี ค.ศ. 692 อับดุลมะลิก บินมัรวานก็ส่ง [[ฮัจญาจญ์ บินยูสุฟ อัษษะกอฟีย์อัษษะกอฟี]] มาโจมตีมักกะหฺอีกครั้งกะฮ์อีกครั้ง ครั้งนี้อับดุลลอหฺลอฮ์ อิบนุซซุเบร ถูกสังหารและศพถูกตรึงที่ไม้ ปักไว้หน้ากะอฺบะหฺกะอ์บะฮ์ ส่วนกะอฺบะหฺกะอ์บะฮ์ก็ถูกทำลาย
 
ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนในอาณาจักรอิสลามแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มชนใหญ่ ๆ พวกที่ฝักใฝ่ทางโลกก็สนับสนุนการปกครองของตระกูลอุมัยยะหฺยะฮ์ พวกที่ต่อต้านการปกครองระบอบคอเคาะลีฟะหฺฟะฮ์ ยึดถือบุตรหลานศาสนทูตเป็นผู้นำก็คือพวก[[ชีอะหฺอะฮ์]] พวกที่เชื่อว่าบรรดาสาวกคือผู้นำและสานต่อสาส์นแห่งอิสลามหลังจากนบีมุฮัมมัด พวกนี้คือ [[อะหฺลุซซุนนะหฺอะฮ์ลุสซุนนะฮ์]] ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่ได้มีการบัญญัติศัพท์นี้ เพราะ คำว่า ซุนนะห วัลญะมาอะหฺนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ ถูกบัญญัติขึ้นมาจริง ๆ โดย[[อะฮฺมัดอะฮ์มัด บินฮันบัล]] (ค.ศ. 780-855 / ฮ.ศ.164-241) นอกจากนี้ยังมีพวกคอวาริจญ์ ที่เป็นกบฏและแยกตัวออกจากอำนาจการปกครองของอิมามอะลีย์อิมามอะลี เมื่อครั้งที่เป็นคอเคาะลีฟะหฺที่ฟะฮ์ที่ 4
ในสมัยการปกครองของ[[ยะซีด บินมุอาวิยะหฺ]] คำสั่งสอนแห่งอัลกุรอานและแห่งศาสนทูตถูกละทิ้ง ชาวมะดีนะหฺผู้เคร่งครัดถูกได้รับความกดดันจากตระกูลอุมัยยะหฺผู้ปกรองอาณาจักรอิสลาม และภายใต้ความกดดันนั้นได้เกิดหล่อหลอมเป็นกลุ่มผู้ยึดมั่นในแนวทางอิสลามแบบเดิม เพื่อต่อต้านตระกูลอุมัยยะหฺ โดยเฉพาะหลังจากที่กองทัพจากชาม ในสมัยการปกครองของยะซีด บินมุอาวิยะหฺ ได้สังหารฮุเซน หลานตาศาสนทูตมุฮัมมัด พร้อมกับญาติพี่น้อง ที่กัรบะลาอ์ 73 คนในปี ค.ศ. 680 และต่อมาในปี ค.ศ. 683 ยะซีดส่งกองทัพเพื่อโจมตีพระนครมะดีนะหฺที่อับดุลลอหฺ บินอุมัร อิบนุลคอฏฏอบ เป็นผู้นำในการต่อต้านการปกครองของยะซีด และโจมตีมักกะหฺ ที่[[อับดุลลอหฺ อินนุซซุเบร]]สถาปนาตนเองเป็นคอลีฟะหฺแห่งอาณาจักรอิสลาม ชาวเมืองมะดีนะหฺร่วมกันออกต้านทัพของยะซีด ที่นำโดยอุกบะหฺ ณ สถานที่ ที่มืชื่อว่า [[อัลฮัรเราะหฺ]] แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จนกองทัพของยะซีดสามารถเข้าปล้นสะดมเมืองมะดีนะหฺ เป็นเวลาสามวันสามคืนตามคำสั่งของยะซีด ทหารชาม เข่นฆ่าผู้คน และข่มขืนสตรี จนกระทั่งมีผู้คนล้มตายประมาณ 10,000 คน ในจำนวนนั้นมีบุคคลสำคัญ 700 คน นอกจากนั้นมีผู้หญิงตั้งท้องเนื่องจากถูกข่มขืนชำเราอีก 500 คน หลังจากนั้นกองทัพชามก็มุ่งสู่มักกะหฺเพื่อปราบปราม อิบนุซซุเบร โดยเข้าเผากะอฺบะหฺ และเข่นฆ่าผู้คน ประชาชนชาวมุสลิมต่อต้านการปกครองตลอดมา แต่แล้วในปี ค.ศ. 692 อับดุลมะลิก บินมัรวานก็ส่ง [[ฮัจญาจญ์ บินยูสุฟ อัษษะกอฟีย์]] มาโจมตีมักกะหฺอีกครั้ง ครั้งนี้อับดุลลอหฺ อิบนุซซุเบร ถูกสังหารและศพถูกตรึงที่ไม้ ปักไว้หน้ากะอฺบะหฺ ส่วนกะอฺบะหฺก็ถูกทำลาย
 
