เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

ในช่วงแรกของนโยบายต่อต้านออสเตรีย-ฮังการีดูจะเข้าทางอิตาลี: กองทัพออสเตรีย-ฮังการีแผ่ขยายอาณาเขตจนปะทะชายแดน[[ราชอาณาจักรเซอร์เบีย|เซอร์เบีย]]และ[[จักรวรรดิรัสเซีย|รัสเซีย]] และกองทัพอิตาลีก็เหนือกว่ากองทัพออสเตรีย-ฮังการีในด้านจำนวนทหาร แต่ข้อได้เปรียบนี้กลับไม่เคยถูกนำมาใช้เนื่องจากผู้บัญชาการกองทัพอิตาลี ลุยจิ กาดอร์นา ยืนกรานว่าการเข้าเผชิญหน้ากับออสเตรียฮังการีในการยึดคืนที่ราบสโลวีเนียและกรุง[[ลูบลิยานา]]นั้นอันตรายเกินไป เพราะการบุกครั้งนี้กองทัพอิตาลีจะไม่สามารถเคลื่อนทัพไปได้ถึงพื้นที่ดังกล่าว หากแต่จะถูกสกัดกั้นไว้ให้ไปได้ไม่เกินกรุง[[เวียนนา]]ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี หลังจากที่อิตาลีเคยประสบความล้มเหลวถึงสิบเอ็ดครั้งในการบุกยึดกรุงเวียนนา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตมากมายเกินกว่าที่จะรับได้
 
เมื่อเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการแล้ว สภาพภูมิศาสตร์เองก็เป็นอุปสรรคหนึ่งของอิตาลี เนื่องจากแนวเขตแดนกับออสเตรีย-ฮังการีนั้นมีสภาพเป็นเทือกเขาสูงชัน ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1915 จำนวนพลทหารอิตาลีตามแนวชายแดนมีกว่า 400,000 นาย ซึ่งมากกว่าของกองทัพออสเตรีย-ฮังการีรวมกับกองทัพเยอรมันรวมกันถึงสี่ต่อหนึ่ง<ref>Seton-Watson, Christopher. 1967. ''Italy from Liberalism to Fascism: 1870 to 1925.'' London: Methuen & Co. Ltd. Pp. 451</ref> อย่างไรก็ตามการป้องกันทางฝั่งของออสเตรีย-ฮังการีก็ยังคงแข็งแกร่งแม้จะพบกับปัญหากำลังคนไม่เพียงพอ ออสเตรีย-ฮังการีจึงสามารถเหนี่ยวรั้งการเข้าโจมตีของอิตาลี<ref name="Seton">Seton-Watson, Pp. 451</ref> การบุกของอิตาลีตามเชิงเขาอัลไพน์และในสนามเพลาะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า<ref>(Clark, Martin. 1984. ''Modern Italy: 1871-1982.'' London and New York: Longman Group UK Limited. p.185)</ref> พลทหารอิตาลีถูกฝึกมาอย่างไร้ประสิทธิภาพแตกต่างจากกองทัพออสเตรีย-ฮังการีและกองทัพเยอรมัน ปืนใหญ่ของอิตาลีเสียเปรียบปืนกลของออสเตรียฮังการีขณะที่กระสุนปืนมีไม่เพียงพอแก่กองทัพจนอยู่ในระดับอันตราย การขาดแคลนยุทโธปกรณ์นี้เองที่จะยังคงขัดขวางความพยายามในการเข้าบุกออสเตรีย-ฮังการี<ref name="Seton"/> บวกกับการสับเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ทหารโดยคำสั่งของกาดอร์นาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้บรรดานายทหารขาดความรู้ประสบกาณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วง<ref name="multiref12">(Clark, 1984. p.186)</ref> ในปีแรกของสงคราม สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในสมรภูมิส่งผลให้เกิดการระบาดของอหิวาตกโรคขึ้น ซึ่งคร่าชีวิตนายทหารอิตาลีไปเป็นจำนวนมาก<ref name="Seton_2">Seton-Watson, Pp. 452</ref> แต่แม้สถานการณ์จะดูเลวร้ายเช่นไรกาดอร์นาก็ยังคงเดินหน้าบุกออสเตรีย-ฮังการีต่อ ยุทธนาวีเกิดขึ้นระหว่างราชนาวีอิตาลี (เรจีอา มารีนา) และ [[ราชนาวีอิมพีเรียล]] (ออสเตรีย-ฮังการี) ด้านเรือรบของอิตาลีเป็นด้อยกว่ากองเรือของออสเตรีย-ฮังการีอยู่มากและสถานการณ์ยิ่งน่าหวาดหวั่นขึ้นเมื่อทางราชนาวี[[กองทัพเรือฝรั่งเศส]]และ[[ราชนาวี|ราชนาวีอังกฤษ]]ปฏิเสธการร่วมรบใน[[ทะเลเอเดรียติก]] เนื่องจากมองว้าอันตรายเกินไปจากการที่มีกองเรือออสเตรีย-ฮังการีราชนาวีอิมพีเรียลลอยลำอยู่อย่างหนาแน่น<ref name="Seton_2"/>
