ผลต่างระหว่างรุ่นของ "แมคดอนเนลล์ ดักลาส เอฟ-4 แฟนทอม 2"

เก็บกวาดบทความด้วยบอต
ป้ายระบุ: แก้ไขจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ แก้ไขจากเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
(เก็บกวาดบทความด้วยบอต)
|มูลค่า = 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
}}
'''เอฟ-4 แฟนทอม 2 ''' ({{lang-en|''F-4 Phantom II''}})<ref>เดิมทีได้ชื่อว่า เอเอช และต่อมาเป็น เอฟ 4 เอช เอฟ-4 ใช้ในปีพ.ศ. 2505 เมื่อมีการเปลี่ยนระบบบอกชื่อของกองทัพสหรัฐฯ ใน บ.แมคดอนเนลล์ ดักลาส เครื่องบินได้ชื่อว่าโมเดล 98</ref><ref name="swan navyp301"/> เป็นเครื่องบินสกัดกั้นโจมตีพิสัยไกลทุกสภาพอากาศสองที่นั่ง สองเครื่องยนต์ ความเร็วเหนือเสียง เดิมทีสร้างมาเพื่อกองทัพเรือสหรัฐฯ โดย[[แมคดอนเนลล์ แอร์คราฟท์]]<ref name="swan navyp301">Swanborough and Bowers 1976, p. 301.</ref> ด้วยการที่ใช้งานง่าย จึงได้กลายมาเป็นเครื่องบินส่วนใหญ่ของกองทัพเรือ กองนาวิกโยธิน และกองทัพอากาศสหรัฐฯ<ref name = "Phab40th"/> F-4 ถูกใช้อย่างกว้างขวางโดยทั้งสามกองทัพใน[[สงครามเวียดนาม]]โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศหลักให้กับกองทัพเรือและกองทัพอากาศ เช่นเดียวกับทำหน้าที่ลาดตระเวนและโจมตีภาคพื้นดิน<ref name="Phab40th">[http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/index.htm Integrated Defense Systems: F-4 Phantoms Phabulous 40th.] Boeing. Retrieved: 19 January 2008.</ref>
 
F-4 เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2503 แฟนทอมยังคงเป็นส่วนสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ด้วยการถูกแทนที่โดย[[เอฟ-15 อีเกิล]]และ[[เอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอน]]ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่วนในกองทัพเรือสหรัฐฯ แทนที่ด้วย[[เอฟ-14 ทอมแคท]]และ[[เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ท]] และ[[เอฟ/เอ-18อี/เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ท]]ในกองนาวิกโยธิน ยังคงถูกใช้ทำหน้าที่ลาดตระเวนโดยสหรัฐฯ ใน[[สงครามอ่าว]]จนปลดประจำการในปีพ.ศ. 2539<ref name="gulfp26"/><ref name="gulfvictoryp22"/> แฟนทอมยังถูกใช้โดยประเทศอื่นๆ อีก 11 ประเทศ [[อิสราเอล]]ได้ใช้แฟนทอมอย่างกว้างขวางในสงครามอาหรับ-อิสราเอล ในขณะที่[[อิหร่าน]]ใช้กองบินขนาดใหญ่ใน[[สงครามอิรัก-อิหร่าน]] แฟนทอมยังคงอยู่ในแนวหน้าของเจ็ดประเทศด้วยกัน และยังใช้เป็นเป้าหมายไร้คนขับของกองทัพอากาศสหรัฐฯ<ref name="Carrarap48"> Carrara 2006, p. 48.</ref>
 
การผลิตแฟนทอมเริ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2501-2524 พร้อมมีเครื่องบินทั้งสิ้น 5,195 ลำที่ผลิตออกมา<ref name="Phab40th"/> การผลิตมากขนาดนี้ ทำให้เป็นเครื่องบินไอพ่นที่ผลิตออกมามากที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก[[เอฟ-86 เซเบอร์]]ที่สร้างออกมาเกือบ 10,000 ลำ
 