ในฮิจญ์เราะหฺศตวรรษที่ฮิจญ์เราะหฟิกฮ์ศตวรรษที่ 3 และที่ 4 ได้มีการรวบรวม[[ฮะดีษ]]ขึ้นมา จัดเป็นอนุกรมและหมวดหมู่ เรียกในภาษาไทยว่า พระวจนานุกรม ในสายอะหฺลุซซุนนะหฺอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ มีมากกว่า 10 พระวจนานุกรม ที่สำคัญคือ 6 พระวจนานุกรม ที่ผู้รวบรวม โดย อัลบุคอรีย์อัลบุคอรี, มุสลิม, อัตตัรมีซีย์ตัรมีซี, อะบูดาวูด, อิบนุมาญะหฺอิบนุมาญะฮ์ และอันนะซาอีย์อี นอกจากนี้ยังมีพระวจนานุกรมที่รวบรวมโดย มาลิก บินอะนัส (เจ้าสำนักมาลิกีย์) , อะฮหมัด บินฮันบัล (เจ้าสำนักฮันบะลีย์) , อิบนุคุซัยมะหฺอิบนุคุซัยมะฮ์, อิบนุฮิบบาน และอับดุรรรอซซากรรอซซาก ในยุคหลังนี้ได้มีการตรวจสอบสายรายงานอย่างถี่ถ้วน พระวจนานุกรมอัลบุคอรีย์วจนานุกรมอัลบุคอรีและมุสลิมได้รับการยอมรับมากที่สุดในสังคมมุสลิมซุนนีย์นี
ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนในอาณาจักรอิสลามแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มชนใหญ่ ๆ พวกที่ฝักใฝ่ทางโลกก็สนับสนุนการปกครองของตระกูลอุมัยยะหฺ พวกที่ต่อต้านการปกครองระบอบคอลีฟะหฺ ยึดถือบุตรหลานศาสนทูตเป็นผู้นำก็คือพวก[[ชีอะหฺ]] พวกที่เชื่อว่าบรรดาสาวกคือผู้นำและสานต่อสาส์นแห่งอิสลามหลังจากนบีมุฮัมมัด พวกนี้คือ [[อะหฺลุซซุนนะหฺ]] ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่ได้มีการบัญญัติศัพท์นี้ เพราะ คำว่า ซุนนะห วัลญะมาอะหฺ ถูกบัญญัติขึ้นมาจริง ๆ โดย[[อะฮฺมัด บินฮันบัล]] (ค.ศ. 780-855/ฮ.ศ.164-241) นอกจากนี้ยังมีพวกคอวาริจญ์ ที่เป็นกบฏและแยกตัวออกจากอำนาจการปกครองของอิมามอะลีย์ เมื่อครั้งที่เป็นคอลีฟะหฺที่ 4
 