[[ไฟล์:Italian Arditi.jpg|thumb|right|230px|ทหารราบอิตาลีในปี ค.ศ. 1918 มากกว่า 650,000 นายเสียชีวิตในสมรภูมิรบของ[[สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง]]]]
ศีลธรรมตกต่ำลงในหมู่นายทหารอิตาลีผู้ซึ่งเคยใช้ชีวิตอย่างน่าเบื่อหน่ายเมื่อไม่ได้มาอยู่ในแนวหน้าของสมรภูมิ: พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เขาโรงหนังหรือบาร์แม้กระทั่งในช่วงที่พวกเขาลาพักร้อน อย่างไรก็ตามเมื่อการรบใกล้จะปะทุขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกแจกจ่ายอย่างเสรีแก่นายทหารในการที่จะลดความตึงเครียดก่อนเข้าสู่สนามรบ และในการที่จะหลบหลีกจากความเบื่อหน่ายหลังการรบ นายทหารบางกลุ่มจึงได้ยอมทำงานเป็น[[ซ่องโสเภณี]]ชั่วคราว<ref name="multiref14">(Clark, 1984. p.187)</ref> ดังนั้นเพื่อเป็นการยกระดับศีลธรรมในกองทัพ กองทัพอิตาลีจึงเผยแพร่คำปราศรัยชวนเชื่อถึงความสำคัญของสงครามต่ออิตาลี เพื่อที่จะได้มาซึ่งดินแดนแห่งเทรนโตและตรีเอสเตมาจากออสเตรีย-ฮังการี<ref name="multiref14"/> คำปราศรัยบางชิ้นได้นำมาจากนักชาติยมคนสำคัญในสงครามอย่างกาเบรียล ดานันซิโอ ในช่วงของสงคราม ตัวของดานันซิโอเองก็ได้เข้าร่วมการโจมตีทางทหารในดินแดนออสเตรียตามแนวชายฝั่งทะเลเอเดรียติกจนเสียตาไปหนึ่งข้าง<ref>Seton-Watson, Pp. 502</ref> ส่วนคำปราศรัยของผู้สนับสนุนสงครามคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง [[เบนิโต มุสโสลินี]] นั้นกลับไม่ได้รับการเผยแพร่จากรัฐบาล ซึ่งคาดเดาได้ว่าเป็นเพราะภูมิหลังด้านแนวคิดปฏิวัติสังคมนิยมในอดีตของเขา<ref name="multiref14"/>
สถานการณ์ของรัฐบาลอิตาลีเลวร้ายลงอีกในปี ค.ศ. 1915 จากท่าทีที่นิ่งเฉยของ[[กองทัพเซอร์เบีย]]ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสู่รบกับออสเตรีย-ฮังการีมานานนับเดือน<ref>Seton-Watson, Pp. 452-3</ref> รัฐบาลอิตาลีกล่าวหาว่าเป็นเพราะกองทัพเซอร์เบียวางตัวนิ่งเฉยต่อสงครามทำให้กองทัพออสเตรีย-ฮังการีสามารถรวบรวมกองทัพเข้าต่อต้านอิตาลีได้สำเร็จ<ref name="Seton_3">Seton-Watson, Pp. 453</ref> กาดอร์นาสงสัยท่าทีของเซอร์เบียว่ากำลังเจรจายุติสงครามกับออสเตรีย-ฮังการีและได้แสดงความคิดนี้ต่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ซิดนีย์ ซอนนิโน ผู้ที่ยืนกรานว่าเซอร์เบียเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือไม่ได้<ref name="Seton_3"/> ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและเซอร์เบียดำเนินไปอย่างเยือกเย็นเสียจนพันธมิตรอื่นในกลุ่มไตรภาคีถูกผลักดันให้ล้มเลิกความคิดในการที่จะจัดตั้งแนวหน้าที่บอลข่านเข้าสู้รบกับออสเตรีย-ฮังการี<ref name="Seton_3"/> ในการเจรจา ซอนนิโนยังคงเต็มใจที่จะให้บอสเนียรวมเข้ากับเซอร์เบีย แต่ปฏิเสธที่จะอภิปรายในชะตากรรมของ[[ดัลเมเชีย]]ซึ่งถูกอ้างกรรมสิทธิ์โดยอิตาลีและจากกลุ่มสถาปนารัฐแห่ง[[กลุ่มชนสลาฟ|ชาวสลาฟ]]ในเซอร์เบีย<ref name="Seton_3"/> ขณะที่เซอร์เบียกำลังพ่ายแก่กองทัพออสเตรีย-ฮังการีและกองทัพเยอรมันในปี ค.