ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ฟร็องซิส ปีกาบียา"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
 
== ประวัติ ==
ฟรานซิส พิคาเบีย เกิดเมื่อปีค.ศ.1879 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นลูกชายคนเดียวของ''ฟรานซิสโก้ วิเซนต์ มาร์ทีนซ์ พิคาเบีย'' กับ''มารี ซีซิล ดาแวน''หญิงชาวฝรั่งเศส พิคาเบียได้กำเนิดขึ้นในตระกูลที่ร่ำรวย จึงทำให้เขาได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ท่องเที่ยว และมีความสุขกับชีวิตที่หรูหรา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาอายุได้7ปี แม่ของเขาได้จากไปด้วยวัณโรคและในปีถัดไป ยายของเขาก็ได้เสียชีวิตลง เขาจึงตกอยู่ในการดูแลของพ่อ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่สถานทูตคิวบา,''มอริส ดาแวน'' ผู้เป็นลุง และ''อัลฟองส์ ดาแวน'' นักธุรกิจร่ำรวยผู้เป็นตาของเขา บ้านนี้จึงเป็นที่รู้จักในนามบ้านที่ปราศจากผู้หญิง
 
ลุงของเขาเป็นคนรักศิลปะและนักสะสม ผู้ทำให้พิคาเบียมีความสนใจในจิตรกรคลาสสิคของฝรั่งเศส อาทิเช่น ''เฟลิกซ์ ซีม''(Felix Ziem) และ''เฟอร์ดินาน รอยเบิร์ด''(Ferdinand Roybert) ส่วนตาของเขาที่เป็นช่างภาพมือสมัครเล่น ก็ได้สอนเขาเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วย และหลังจากนั้นฟิคาเบียจึงได้ใช้กล้องเพื่อช่วยในการทำงานของเขา <ref>http://www.theartstory.org/artist-picabia-francis.htm</ref>
 
== ช่วงแรกของการเป็นศิลปิน ==
ในปี 1895 พิคาเบียได้เข้าเรียนที่ ''École des Arts Decoratifs'' ถึง 2 ปี หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำงานกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา[[''จอร์จ บราค]]''และ[[''มารี ลอเรนซิน]]''เป็นเวลา 4 ปีที่สตูดิโอของ''Cormon'' ระหว่างนั้นเขาได้สร้างผลงานที่เป็นงานสีน้ำและเคยถูกจัดแสดงที่ [[''Salon des Artistes Francis]]'' อยู่หนหนึ่ง เขาละทิ้งงานสีน้ำแบบดั้งเดิมไปในเวลาอันสั้นและเริ่มหันไปทำงานแนว[[ลัทธิประทับใจ]]แทน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก[[''กามีย์ ปีซาโร]]''และ[[''อัลเฟรด ซิสลีย์]]'' เขามีความเชื่อว่า “ภาพวาดไม่ได้เป็นตัวแทนของธรรมชาติ แต่เป็นอารมณ์ที่ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของศิลปิน” และงานแนวลัทธิประทับใจ ก็สามารถเป็นสื่อที่ถ่ายทอดอุดมการณ์ของเขาได้
 
พิคาเบียเริ่มแสดงงานแรกของเขาในปี 1905 ที่ [[''Galerie Hausmann]]'' ในกรุงปารีส ในนิทรรศการได้จัดแสดงภาพทิวทัศน์จำนวน 61 รูปและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี หลังจากงานนั้นเขาก็ได้กลายมาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและเริ่มจัดแสดงต่อในกรุงปารีส ลอนดอน และเบอลิน อย่างไรก็ตาม ในปี 1909 เขาได้ละทิ้งงานที่เรียกว่าเป็นสไตล์ของเขาและเปลี่ยนมาเป็นสไตล์ [[อาว็อง-การ์ด]] ซึ่งรวมไปถึง [[คติโฟวิสต์]] และนี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องเลิกแสดงงานที่ ''Galerie Hausmann'' ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเองเขาได้แต่งงานกับนักดนตรีผู้นำดนตรีมาสู่ชีวิตของเขา เธอคนนั้นก็คือ [[''แกเบรียล บัฟเฟ]]'' ด้วยเหตุนี้เองก็ทำให้เขาได้ค้นพบจุดเชื่อมโยงระหว่างดนตรีและศิลปะ นอกจากนี้เธอก็ยังทำให้เขาสนใจงานแนว อาว็อง-การ์ด มากขึ้นไปอีกจากปี 1909-1913
 