== คำอธิบาย ==
เอฟ-4 แฟนทอม ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินขับไล่ป้องกันประจำกองบินสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และได้เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2503 ในปีพ.ศ. 2506 ถูกใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ให้ทำหน้าที่เครื่องบินขับไล่โจมตี เมื่อการผลิตสิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2524 แฟนทอม 2 จำนวน 5,195 ลำคือจำนวนทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมา ทำให้เป็นเครื่องบินทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีจำนวนมากที่สุด<ref name="boeing firstlast">[http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/firstlast.htm F-4 Phantoms Phabulous 40th: First to Last.] Boeing Integrated Defense Systems. Retrieved: 19 November 2007.</ref> จนกระทั่งมีการสร้างเอฟ-15 อีเกิล เอฟ-4 ยังคงทำสถิติในการเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีระยะการผลิตยาวนานที่สุดคือ 24 ปี วัตกรรมของเอฟ-4 รวมทั้งเรดาร์พัลส์และการใช้[[ไทเทเนียม]]ในการทำโครงสร้าง<ref> [http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/images/titanium.htm F-4 Phantoms Phabulous 40th: Current Uses of Titanium: F-4] Boeing Integrated Defense Systems. 1971. "F-4B/C 1,006 lb. 7.7% of Structure, F-J/E 1,261 lb. 8.5% of Structure". Retrieved: 14 February 2008.</ref>
 
แม้ว่าจะมีมิติที่โอ่อ่าและน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดมากกว่า 27,000 กิโลกรัม<ref name="donald worldp268"> Donald and Lake 1996, p. 268.</ref> เอฟ-4 ก็ยังทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2.23 มัค และมีการไต่ระดับมากกว่า 41,000 ฟุตต่อนาที<ref name="USAF Fighters p198"> Dorr and Donald 1990, p. 198.</ref> ไม่นานหลังจากนำมาใช้งาน แฟนทอมก็ทำสถิติโลกไว้ 15 สถิติด้วยกัน<ref name="boeing phirsts">[http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/firsts.htm Integrated Defense Systems: F-4 Phantoms Phabulous 40th - Phantom "Phirsts".] Boeing. Retrieved: 14 December 2007.</ref> ซึ่งรวมทั้งความเร็วสัมบูรณ์ที่ 2,585 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและความสูงสัมบูรณ์ที่ 98,557 ฟุต<ref name="boeing record">[http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/bluebook/record.htm Integrated Defense Systems: F-4 Phantoms Phabulous 40th - World Record Holder.] Boeing. Retrieved: 14 December 2007.</ref> แม้ว่าจะเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2502-2505 ทั้งห้าสถิติความเร็วก็ยังอยู่จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2518 เมื่อเอฟ-15 อีเกิล เข้าประจำการ<ref name="boeing phirsts"/>
 
[[ไฟล์:F-4 Phantom Blue Angels.jpg|thumb|left|เอฟ-4เจของ[[บลูแองเจิล]]ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2502-2517]]
เอฟ-4 สามารถบรรทุกอาวุธได้มากถึง 8,480 กิโลกรัม บนที่ตั้งเก้าตำบลรวมทั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศทั้งที่นำและไม่นำวิถี และระเบิดนิวเคลียร์<ref name="F4D factsheet">[http://www.nationalmuseum.af.mil/factsheets/factsheet.asp?id=2276 McDonnell Douglas F-4D “Phantom II”.] National Museum of the USAF. Retrieved: 20 January 2008</ref> ตั้งแต่ที่[[เอฟ-8 ครูเซเดอร์]]ถูกใช้เพื่อการต่อสู้ระยะใกล้ เอฟ-4 จึงถูกออกแบบมาเหมือนกับเครื่องบินสกัดกั้นลำอื่นๆ คือไม่มีปืนใหญ่<ref>Angelucci 1987, p. 310.</ref> ในการต่อสู้ผู้ควบคุมเรดาร์หรือผู้ควบคุมระบบอาวุธ (มักเรียกว่าผู้นั่งหลังหรือแบ็คซีทเตอร์ (''backseater'')) จะช่วยในการหาตำแหน่งข้าศึกด้วยสายตาเช่นเดียวกันเรดาร์ แฟนทอมได้กลายมาเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีหลักทั้งของกองทัพเรือและกองทัพอากาศเมื่อจบ[[สงครามเวียดนาม]]
 