ศ. 1915 กาดอร์นาเตรียมส่งกองหนุนจำนวน 60,000 นายไปยัง[[เทสซาโลนีกี]]เพื่อช่วยชาวเซิร์บผู้หลีภัยอยู่ในกรีซและใน[[ราชรัฐแอลเบเนีย]]ต้านทานกับกองกำลังฝ่ายศัตรู แต่เพราะความรู้สึกขมขื่นของรัฐบาลอิตาลีที่มีต่อเซอร์เบียส่งผลให้แผนการดังกล่าวถูกปฏิเสธไป<ref name="Seton_3"/>
 
ภายหลังปี ค.ศ. 1916 สถานการณ์สำหรับอิตาลีเลวร้ายลงเรื่อยๆ กองทัพออสเตรีย-ฮังการีสามารถขับไล่กองทัพอิตาลีให้ถอยร่นกลับไปยังดินแดนอิตาลี กองทัพอิตาลีจึงไม่สามารถไปได้ไกลเกินกว่า[[เวโรนา]]และ[[ปาโดวา]] ในขณะเดียวกันอิตาลีต้องเผชิญกับการขาดแคลนเรือรบ, การโจมตีโดยเรือดำนำที่เพิ่มขึ้น, ค่าขนส่งที่สูงขึ้นทำให้บั่นทอนความสามารถในการส่งเสบียงของกองทัพ, การขาดแคลนวัตถุดิบและอุปกรณ์ และชาวอิตาลีเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงเพื่อใช้จ่ายในสงคราม<ref>Seton-Watson, Pp. 456</ref> กองทัพออสเตรีย-ฮังการีและเยอรมันได้บุกลึกเข้ามายังอาณาเขตของอิตาลี จนในที่สุดเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1916 กาดอร์นาได้ยุติยุทธการเชิงรุกแล้วเริ่มมาใช้ยุทธการเชิงรับแทน ในปี ค.ศ. 1917 ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ยื่นข้อเสนอช่วยเหลือด้วยการส่งกองกำลังเข้ามายังอิตาลีในการต้านท้านการบุกของ[[ฝ่ายมหาอำนาจกลาง]] แต่รัฐบาลอิตาลีปฏิเสธความช่วยเหลือดังกล่าวเนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศซอนนิโนไม่ต่างการเห็นอิตาลีตกเป็น[[รัฐบริวาร]]ของ[[ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง|ฝ่ายสัมพันธมิตร]] แต่ชื่นชอบแนวทางการโดดเดี่ยวมากกว่าเนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกอันกล้าหาญ<ref>Seton-Watson, Pp. 461-2</ref> นอกจากนี้อิตาลียังต้องการที่จะกัน[[ราชอาณาจักรกรีซ]]ไม่ให้ข้องเกี่ยวกับสงคราม จากการที่รัฐบาลอิตาลีเกรงว่าเมื่อกรีซเข้าสู่สงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรแล้วจะพยายามยึดเอาแอลเบเนีย ซึ่งอิตาลีต้องการเอาเข้าเป็นดินแดนของตน<ref name="Seton_4">Seton-Watson, Pp. 463</ref> โชคเข้าข้างอิตาลีเมื่อกลุ่มนิยมเวนิเซลอสซึ่งเป็นขบวนการทางการเมืองกลุ่มหนึ่งของกรีซล้มเหลวในการกดดัน[[สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ|สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 1]] ให้นำประเทศเข้าสู่สงคราม ความพยายามยึดเอาแอลเบเนียของอิตาลีจึงยังไม่ถึงกับคว้าน้ำเหลว<ref name="Seton_4"/>
หลังจากสมรภูมิกาโปเรตโตในปี ค.ศ.1917 กองทัพอิตาลีถูกตีแตกจนถอยร่นกลับเข้ามาในดินแดนของตน การเสียหน้าครั้งนี้นำมาซึ่งการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายวิตตอริโอ เอ็มมานูเอล ออร์ลันโด ผู้ซึ่งสามารถแก้ปัญหาในช่วงสงครามได้ในบางประเด็น ออร์ลันโดยกเลิกนโยบายโดดเดี่ยวตนเองและประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตรมากขึ้น หันมาใช้ระบบขบวนเรือสินค้าเพื่อป้องกันการโจมตีโดยเรือดำนำฝ่ายศัตรู