พิคาเบียได้พยายามค้นหาสไตล์งานอีกครั้งที่จะสามารถถ่ายทอดความเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าของเขาได้อย่างเหมาะสมลงตัวที่สุด เขาทดลองเปลี่ยนจากสไตล์หนึ่งไปยังอีกสไตล์เช่น คติโฟวิสต์, [[ลัทธิคิวบิสม์]] และงาน[[ศิลปะนามธรรม]] แม้อนาคตของเขาในฐานะศิลปินจะยังมีความไม่แน่นอน แต่เขาและภรรยาก็เริ่มต้นสร้างครอบครัวด้วยการมีลูกคนแรกด้วยกันในปี 1910 และคนที่ 2 ในปีต่อมา เขาและภรรยาได้เข้าร่วม [[''Sociètè Normande de Peinture Moderne]]'' ซึ่งเป็นที่ที่ส่งเสริมและสนับสนุน[[ความสัมพันธ์ของงานศิลปะแบบสหวิทยาการ]] และมันนำพามาสู่การจัดนิทรรศการเป็นประจำทุกปีและอีเว้นท์อื่นๆ เป็นการสร้างเครือข่ายและสังคมกับศิลปินคนอื่นๆ ในปี 1911 พิคาเบียได้พบกับ [[มาเซล ดูช็องป์]] ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทั้งในชีวิตจริงและบนเส้นทางงานศิลปะ
 
== การเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ==
ในปี 1912 พิคาเบียได้แสดงออกทางงาน Cubism อย่างรุนแรงขึ้น ภาพวาดของเขามาจากความทรงจำและประสบการณ์มากกว่าการได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ จากการเข้าร่วม [[''Armory Show]]'' ที่ NYนิวยอร์ก เขาแสดงผลงาน [[''Danses à la source I]]'' (1912),[[''Souvenir de Grimaldi]]'' (1912), [[''La Procession Seville]]'' (1912),และ and [[กรุงปารีส]]'' (1912). ผลงานของเขาถูกวิจารณ์ในหลายๆด้าน เช่นนักข่าวบางส่วนที่วิจารณ์สีสันที่ประสานกันอย่างลงตัวของเขาว่าเป็นสิ่งจอมปลอม แม้ว่าจะได้รับคำวิจารณ์เช่นนั้นในอเมริกา แต่เขาก็เลือกที่จะอยู่ต่อไปอีก 2 สัปดาห์กับ [[''อัลเฟรด สติกกลิซ]]'' และแกลอรี 291 ของเขา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง พิคาเบียได้หนีหลบซ่อนตัวไปอยู่ที่ [[บาร์เซโลนา]], [[นิวยอร์ก]]และ[[คาบสมุทธแคริบเบียน]] ตามลำดับ ผลจากสงครามทำให้เขาค้นพบงานแนวใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนแห่งยุคอุตสาหกรรม เขาได้แสดงเครื่องวาดภาพเป็นครั้งแรกในปี 1916 ที่ [[''Modern Gallery]]'' ในนิวยอร์กความสัมพันธ์ระหว่างเขาและภรรยาเริ่มจืดจางลงเมื่อเขาได้พบกับ[[เจอเมน เอเวอร์ลิง]]
 
ในปี 1917 สภาพจิตใจของเขาเริ่มที่จะอยู่ในภาวะซึมเศร้า ในช่วงระหว่างการพักฟื้นพิคาเบียเปลี่ยนความสนใจในการวาดภาพเป็นการเขียนแทน เขาตีพิมพ์บทกวีในปี 1917 โดยใช้ชื่อว่า [[Cinquante-deux miroirs]] และเริ่มเขียนงานวิจารณ์งานที่ชื่อว่า [[391]] ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเขียน[[ดาดา]] แม้ว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะเหมือนกับ [[''อ็องเดร เบรอตง]]'' ที่เขียนวรรณกรรมและบทความเสียดสีออกมาถึง 3 ภาคภาพ คือ [[Poèmes et dessins de la fille neé sans mère]] (1918),[[L'athlète des pompes funèbres]] (1918), และ[[Rateliers platoniques]] (1918).
 
