ผลต่างระหว่างรุ่นของ "หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต"

ลบลิงก์เสีย
(ลบลิงก์เสีย)
| ตำแหน่ง = เจ้าอาวาส[[วัดเจดีย์หลวง]] ([[จังหวัดเชียงใหม่]]) <br />พระครูวินัยธร <small>[[ฐานานุกรม]]ของ[[พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)]]</small>
}}
'''หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต'''<ref>[http://www.luangpumun.org/ หลวงปู่มั่น]. เว็บไซต์ญาติธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52</ref><ref>[http://www.watpa.com/ หลวงปู่มั่น]. เว็บไซต์วัดป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52</ref> หรือชื่อที่บันทึกในทางฐานานุกรมว่า '''[[ฐานานุกรม|พระครูวินัยธร]] (มั่น ภูริทตฺโต) '''<ref>[http://www.watchediluangcm.com/watchediluang/historymok2.php ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต]. (เว็บไซต์วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่). เรียกข้อมูลเมื่อ 05-04-54</ref><ref>[http://www.rachinuthit.ac.th/thamma/info_artists.php?artists=4 ประวัติ :หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ]. เว็บไซต์โรงเรียนสตรีราชินูทิศ. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52</ref><ref>[http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000055519 ตามรอยธรรม "หลวงปูมั่น" อิ่มบุญ อิ่มใจ ]. เว็บไซต์ ผู้จัดการ Online. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52</ref> ([[20 มกราคม]] [[พ.ศ. 2413]]—[[11 พฤศจิกายน]] [[พ.ศ. 2492]]) เป็นพระ[[ภิกษุชาวไทย]]ฝ่าย[[วิปัสสนาธุระ]]สายธรรมยุตชื่อดังชาวไทย เป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์พระกรรมฐานไทย หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้ปฏิบัติตนตามแนวทางคำสอนพระศาสดาอย่างเคร่งครัด และยึดถือธุดงควัตรด้วยจริยวัตรปฏิปทางดงาม จนได้รับการยกย่องจากผู้ศรัทธาทั้งหลายว่าเป็นพระผู้เลิศทางธุดงควัตร ท่านวางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้แก่ สมณะประชาชนอย่างกว้างขวาง จนมีพระสงฆ์และฆราวาสเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีว่า คำสอนพระป่า (สายพระอาจารย์มั่น) หลังจากท่านมรณภาพลง ในปี [[พ.ศ. 2492]] ยังคงมีพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านสืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมา โดยลูกศิษย์เรียกว่า [[พระกรรมฐาน]]สายวัดป่า หรือ พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านได้รับยกย่องจากผู้ศรัทธาให้เป็น '''พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า''' สืบมาจนปัจจุบัน
 
== ภูมิหลัง ==
 
ชื่อเดิมคือ "มั่น แก่นแก้ว" ท่านเกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2413 ปีมะแม ที่บ้านคำบง ตำบลสงยาง [[อำเภอโขงเจียม]] (ปัจจุบันคือ [[อำเภอศรีเมืองใหม่]]) จังหวัด[[อุบลราชธานี]] เป็นบุตรของนายคำด้วง และนางจันทร์ แก่นแก้ว และได้[[อุปสมบท]]ใน[[ธรรมยุติกนิกาย]]เมื่ออายุ 23 ปี ในปี [[พ.ศ. 2436]] ณ วัดเลียบ อ.เมือง จ.[[จังหวัดอุบลราชธานี]] ในวันที่ [[12 มิถุนายน]] [[พ.ศ. 2436]] โดยมี[[พระอริยกระวี (อ่อน)]] เป็นพระ[[อุปัชฌาย์]] พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระ[[กรรมวาจาจารย์]] พระครูประจักษ์อุบลคุณเป็นพระอนุสาวนาจารย์
 