[[ไฟล์:1997 F-4 Heritage Flight over Florida-edit 1.jpg|right|thumb|ขบวนของ เอฟ-4 แฟนทอม 2 ทำการบินสาธิตในวันครบรอบ 50 ปีกองทัพอากาศสหรัฐฯ]]
 
เอฟ-4 แฟนทอม ยังเป็นเครื่องบินขับไล่แบบสุดท้ายของอเมริกาที่ได้สถานะยอดเยี่ยมในศตวรรษที่ 20 ในสงครามเวียดนาม นักบินหนึ่งนายและผู้ควบคุมอาวุธสองนายจากกองทัพอากาศ<ref name="dorrp200-201"> Dorr and Bishop 1996, pp. 200–201.</ref> และนักบินหนึ่งนายและผู้ควบคุมเรดาร์หนึ่งนายจากกองทัพเรือ<ref name="Dorrp188-189"> Dorr and Bishop 1996, pp. 188–189.</ref>ได้ทำการรบทางอากาศที่ยอดเยี่ยม แฟนทอมยังสามารถทำหน้าที่ลาดตระเวนทางยุทธวิธีและทำการกดดันการป้องกันทางอากาศของศัตรู โดยได้ทำหน้าที่ในปีพ.ศ. 2534 ใน[[สงครามอ่าว]]<ref name="gulfp26">Donald Spring 1991, p. 26.</ref><ref name="gulfvictoryp22">Donald Summer 1991, p. 22.</ref>
 
การทำงานของเครื่องบินขับไล่ชั้น 2 มัค พร้อมพิสัยไกลและขนาดบรรทุกเท่าเครื่องบินทิ้งระเบิด ได้กลายมาเป็นแม่แบบของเครื่องบินขับไล่รุ่นต่อๆ มา แฟนทอมได้ถูกแทนที่โดย[[เอฟ-15 อีเกิล]]และ[[เอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอน]]ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในกองทัพเรือนั้น ถูกแทนที่โดย[[เอฟ-14 ทอมแคท]]และ[[เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ท]] ฮอร์เน็ทนั้นได้รับหน้าที่เป็นเครื่องบินขับไล่สองบทบาท<ref>Donald, David. ''Warplanes of the Fleet''. London: AIRtime Publishing Inc., 2004. ISBN 1-880588-81-1.</ref>
 
=== ต้นกำเนิด ===
ในปีพ.ศ. 2495 หัวหน้าด้านอากาศพลศาสตร์ของแมคดอนเนลล์ เดวิด เอส ลีวิส ได้ถูกแต่งตั้งโดย จิม แมคดอนเนลล์ ให้เป็นผู้จัดการในการออกแบบของบริษัท<ref>Thornborough and Davies 1994, p. 13.</ref> เมื่อไม่มีเครื่องบินลำใดเข้าแข่งขัน ทางกองทัพเรือมีความต้องการเครื่องบินแบบใหม่อย่างมาก คือ เครื่องบินขับไล่โจมตี<ref>Thornborough and Davies 1994, p. 11.</ref>
 