ในปี 1919 พิคาเบียและภรรยาของเขาได้หย่าร้างกันในที่สุด ถึงตอนนี้ผลงานภาพวาดแนวเครื่องจักรของเขาก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีผ่านสำนักพิมพ์ที่เกี่ยวกับงานอาว็อง-การ์ด ในปี 1920 ดาดาได้ดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุด ซึ่งผลงานมีทั้ง [[Happening]] งานนิทรรศการ หนังสือ และนิตยสาร หลังจากการเผยแพร่ความเคลื่อนไหวของการต่อต้านงานศิลปะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหลายปี พิคาเบียเริ่มรู้สึกว่าดาดาได้กลายเป็นแค่ระบบทั่วๆไปของการก่อตั้งความคิด ในปี 1921 เขาโจมตีศิลปินดาดาคนอื่นๆในประเด็นพิเศษใน 391 ที่ชื่อว่า [[Phihaou-Thibaou]]
 
หลังจากที่เขาล้มเลิกที่จะเป็นดาดา เขาก็หันมาสนใจการจัดนิทรรศการภาพวาดอีกครั้งหนึ่ง และในปี 1922 เขาได้แสดงที่ [[''Salon d’Automne]]'' ด้วยเครื่องวาดภาพของเขาที่ใกล้เคียงกับภาพวาดในสไตล์สเปนมากขึ้น หลังจากที่เขาจากเพื่อนร่วมงานมากว่า 10 ปี และแสวงหาชีวิตใหม่กับภรรยาใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เขาทิ้งกรุงปารีสไปในปี 1925 และใช้ชีวิต 20 ปีอยู่ที่[[โกตดาซูร์]] เขาและภรรยาใช้เวลาพักผ่อนในบ้านที่[[คานส์]] และจ้างแม่นมมาดูแลลูกชายของพวกเขาที่ชื่อโลเรนโซซึ่งพิคาเบียได้เกิดหลงรักแม่นมที่ชื่อ[[โอลก้า โมเลอ]] ต่อมาไม่นานเขาก็เริ่มห่างกับเจอเมน และแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการในปี 1933
 
== บั้นปลายชีวิต ==
ในปี 1928 พิคาเบียแสดงผลงานภาพวาดของเขาในขื่อ ''Transparency (c.1928-31)'' ที่ ''Galerie Theophile Briant'' นักวิจารณ์ภาพยนตร์แกสตัน ราเวลเรียก Sur-impressionism ในฐานะที่เป็นภาพลักษณ์แบบ[[นีโอโรมานซ์]] ของฉากในภาพยนตร์ ''Transparency (c.1928-31)'' ได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชมของเขา โดยเฉพาะดูช็องป์
 
หลังจากนั้นลีอองซ์ โรเซนเบิร์กผู้ซื้อผลงานของเขาก็ได้ให้คำนิยามว่า “สมาคมแห่งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น...มันเป็นความคิดในขณะหนึ่งของช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นกฎเกณฑ์อันแม่นยำของศิลปะของคุณ มันเหนือกว่าการดำเนินต่ออย่างฉับพลันทันทีอย่างไม่มีที่สุด ซึ่งคืออุดมการณ์ของคุณ” ระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ที่คานส์ เขาค่อนข้างเป็นที่โด่งดังในท้องถิ่นนั้น มีเพื่อนที่มีชื่อเสียงมาเยี่ยมเขาบ่อยครั้งอย่าง [[ฌาคส์ ดูเซต์]], [[ปิแอร์ เดอ มาซซอต]] และมาเซล ดูช็องป์ พิคาเบียมีความสุขกับช่วงเวลานั้นมาก เขาทั้งซื้อของรถหรูหราราคาแพงและเรือยอร์ช
 
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในปี 1939 การทำลายล้างก็เริ่มต้นขึ้น การใช้ชีวิตของเขาต้องอยู่อย่างพอเพียง ในช่วงแรกของชีวิตรายได้ของเขามาจากการขายภาพวาดเป็นหลัก ในปี 1940 เขาและโอลก้า โมเลอได้แต่งงานกัน และนั่นก็ทำให้สไตล์งานของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง หลายคนพูดว่างานของเขาในช่วง 1940s ค่อนข้างจะเป็นเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เขาวาดภาพรูปที่ได้รับความนิยมมากจากนิตยสารของสาวๆอย่างดาราหญิง และคู่รักโรแมนติกในชีวิตจริง ในท้ายที่สุดของการเป็นศิลปิน พิคาเบียก็เปลี่ยนเส้นทางอีกครั้งเป็นงานศิลปะนามธรรมเขายังคงจัดงานนิทรรศการต่อไปอีกตามแกลอรี่ดังๆในปารีสและตีพิมพ์งานเขียนของเขาจนถึงปี 1951 ในขณะที่เขามีสภาวะผิดปกติที่หลอดเลือดและไม่สามารถวาดภาพต่อไปได้อีก เขาตายในปี 1953
ผู้ใช้นิรนาม