ทำให้อิตาลีสามารถยุติภาวะขาดแคลนเสบียงอาหารที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1918 ลงได้ รวมถึงยังได้รับวัตถุดิบจำเป็นหลายชนิดมาจากฝ่ายสัมพันธมิตรอีกด้วย<ref>Seton-Watson, Pp. 486</ref> และในปีนั้นเองที่รัฐบาลอิตาลีเริ่มทำการปราบปรามบุคคลต่างด้าวฝ่ายศัตรูและชาวอิตาลีฝ่ายสังคมนิยม ต่อมารัฐบาลอิตาลีรู้สึกโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบว่า[[ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา]] [[วูดโรว์ วิลสัน]] ได้ประกาศ[[หลักการสิบสี่ข้อ]]ซึ่งสนับสนุนแนวทาง[[การกำหนดการปกครองด้วยตนเอง]]ของชาติต่างๆ ในยุโรป นั่นหมายความว่าอิตาลีจะไม่ได้รับดินแดนดัลเมเชียตามที่ตกลงกันไว้ใน[[สนธิสัญญาลอนดอน (1915)|สนธิสัญญาลอนดอน]]<ref name="Seton_7">Seton-Watson, Pp. 493</ref> ด้านนักชาตินิยมในรัฐสภาอิตาลีประณามหลักการสิบสี่นี้ว่าทรยศต่อสนธิสัญญาลอนดอน แต่ด้านนักสังคมนิยมกลับเห็นว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องและชอบธรรม เพราะสนธิสัญญาลอนดอนเป็นสนธิสัญญาซึ่งริดรอนสิทธิ์ของ[[กลุ่มชนสลาฟ|ชาวสลาฟ]], ชาวกรีก และชาวแอลเบเนีย<ref name="Seton_7"/> การเจรจาระหว่างอิตาลีกับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคณะรัฐบาล[[ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย]] (ประเทศที่ก่อตั้งใหม่แทนเซอร์เบีย) ตกลงที่จะให้มีการค้าขายระหว่างกันได้และดินแดนดัลเมเชียซึ่งอิตาลีอ้างกรรมสิทธิ์จะถูกยอมรับว่าเป็นดินแดนอธิปไตยของยูโกสลาเวีย เช่นเดียวกับที่ดินแดนอิสเตรียซึ่งยูโกสลาเวียอ้างกรรมสิทธิ์จะถูกยอมรับว่าเป็นของอิตาลี<ref>Seton-Watson, Pp. 495</ref>
 
ณ สมรภูมิแม่น้ำปิอาฟว์ กองทัพอิตาลีสามารถต้านทานการบุกของกองทัพออสเตรีย-ฮังการีและกองทัพจักรวรรดิเยอรมันเอาไว้ได้ กองทัพศัตรูพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องในสมรภูมิหลักต่างๆ ในระยะหลังของสงคราม เช่น สมรภูมิอายาโกและสมรภูมิวิตตอริโอเวเนโต ซึ่งกองทัพอิตาลีสามารถตีกองทัพออสเตรีย-ฮังการีให้แตกพ่ายไปได้ในภายหลัง ออสเตรีย-ฮังการียุติการสู้รับกับอิตาลีจากการสงบศึกในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 นำมาซึ่งการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
 
ในช่วงสงครามกองทัพราชอาณาจักรอิตาลีมีขนาดใหญ่ขึ้นจากนายทหาร 15,000 นายในปี ค.ศ. 1914 มาเป็น 160,000 นายในปี ค.ศ. 1918 ส่วนจำนวนการเกณฑ์ทหารทั้งหมดตลอดช่วงสงครามคือ 5 ล้านนาย<ref name="multiref12"/> ด้วยขนาดกองทัพอันใหญ่โตนี้นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายอันมหาศาล เมื่อสิ้นสุดสงครามอิตาลีสูญเสียนายทหารไปกว่า 700,000 นายและรัฐบาลมีงบประมาณขาดดุลที่หนึ่งหมื่นสองพันล้านลีรา สังคมอิตาลีแตกออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายผู้นิยมสันติภาพซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศและต่อต้านการข้องเกี่ยวกับสงครามของอิตาลีมาโดยตลอด กับอีกกลุ่มคือกลุ่มนักชาตินิยมผู้สนับสนุนสงครามซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยของประเทศ พวกเขาประณามอิตาลีจากการที่ไม่เข้าร่วมสงครามต่อสู้กับออสเตรีย-ฮังการีอย่างทันทีในปี ค.ศ. 1914
ผู้ใช้นิรนาม