เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

แทนที่ ‘คริสต์จักร’ ด้วย ‘คริสตจักร’
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฟาสซิสต์มีการต่อต้านคริสตจักร แต่ความสัมพันธ์กับ[[โรมันคาทอลิก|คริสตจักรโรมันคาทอลิก]]พัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงที่มุสโสลินีอยู่ในอำนาจ ในปี ค.ศ. 1922 มุสโสลินีประกาศเป็นพันธมิตรกับผู้สนับสนุนคริสจักรอย่างพรรค ''ปาร์ติโตปอโปลาเรอิตาเลียโน'' (''Partito Popolare Italiano'') หรือพรรคประชาชนอิตาลี ในปี ค.ศ. 1929 มุสโสลินีกับพระสันตะปาปาได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งซึ่งย้อมกลับไปตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1860 และได้ให้อิสระแกคริสตจักรออกจากการควบคุมของรัฐบาลอิตาลี รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีออร์ลันโดได้เริ่มกระบวนการปรองดองนี้ในช่วงสงครามโลก และพระสันตะปาปาสานต่อกระบวนการนี้ด้วยการตัดสัมพันธืกับพรรคคริสเตียนประชาธิปัตย์ในปี ค.ศ. 1922<ref>Smith, ''Italy,'' pp 40-443</ref> แม้ว่ามุสโสลินีและผู้นำพรรคฟาสซิสต์หลายคนจะเป็นพวกไม่เชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาก็ตระหนักถึงโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์กับศาสนจักรซึ่งมีผู้นับถืออยู่อย่างกว้างขวาง<ref>John F. Pollard, ''The Vatican and Italian Fascism, 1929-32.'' Cambridge University Press. (1985). p 53</ref>
 
[[สนธิสัญญาลาเตรัน]]ในปี ค.ศ. 1929 เป็นสนธิสัญญาที่รับรองอธิปไตยของรัฐวาติกันในกรุงโรม ซึ่งอนุญาตให้รัฐวาติกันได้รับเอกราชของตนและสถานภาพทางการทูตในเวทีโลก และต่อมาได้ทำ[[ความตกลงระหว่างสันตะปาปากับรัฐบาล]]ในปีเดียวกัน เนื้อหาในความตกลงดังกล่าวคือการประกาศให้ราชอาณาจักรอิตาลีมีศาสนาประจำชาติเพียงศาสนาเดียวคือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (แม้ว่าจะยินยอมให้ศาสนาอื่นมีอยู่ได้ต่อไปก็ตาม), การมีเงินเดือนประจำให้สำหรับนักบวชและบิชอปในคริสต์ศาสนา, รับรองพิธีสมรสทางศาสนาโดยที่คู่สมรสจะต้องผ่านกระบวนการทางแพ่งมาก่อน และการนำหลักศาสนาคริสต์ไปใช้สอนตามโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ แลกกับการที่เหล่านักบวชแห่งคริสต์จักรคริสตจักรโรมันคาทอลิกสาบานตนเป็นพันธมิตรกับรัฐอิตาลี ซึ่งมีอำนาจการยับยั้งเหนือการตัดสินใจของพวกตน ในข้อตกลงฉบับที่สามมีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 1750 ล้านลีรา (ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แก่วาติกัน เพื่อเป็นสินไหมทดแทนการที่รัฐเข้ายึดครองทรัพย์สินของทางวาติกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 แม้ว่าทางคริสต์จักรคริสตจักรจะไม่ได้สร้างภาระผูกพันในความเป็นพันธมิตรกับคณะฟาสซิสต์อย่างเป็นทางการ และแนวความคิดระหว่างทั้งสองฝ่ายเองก็ยังคงมีความแตกต่างอยู่มาก แต่ต่อมาความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันในอดีตก็มลายหายไปหมดสิ้น คริสต์จักรคริสตจักรชื่นชมนโยบายการต่างประเทศของฟาสซิสต์เป็นการเฉพาะ สืบเนื่องมาจากการที่ฟาสซิสต์เข้าแทรกแซง[[สงครามกลางเมืองสเปน]]และสนับสนุนฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสงคราม รวมไปถึงนโยบายการบุกยึดครองเอธิโอเปียอีกด้วย ในขณะเดียวกันแรงเสียดทานระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยังมีปรากฏอยู่ให้เห็น จากการที่มุสโสลินีเห็นว่าควรยุบรวมเอาเครือข่ายยุวชนชาวคริสต์ของทางคริสต์จักรคริสตจักรมารวมกับกลุ่มยุวชนฟาสซิสต์ของเขาเอง<ref>Kenneth Scott Latourette, ''Christianity In a Revolutionary Age A History of Christianity in the 19th and 20th Century: Vol 4 The 20th Century In Europe'' (1961) pp 32-35, 153, 156, 371</ref> ในปี ค.ศ. 1931 [[สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11]] ได้ทรงออกประกาศ ''นอนอับบียาโมบีโซโญ'' (''Non Abbiamo Bisogno''; เราไม่มีความต้องการ) ที่ประณามการประหัตประหารชาวคริสต์ในอิตาลีของฟาสซิสต์และประณามฟาสซิสต์ว่าเป็น "พวกนอกศาสนาของประเทศ"<ref>{{Cite book|author=Eamon Duffy|title=Saints and Sinners: A History of the Popes; Second Edition|url=http://books.google.com/books?id=MTWM6PjNvBMC&pg=PA340|year= 2002|publisher=Yale University Press|page=340}}</ref>
 
การออกเสียงลงคะแนนโดยประชาชนทั่วประเทศถูกจัดขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1929 เพื่อรับรองความชอบธรรมของสนธิสัญญา ฝ่ายต่อต้านสนธิสัญญาฉบับนี้ถูกข่มขู่โดยทางการฟาสซิสต์ พรรคกิจคาทอลิก (อะซิโอนกัตโตลิกา; ''Azione Cattolica'') แนะนำชาวคริสต์ในประเทศให้ลงคะแนนเสียงกับผู้สมัครพรรคฟาสซิสต์เพื่อจะได้เป็นตัวแทนในโบสถ์ แต่มุสโสลินีกลับกล่าวว่าไม่มีการลงคะแนนเช่นนั้น และกล่าวว่าถึงกลุ่มดังกล่าว่าเป็น "... พวกโฆษณาชวนเชื่ออย่างผิดกฎหมายผู้ต่อต้านสนธิสัญญาลาเตรันส่วนน้อย"<ref>Pollard, p49</ref> ต่อมาผลการออกเสียงปรากฏว่ามีผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนเกือบ 9 ล้านเสียงหรือคิดเป็นร้อยละ 90 ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด และมีเพียง 136,000 เสียงที่ลงคะแนนไม่สนับสนุน<ref>Pollard, ''The Vatican and Italian Fascism, 1929-32,'' p 61</ref> ทำให้สนธิสัญญาลาเตรันยังคงมีผลมาจนถึงปัจจุบัน
123,854

การแก้ไข