ก่อนหน้านี้หลวงปู่มั่นได้เข้า[[บรรพชา]]เป็น[[สามเณร]] เมื่ออายุได้ 15 ปี ณ วัดบ้านคำบง เมื่อบวชได้ 2 ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน จิตท่านยังหวนคิดถึงร่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่เนืองนิจ เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า "เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายากนัก" ต่อมาหลวงปู่เสาร์ได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่บ้านคำบง นายมั่น จึงเข้าถวายการรับใช้และมีจิตศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ ต่อมาได้เป็นศิษย์ติดตามเข้าเมืองอุบล ครั้นอายุได้ 23 ปีจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระ[[พระภิกษุ]] แรกบวชได้เข้าฝึกปฏิบัติธรรม ในสำนักของ[[วิปัสสนา]][[หลวงปู่พระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กันตสีโลกนฺตสีโล)]] ณ วัดเลียบ และบวชที่วัดศรีทอง จ.[[อุบลราชธานี]] มีพระอริยะกวี(อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังท่านได้ออกจาริกเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ และธุดงค์เดี่ยวตามสถานที่ต่างๆต่าง ๆ และไปศึกษาธรรมะจาก[[พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)]] แห่ง[[วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร]] กรุงเทพมหานคร ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอีกท่านหนึ่ง จึงออกจาริกไปอีกหลายที่หลายแห่ง จนกระทั่งถึงที่ถ้ำสาลิกา ใกล้น้ำตกเขาสาริกา จ.นครนายก ท่านได้บรรลุธรรมชั้นอนาคามีที่นั่น
 
== ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา ==
[[ไฟล์:Chmaiwchluangvihajman0406a.jpg|thumb|left|วิหารสร้างอุทิศถวายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่[[วัดเจดีย์หลวง]] [[อำเภอเมืองเชียงใหม่]] [[จังหวัดเชียงใหม่]]]]
 
ประมาณปี 2450 - 2453 ท่านได้จาริกไปทางจังหวัด[[จังหวัดลพบุรี]] ไปพักอยู่ที่เขาพระงามบ้าง ถ้ำสิงโตบ้าง ต่อมา ท่านได้ไปพักอยู่ที่ถ้ำสาริกา จ.[[จังหวัดนครนายก]]นี่เอง ท่านได้ประสบเหตุการณ์ต่าง หลายประการ และเป็นที่ติดใจท่านมาตลอด คือ ขณะที่ท่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ท่านวานให้ชาวบ้านพาไปส่งที่ถ้ำดังกล่าว เพราะไม่รู้จักทาง ชาวบ้านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับถ้ำนั้นให้ฟัง พร้อมกับนิมนต์ให้เลิกล้มความต้งใจที่จะไปถ้ำนั้นเสีย แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่กลัว ท่านทดลองพักดู
 
ขณะที่พักที่ถ้ำสาริกาแห่งนี้ในระยะเดือนแรกๆ ท่านรู้สึกปรกติดี จิตใจสงบ ไม่มีอะไรพลุกพล่าน พอดีคืนต่อๆมา ท่านรู้สึกว่าโรคเจ็บท้องที่เคยเป็นประจำชักกำเริบ และมีอาการรุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ด้วยอาศัยด้วยเหตุว่าท่านได้บำเพ็ญบารมี (กำลังใจในการปฏิบัติที่สั่งสม) ไว้มากในพระบวรพุทธศาสนา ท่านจึงตัดสินใจออกไปนั่งสมาธิ พิจารณาธรรม แยกธาตุขันธ์ เจริญอสุภะกรรมฐาน จนกระทั่งจิตเกิดความอัศจรรย์ สามวันสามคืน แม้กระทั่งเม็ดทราย พอจิตของท่านอิ่มตัวจากการประพฤติปฏิบัติ ได้เกิดนิมิตลูกสุนัขปรี่เข้าไปดูดนมแม่สุนัข ท่านจึงได้เกิดความสงสัยว่า "ในการพิจารณาขั้นนี้ที่จิตรวมในการพิจารณาแล้ว ไม่น่าจะมีนิมิตแล้ว" เพราะนิมิตจะเกิดจากการปฏิบัติสมาธิที่ยังไม่เป็นวสี (ยังไม่ชำนิชำนาญ) เมื่อท่านเกิดความสงสัย จึงได้พิจารณาจนได้ความว่า ลูกสุนัขที่ได้กระทำการดูดนมแม่หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวท่านเองที่เสวยอัตภาพมาตลอด 500 ชาตินั้นเองจึงได้เกิดความสลดสังเวชใจ จึงนำสิ่งที่ได้พบได้เห็นมาพิจารณาธรรมในข้อที่ว่า "กายะ ทุกขัง อริยสัจจัง"คือว่าพิจารณาว่ากายเป็นทุกข์ ไม่ทำให้เกิดความสุขให้เรา แต่ต่อมาท่าเกิดความรู้สึกกังวล จึงใช้ญาณตรวจดูเกิดพบว่าท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ (ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า) จึงค้นลงไปอีกว่าปรารถนาตอนไหน พอเห็นว่าปรารถนาเมื่อสมัยพระศาสนาของ[[พระโคตมพุทธโคดมเจ้า]] จึงเห็นว่าเป็นการเนิ่นช้า ท่านเล่าอีกว่าถอนความปรารถนานั้น มุ่งมั่นความพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ จากนั้นเกิดเหตุในนิมิตว่ามียักษ์ตนหนึ่งจะเข้ามาทำร้าย แต่ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ ยักษ์ได้ยอมแพ้และได้เนรมิตรกายกลับเป็นเทพบุตรกล่าวอ้างพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในกาลเวลาต่อมาจิตท่านจึงรวม เห็นโลกทั้งโลกราบเรียบเตียนโล่งเสมอด้วยลักษณะทั้งสิ้นภายในจิต
 