== สำนัก หรือ ทัศนะ นิติศาสตร์อิสลาม ==
ในฮิจญ์เราะหฺศตวรรษที่ 3 และที่ 4 ได้มีการรวบรวม[[ฮะดีษ]]ขึ้นมา จัดเป็นอนุกรมและหมวดหมู่ เรียกในภาษาไทยว่า พระวจนานุกรม ในสายอะหฺลุซซุนนะหฺ มีมากกว่า 10 พระวจนานุกรม ที่สำคัญคือ 6 พระวจนานุกรม ที่ผู้รวบรวม โดย อัลบุคอรีย์, มุสลิม, อัตตัรมีซีย์, อะบูดาวูด, อิบนุมาญะหฺ และอันนะซาอีย์ นอกจากนี้ยังมีพระวจนานุกรมที่รวบรวมโดย มาลิก บินอะนัส (เจ้าสำนักมาลิกีย์) , อะฮหมัด บินฮันบัล (เจ้าสำนักฮันบะลีย์) , อิบนุคุซัยมะหฺ, อิบนุฮิบบาน และอับดุรรรอซซาก ในยุคหลังนี้ได้มีการตรวจสอบสายรายงานอย่างถี่ถ้วน พระวจนานุกรมอัลบุคอรีย์และมุสลิมได้รับการยอมรับมากที่สุดในสังคมมุสลิมซุนนีย์
 
[[ชะรีอะหฺอะฮ์]] (شريعة) หรือ นิติบัญญัติอิสลามตามทัศนะของซุนนีย์นั้นนีนั้น มีพื้นฐาน มาจากอัลกุรอานและซุนนะหฺนะฮ์ (อิจย์มาอฺอิจย์มาอ์) มติฉันท์ของเหล่าผู้รู้ และกิยาส (การเปรียบเทียบกับบทบัญญัติที่มีอยู่แล้ว)
== สำนัก หรือ ทัศนะ นิติศาสตร์อิสลาม ==
นิกายซุนนีย์นีมีในอดีตมี 17 สำนัก แต่ได้สูญหายไปกับกาลเวลา ในปัจจุบันนิกายซุนนีย์มีนีมี 4 สำนัก ที่เป็นสำนักเกี่ยวกับฟิกหฺฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม) ได้แก่
 
# ฮะนะฟีย์ฟี (ทัศนะของอะบูฮะนีฟะหฺบูฮะนีฟะหฟิกฮ์ นุอฺมานนุอฟิกฮ์มาน บินษาบิต) -
ชะรีอะหฺ (شريعة) หรือ นิติบัญญัติอิสลามตามทัศนะของซุนนีย์นั้น มีพื้นฐาน มาจากอัลกุรอานและซุนนะหฺ (อิจย์มาอฺ) มติฉันท์ของเหล่าผู้รู้ และกิยาส (การเปรียบเทียบกับบทบัญญัติที่มีอยู่แล้ว)
# มาลีกีย์กี (ทัศนะของมาลิก บินอะนัส)
นิกายซุนนีย์มีในอดีตมี 17 สำนัก แต่ได้สูญหายไปกับกาลเวลา ในปัจจุบันนิกายซุนนีย์มี 4 สำนัก ที่เป็นสำนักเกี่ยวกับฟิกหฺ (นิติศาสตร์อิสลาม) ได้แก่
# ชาฟีอีย์ฟีอี (ทัศนะของมุฮัมมัดมัด บินอิดริส อัชชาฟิอีย์) - ผู้ที่ยึดถือทัศนะนี้คือ คนส่วนใหญ่ในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
# ฮันบะลีย์ฮันบะลี (ทัศนะของท่านอะฮฺมัดอะฮ์มัด บินฮันบัล)
 
ปัจจุบันมีอีกกลุ่มที่สำคัญคือ กลุ่มที่ไม่ได้ยึดถือหรือสังกัดตนอยู่ใน 4 กลุ่มข้างต้น แต่การวินิจฉัยหลักการศาสนาจะใช้วิธีศึกษาทัศนะของทั้ง 4 กลุ่มแล้ววิเคราะห์ดูว่าทัศนะใดที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยยึดอัลกุรอานและซุนนะฮฺฮฟิกฮ์เป็นธรรมนูญสำคัญในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆต่าง ๆ ในศาสนา
# ฮะนะฟีย์ (ทัศนะของอะบูฮะนีฟะหฺ นุอฺมาน บินษาบิต) -
# มาลีกีย์ (ทัศนะของมาลิก บินอะนัส)
# ชาฟีอีย์ (ทัศนะของมุฮัมมัดมัด บินอิดริส อัชชาฟิอีย์) - ผู้ที่ยึดถือทัศนะนี้คือ คนส่วนใหญ่ในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
# ฮันบะลีย์ (ทัศนะของท่านอะฮฺมัด บินฮันบัล)
 