ในปีพ.ศ. 2496 แมคดอนเนลล์ แอร์คราฟท์เริ่มทำการปรับปรุง[[เอฟ 3 เอช ดีมอน]]เพื่อขยายขีดความสามารถและการทำงานที่ดีขึ้น บริษัทฯ ได้สร้างโครงการมากมายรวมทั้งแบบที่ใช้เครื่องยนต์ไรท์ เจ 67<ref name="Demonp61"> Dorr 2008, p. 61.</ref> และไรท์ เจ 65 สองเครื่อง หรือเครื่องยน์เจเนรัล อิเลคทริก เจ 79 สองเครื่อง<ref name="Boeing development">[http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/bluebook/develop.htm F-4 Phantoms Phabulous 40th - Phantom Development] ''1978 Commemorative Book''. Boeing Integrated Defense Systems. Retrieved 14 February 2008</ref> รุ่นที่ใช้ เจ 79 ได้แสดงให้เห็นถึงความเร็วสูงสุดที่ 1.97 มัค เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2496 แมคดอนเนลล์ตรงเข้าหากองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมข้อเสนอสำหรับซูเปอร์ดีมอน ด้วยความไม่เหมือนใครเครื่องบินลำนี้สามารถใช้ได้หนึ่งหรือสองที่นั่งสำหรับภารกิจที่แตกต่างกันไป มีเรดาร์ กล้องถ่ายภาพ ปืนใหญ่ขนาด 20 ม.ม.สี่กระบอกหรือจรวดไม่วำวิถี 56 ลูกในเก้าตำบลทั้งใต้ปีกและใต้ลำตัว กองทัพเรือให้ความสนใจอย่างมากเพื่อเติมเต็ม เอฟ 3 เอช/จี/เอช แต่ก็รู้สึกว่า[[เอฟ-11 ไทเกอร์|กรัมแมน เอ็กซ์เอฟ 9 เอฟ-9]] และ[[เอฟ-8 ครูเซเดอร์|วอท เอ็กซ์เอฟ 8 ยู-1]] ที่กำลังมาก็มีความเร็วเหนือเสียงอยู่แล้ว<ref>Lake 1992, p. 15.</ref>
 
แบบของแมคดอนเนลล์ได้ถูกทำใหม่ให้เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีทุกสภาพอากาศพร้อมที่ติดตั้งอาวุธ 11 ตำบล และในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2497 บริษัทฯ ได้รับจดหมายที่แสดงความสนใจต้นแบบวายเอเอช-1 สองลำ ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 นายทหารสี่นายจากกองทัพเรือได้มาถึงที่สำนักงานแมคดอนเนลล์ และภายในหนึ่งชั่วโมง พวกเขาได้แสดงความต้องการใหม่ทั้งหมดต่อบริษัทฯ เพราะว่ากองทัพเรือมีเครื่อง[[เอ-4 สกายฮอว์ค]]สำหรับการโจมตีภาคพื้นดิน และเอฟ-8 ครูเซเดอร์ สำหรับการต่อสู้ทางอากาศอยู่แล้ว โครงการจึงเปลี่ยนมาเพื่อเติมเต็มความต้องการเครื่องบินสกัดกั้นในทุกสภาพอากาศแทน โดยใช้ลูกเรือสองนายในการใช้เรดาร์ที่ทรงพลัง<ref name="swan navyp301"/>
 
=== ต้นแบบ เอ็กซ์เอฟ 4 เอช-1 ===
 
=== การทดสอบต้นแบบ ===
ในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2498 กองทัพเรือได้สั่งซื้อ เอ็กซ์เอฟ 4 เอช-1 สำหรับทดสอบจำนวนสองลำ และ วายเอฟ 4 เอช-1 ห้าลำ ที่เป็นการสั่งซื้อก่อนการผลิต แฟนทอมทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 พร้อม โรเบิร์ต ซีลิตเติล ผู้ควบคุม ปัญหาไฮดรอลิกของล้อลงจอดนั้นปรากฏขึ้นแต่ก่อนบินเที่ยวต่อๆ มาก็ราบรื่น การทดสอบก่อนหน้าทำให้เกิดการออกแบบช่องรับลมใหม่ รวมทั้งช่องปล่อยลมบนแผ่นลาด และไม่นานเครื่องบินก็เตรียมแข่งกับ[[เอ็กซ์เอฟ 8 ยู-3 ครูเซเดอร์ 3]] เนื่องมาจากปริมาณที่ทำงานได้ กองทัพเรือต้องการเครื่องบินสองที่นั่งและในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2501 เอฟ 4 เอช ถูกประกาศว่าเป็นผู้ชนะ ความล่าช้าของเครื่องยนต์ เจ 79-จีอี-8 หมายความว่าเครื่องบินในการผลิตครั้งแรกใช้เครื่องยนต์ เจ 79-จีอี-2 และ -2เอ แทน ซึ่งแต่ละเครื่องให้กำลัง 16,100 ปอนด์เมื่อใช้สันดาปท้าย ในปีพ.ศ. 2503 แฟนทอมเริ่มทำการทดสอบความเหมาะสมกับเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อินดีเพนเดนซ์<ref name="Donald 2002"/>
 
