เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

การสถาปนาราชอาณาจักรอิตาลีเป็นผลมาจากความพยายามแสวงหาจุดร่วมระหว่างนักชาตินิยมอิตาลีกับผู้สนับสนุนระบอบราชาธิปไตยซึ่งภักดีต่อ[[ราชวงศ์ซาวอย]] เพื่อก่อตั้งสหราชอาณาจักรปกครองดินแดนคาบสมุทรอิตาลีทั้งหมด
 
ภายหลังจากการปฏิวัติปี [[ค.ศ. 1848]] ได้มีการเคลื่อนไหวของผู้นำการรวมชาติโดย [[จูเซปเป การีบัลดี]] นักปฏิวัติชาวอิตาลี เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วในหมู่ชาวอิตาลีทางใต้ และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการที่เขามีผู้สนับสนุนเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดแบบสุดขั้ว<ref> (Smith, Dennis Mack (1997) ''Modern Italy; A Political History'', Ann Arbor: The University of Michigan Press, ISBN 0-472-10895-6, p15) </ref> การิบัลดีได้นำชาวอิตาลีฝ่ายนิยมสาธารณรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนในกระบวนการรวมชาติในอิตาลีตอนใต้ แต่ในทางตอนเหนือของอิตาลี ราชวงศ์ซาวอยแห่ง[[ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย]]อันเป็นรัฐของชาวปิเอมอนเตโดยพฤตินัย ซึ่งมีรัฐบาลภายใต้การนำของอัครมหาเสนาบดี[[คามิลโล เบนโซ ดิ คาวัวร์|คามิลโล เบนโซ, เคานท์แห่งคาวัวร์]] ก็เป็นฝ่ายที่มีความปรารถนาที่จะสถาปนารัฐอิตาลีอันเป็นเอกภาพด้วยเช่นกัน ในทางปฏิบัติราชอาณาจักรก็มิได้มีการติดต่อเพื่อการรวมชาติไปยัง[[โรม]] (เป็นที่รู้ดีกันว่ากรุงโรมอันเป็นราชธานีของ[[รัฐพระสันตะปาปา]]มีฐานะเป็นเมืองหลวงของอิตาลี แม้ว่าจะไม่ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการก็ตาม) แต่ราชอาณาจักรก็ประสบความสำเร็จในการท้าทายต่อ[[จักรวรรดิออสเตรีย]]ใน[[สงครามประกาศเอกราชอิตาลีครั้งที่สอง|สงครามประกาศเอกราชครั้งที่สอง]] โดยสามารถปลดปล่อย[[ราชอาณาจักรลอมบาร์ดี-เวเนเชีย]] จากการปกครองของออสเตรียได้สำเร็จ อีกทั้งยังสามารถก่อตั้งพันธมิตรเพื่อการรวมชาติอิตาลี เช่น [[สหราชอาณาจักร]]และ[[ฝรั่งเศส]] ใน[[สงครามไครเมีย]] ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียประกาศเอกราชจาก[[ฝรั่งเศส]]ในปี [[ค.ศ. 1860]] แต่ถูกบังคับให้ยกดินแดนบางส่วนให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้ ดินแดนดังกล่าวนี้ได้รวมถึงเมือง[[นีซ]] ซึ่งเป็นบ้านเกิดของการิบัลดีด้วย
 
[[ไฟล์:Francesco Hayez 041.jpg|thumbnail|150px|left|[[คามิลโล เบนโซ ดิ คาวัวร์]], นายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งราชอาณาจักรอิตาลีหลังการรวมชาติ]]
 
[[ไฟล์:Garibaldi.jpg|thumbnail|150px|left|[[จูเซปเป การีบัลดี]] ผู้นำทางการทหารคนสำคัญในการรวมชาติอิตาลี]]
ในปี [[ค.ศ. 1866]] [[ออทโท ฟอน บิสมาร์ค]] มุขมนตรีแห่ง[[ราชอาณาจักรปรัสเซีย]] ได้ถวายสัมพันธไมตรีแก่พระเจ้าวิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 โดยการเชิญอิตาลีเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับปรัสเซียใน[[สงครามออสโตร-ปรัสเซียน]] และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนในการเป็นพันธมิตร ปรัสเซียจึงได้ยินยอมยกให้อิตาลีสามารถผนวกเอา[[เวนิส]]ซึ่งเป็นดินแดนของชาวอิตาลีที่อยู่ในความครอบครองของจักรวรรดิออสเตรียได้ พระเจ้าวิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 จึงทรงยอมร่วมเป็นพันธมิตรและ[[สงครามประกาศเอกราชของอิตาลีครั้งที่สาม|สงครามประกาศเอกราชครั้งที่สาม]]ก็ได้เปิดฉากขึ้น ในสงครามครั้งนี้อิตาลีปฏิบัติการรบได้ย่ำแย่จากปัญหาการจัดการโครงสร้างกองทัพที่ไม่มีประสิทธิภาพในการรบกับออสเตรีย แต่ชัยชนะของ[[ปรัสเซีย]]ก็ได้ทำให้อิตาลีสามารถผนวกเมืองเวนิสได้ อุปสรรคหลักในการรวมชาติเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่มีเพียงที่โรมเท่านั้น
 
ในปี [[ค.ศ. 1870]] [[ปรัสเซีย]]ได้เดินทัพไปโจมตี[[ฝรั่งเศส]]เพื่อเปิดฉาก[[สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย]] และเพื่อต้านทานกองทัพอันมหึมาของปรัสเซียเอาไว้ ฝรั่งเศสจึงได้ทำการสละสถานภาพใน[[โรม]] ซึ่งเป็นเกราะคุ้มกันรัฐพระสันตะปาปาและสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 เพื่อที่ฝรั่งเศสจะทุ่มกำลังต่อสู้ชาวปรัสเซียได้เต็มที่ อิตาลีจึงได้รับผลประโยชน์จากชัยชนะของปรัสเซีย โดยได้อำนาจการควบคุมรัฐสันตะปาปาจากฝ่ายปกครองของฝรั่งเศส กรุงโรมถูกกองทัพราชอาณาจักรอิตาลีเข้ายึดครองหลังเกิดการต่อสู้แบบจรยุทธ์ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งโดยกองกำลังของรัฐพระสันตะปาปาที่ต่อต้านผู้รุกรานชาวอิตาลี การรวมชาติของอิตาลีได้บรรลุผลโดยสมบูรณ์ และหลังจากนั้นไม่นานนัก อิตาลีก็ได้ทำการย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงโรมอย่างเป็นทางการ สภาพทางเศรษฐกิจของอิตาลีในเวลานั้นย่ำแย่<ref> (Smith (1997), pp95–96) </ref> เพราะไม่มีอุตสาหกรรมและการคมนาคมที่สะดวกสบาย ปัญหาความยากจนขั้นรุนแรง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ของอิตาลี) อัตราการรู้หนังสือที่ต่ำมาก และมีเพียงชาวอิตาลีที่มั่งคั่งเพียงส่วนน้อยที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ความเคลื่อนไหวในการรวมชาติได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติเป็นส่วนมาก แม้หลังจากทำการรวมชาติสำเร็จแล้ว อิตาลีก็ยังคงต้องอาศัยการสนับสนุนดังกล่าวสืบต่อมา
ผู้ใช้นิรนาม