ต่อมาท่านขึ้นไปที่ภาคเหนือจำพรรษาที่[[วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร]] 1 พรรษาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เป็นพระครูวินัยธร และพระอุปัชฌาย์ ท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้หลวงตาปลัดเกตุ เพียงองค์เดียวเท่านั้น ขณะนั้นท่านจึงจำใจรับตำแหน่ง เพราะเห็นแก่ท่านเจ้าคุณอุบาลีผู้นิมนต์ ขณะที่กำลังอาพาธเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกตรงขา แต่ต่อมาท่านจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านรำพึงในใจว่า"หากเรายังรับตำแหน่งอยู่ต่อไป ลาภสักการะอาจจะฆ่าการปฏิบัติของเรา อันเป็นเหตุแห่งการฆ่าการประพฤติปฏิบัติก็เป็นได้" ท่านจึงได้สละตำแหน่ง หนีธุดงค์เข้าป่า อาศัยอยู่ตาม[[ดอยมูเซอ]] [[ถ้ำเชียงดาว]] [[ถ้ำพวง]] ฯลฯ แล้วออกไปพำนักตามที่วิเวกต่างๆ ในเขตภาคเหนือหลายแห่ง เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้นๆ นานถึง11ปี และสงเคราะห์อดีตคู่บำเพ็ญบุญในอดีตชาติของท่านชื่อแม่บุญปัน ที่บ้านแม่กอย ต.กลางเวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันวัดป่าแม่กอย ชื่อวัดป่าพระอาจารย์มั่น
 
ในปี พ.ศ. 2478 ท่านบรรลุธรรมชั้นสูงสุดที่ ถ้ำดอกคำ ต.น้ำแพร่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปยังดอยนะโม ใกล้ดอยแม่ปั๋ง ท่านได้พูดกับลูกศิษย์คือ [[หลวงปู่ขาว อนาลโย]] ว่า "ผมหมดงานที่จะทำแล้ว ก็อยู่สานกระบุงตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น"ท่านได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้บรรลุธรรมสูงสุดเป็นจำนวนมาก ต่อมาท่านเจ้าคุณ[[พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)]] เจ้าอาวาส[[วัดโพธิสมภรณ์]] ได้นิมนต์ท่านให้กลับไปสั่งสอนลูกศิษย์ทางภาคอีสาน โดยท่านได้อาศัยรถไฟสถานีเชียงใหม่ ลงที่[[จังหวัดนครราชสีมา]] โดยพำนักที่[[วัดป่าสาลวัน]] แล้วลงจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร (ปัจจุบันเป็น อ.โคกศรีสุพรรณ) พอพระภิกษุเข้ามาอยู่ศึกษากับท่านมากขึ้น ท่านจึงดำริว่าจะย้ายที่จำพรรษาไป[[วัดป่าบ้านหนองผือ]] ต.นาใน อ.[[อำเภอพรรณานิคม]] จ.[[จังหวัดสกลนคร]] พอเข้ามาลงหลักปักฐานที่วีดป่าบ้านหนองผือเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ทุ่มเทสอนอุบายการหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งปวง แก่ลูกศิษย์โดยอุบายทางตรงแลทางอ้อม โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระบิดาพระกรรมฐานแห่งยุค ตำนานชีวิตของท่านถูกกล่าวขานกันไม่รู้จบ เป็นที่ประจักษ์แก่ศิษผู้ไกล้ชิดถึงญาณความรู้ของหลวงปู่มั่นกว้างขวางแม่นยำทุกด้านหาผู้เสมอเหมือนได้ยากยิ่ง ท่านสำเร็จ[[ปฏิสัมภิทานุศาสน์]] 4 อย่าง คือ
 