ปัจจุบันมีอีกกลุ่มที่สำคัญคือ กลุ่มที่ไม่ได้ยึดถือหรือสังกัดตนอยู่ใน 4 กลุ่มข้างต้น แต่การวินิจฉัยหลักการศาสนาจะใช้วิธีศึกษาทัศนะของทั้ง 4 กลุ่มแล้ววิเคราะห์ดูว่าทัศนะใดที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยยึดอัลกุรอานและซุนนะฮฺเป็นธรรมนูญสำคัญในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆในศาสนา
 
== สำนัก หรือ ทัศนะ เกี่ยวกับอุศูลุดดีน (ปรัชญาศาสนา) ==
นอกจากนี้ยังมีสำนักเกี่ยวกับอุศูลุดดีน (ปรัชญาศาสนา) อีกหลายสำนัก ที่สำคัญได้แก่ 4 สำนักคือ
 
# สำนักมุอฺตะซิละหฺ มุอ์ตะซิละฮ์ (معتزلة) จัดตั้งขึ้นโดย [[วาศิล บินอะฏออ์]] (ค.ศ. 699-749) ศิษย์ที่มีความคิดแตกต่างจาก[[ฮะซัน อัลบัศรีย์อัลบัศรี]] (ค.ศ. 642-728) ผู้เป็นอาจารย์
# สำนักอัชอะรีย์อัชอะรี มาจากแนวคิดของอะบุลฮะซัน อัลอัชชะรีย์อัลอัชชะรี (ค.ศ. 873-935) แต่ผู้ที่พัฒนาแนวคิดนี้ คือ อัลฆอซาลีย์อัลฆอซาลี นักวิชาการศาสนาและปรมาจารย์[[ศูฟีย์]]
# สำนักมาตุรีดีย์ดี เป็นทัศนะของอะบูมันศูร อัลมาตุรีดีย์ดี (มรณะ ค.ศ. 944) ในตอนแรกเป็นสำนักปรัชญาของชนกลุ่มน้อย ต่อมาเมื่อเป็นที่ยอมรับของเผ่พันธุ์เติร์ก และพวกออตโตมานมีอำนาจ ก็ได้ทำให้สำนักนี้แพร่หลายในเอเชียกลาง
# สำนักอะษะรีย์ษะรี เป็นทัศนะของ [[อะฮฺมัดอะฮ์มัด บินฮันบัล]] ผู้เป็นเจ้าสำนักฟิกหฺฟิกฮ์ดังกล่าวมาแล้ว
 
หากมุอฺอฟิกฮ์ตะซิละหฺหฟิกฮ์แยกตัวออกจากสำนักของ ฮะซัน อัลบัศรีย์อัลบัศรี ย่อมแสดงว่าก่อนหน้านั้นต้องมีสำนักปรัชปรัชญามาก่อนแล้ว ฮะซัน อัลบัศรี เองก็มีแนวคิดของตนเช่นกัน นั่นก็เพราะ ฮะซัน อัลบัศรี เป็นปรมาจารย์ของสำนักศูฟีที่ภายหลังแตกขยายเป็นหลายสาย
ญามาก่อนแล้ว ฮะซัน อัลบัศรีย์ เองก็มีแนวคิดของตนเช่นกัน นั่นก็เพราะ ฮะซัน อัลบัศรีย์ เป็นปรมาจารย์ของสำนักศูฟีย์ ที่ภายหลังแตกขยายเป็นหลายสาย
 
== อ้างอิง ==
{{เริ่มอ้างอิง}}
* [http://www.siamic.com สยามิค.คอม เรื่องสำนักปรัชญาซุนนีย์นี]
* เว็บไซต์ที่อยู่ในแนวทาง อะหฺลุซซุนนะหฺอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ วะ อัลญะมาอะหฺอัลญะมาอะฮ์ สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้
* [http://www.iqraonline.org]
* [http://www.islaminthailand.com]
* [http://www.az-sunnah.com/]
{{จบอ้างอิง}}
 
== แหล่งข้อมูลอื่น ==
* [http://www.islam.in.th อิสลาม.in.th : เพื่อความเข้าใจอิสลาม และมุสลิม]
132,085

การแก้ไข