=== การผลิต ===
ในการผลิตช่วงแรกเรดาร์ถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นแบบ เอเอ็น/เอพีคิว-72 และห้องนักบินถูกดัดแปลงเพื่อเพิ่มทัศนวิสัย และทำให้ห้องนักบินส่วนหลังมีพื้นที่มากขึ้น<ref>Lake 1992, p. 21.</ref> แฟนทอมประสบกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทำให้มีแบบต่างๆ จำนวนมาก
 
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้รับแฟนทอมตามที่รัฐมนตรีกลาโหม โรเบิร์ต แมคนามาราได้ผลักดันให้มีการสร้างเครื่องบินที่เหมาะกับทุกกองทัพ หลังจากที่ เอฟ-4 บี ได้ชัยชนะใน"ปฏิบัติการไฮสปีด" (''Operation Highspeed'') เหนือคู่แข่งที่เป็น[[เอฟ-106 เดลต้า ดาร์ท]] กองทัพอากาศจึงได้ยืม เอฟ-4 บี ของกองทัพเรือมาสองลำ และใช้ชื่อว่าเอฟ-110 เอ สเปกเตอร์ชั่วคราวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2505 และได้เพิ่มความต้องการในแบบของพวกเขาเอง แฟนทอมไม่เหมือนกับของกองทัพเรือ ตรงที่กองทัพอากาศนั้นเน้นไปที่บทบาททิ้งระเบิด ด้วยการรวมชื่อของแมคนามาราเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 แฟนทอมได้กลายมาเป็น เอฟ-4 โดยที่กองทัพเรือเรียกมันว่า เอฟ-4 บี และกองทัพอากาศเรียกว่า เอฟ-4 ซี แฟนทอมของกองทัพอากาศทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 โดยทำความเร็วได้ 2 มัค ในการบินครั้งนั้น<ref name="knaackp266">Knaack 1978, p. 266.</ref>
 
การผลิตแฟนทอม 2 ในสหรัฐฯ สิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2522 หลังจากที่ผลิตออกมาได้ 5,195 ลำ (5,057 ลำผลิตโดยแมคดอนเนลล์ ดักลาส และ 138 ลำผลิตโดยมิตซูบิชิในญี่ปุ่น) ทำให้เป็นเครื่องบินอันดับสองที่ส่งออกและผลิตออกมามากที่สุดรองจาก[[เอฟ-86 เซเบอร์]]ที่ยังคงเป็นเครื่องบินไอพ่นที่มีจำนวนมากที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีจำนวน 2,874 ลำเป็นของกองทัพอากาศ 1,264 ลำเป็นของกองทัพเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ และของลูกค้าต่างชาติ<ref name="Boeing"> [http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/ Integrated Defense Systems: F-4 Phantoms Phabulous 40th.] Boeing. Retrieved: 22 May 2007.</ref> เอฟ-4 ลำสุดท้ายที่สร้างโดยสหรัฐฯ เป็นของตุรกี ในขณะที่ เอฟ-4 ลำท้ายสุดเสร็จในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งเป็นของอุตสาหกรรมมิตซูบิชิ[[ญี่ปุ่น]] ในปีพ.ศ. 2551 มีแฟนทอม 631 ลำยังคงอยู่ในประจำการทั่วโลก</ref><ref name="Flight 2008">"[http://www.flightglobal.com/assets/getasset.aspx?ItemID=26061 DIRECTORY: WORLD AIR FORCES]". ''[[Flight International]]'', 11-17 November 2008.pp.52-76.</ref> ในขณะที่แฟนทอมยังคงถูกใช้เป็นโดรนโดยกองทัพสหรัฐฯ
 
== แบบต่างๆ ==
{{คอมมอนส์|F-4 Phantom II}}
{{รายการอ้างอิง|2}}
{{โครงทหาร}}
 
[[หมวดหมู่:เครื่องบินแมคดอนเนลล์ ดักลาส|อ]]
[[หมวดหมู่:เครื่องบินขับไล่|อ]]
[[หมวดหมู่:อากาศยานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน]]
{{โครงทหาร}}
 
{{Link FA|en}}
375,298

การแก้ไข