# ปฏิภาณปฏิสัมภิทา - แตกฉานในปฏิภาณ
 
โดยปฏิปทาที่ท่านยึดมั่นมาตลอดชีวิตนั้น คือ[[ธุดงควัตรธุดงค์]] ซึ่งธุดงควัตรข้อสำคัญที่ท่านสามารถยึดมั่นมาตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต มี 7 ประการ คือ
 
# ปังสุกุลิกังคธุดงค์ - ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล
 
3.ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป
 
 
 
3. ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคือ อุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุม จึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆบดบัง อย่าพึงเข้าใจว่า พระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย เมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกำจัดของปลอม ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย
 
 
4.ได้สมบัติทั้งปวงไม่เท่าได้ตน เพราะตัวตนนั้นเป็นที่เกิดแห่ง สมบัติทั้งปวง
 
 
5.ของดีมีอยู่กับตัวเรา ทุกคนก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คันต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือ เร่งทำความดีแต่บัดนี้ จะได้หายห่วงอะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย
ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว
อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ถ้าไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร อาตมาขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนคนให้ละชั่ว ทำความดี จัดเป็นหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคน ทั้งให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันบ้างพอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนหยาบคาย ก็นับเป็นโรคที่หมดหวัง…
 
 
6.เวลาที่สวดไปใจก็กำหนดตาม เกิดความเห็นชัดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ในเวลาที่สวดอยู่นั้น ควรสงเคราะห์เข้าไปในกองปัญญา ก็พอครบสิกขา 3 ตามแบบปฏิบัติบูชาส่วนดอกไม้ ธูปเทียน และภาชนะที่ใส่ดอกไม้วางอยู่หน้าพระพุทธรูป ก็เป็นอามิสบูชา ข้าพเจ้าแยกเป็น 2 ส่วนให้ท่านฟังนี้ ขอท่านจงจำไว้ จะได้ไม่เห็นผิดว่า การไหว้พระสวดมนต์เป็นอามิสบูชา...
| ตำแหน่ง = [[เจ้าอาวาส]][[วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร]]
| ช่วงเวลา = [[พ.ศ. 2475]]
| ถัดไป = [[พระครูนพีสีพิศาลคุณ (ทอง โฆษิโตโฆสิโต)]]
| จำนวนถัดไป =
}}
{{จบกล่อง}}
 
{{เรียงลำดับ|มั่น}}
{{เกิดปี|2413}}{{เสียชีวิตปี|2492}}
{{อายุขัย|2413|2492}}
[[หมวดหมู่:บุคคลจากจังหวัดอุบลราชธานี‎]]
[[หมวดหมู่:พระภิกษุในนิกายเถรวาท (ธรรมยุติกนิกาย)เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร]]
[[หมวดหมู่:ภิกษุในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย]]
[[หมวดหมู่:ชาวไทยเชื้อสายลาว]]
[[หมวดหมู่:พระฐานานุกรม]]
[[หมวดหมู่:เจ้าอาวาสบุคคลจากจังหวัดอุบลราชธานี‎]]
[[หมวดหมู่:พระครูสัญญาบัตร|วินัยธร]]
[[หมวดหมู่:ภิกษุชาวไทย|ม]]
{{โครงชีวประวัติ}}